พบยุยงโดนด้วย จ่อแจ้งอีกข้อหา!
แพทย์ศัลยกรรม รพ.เลิดสิน ระบุเหยื่อกำปั้น “บอย-กิตติศักดิ์” ต้องใช้เวลารักษาดั้งจมูกแตกอย่างน้อย 1 เดือน เข้าข่ายถูก “น็อต อัครณัฐ” ทำร้ายร่างกายถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส ตำรวจจ่อเรียกแจ้งข้อหาเพิ่มรอเพียงผลรับรองจากแพทย์ รวมทั้งจะต้องติดตามครูพละเพื่อนของ “น็อต-กราบรถกู” ที่อยู่ในเหตุการณ์มาสอบถ้ายุยงส่งเสริมจะมีความผิดด้วย ขณะที่ “ทนายสงกานต์” เข้าเยี่ยมคนเจ็บพร้อมช่วยว่าความ ยันไม่ใช่ชนแล้วหนี เพราะขี่รถวนกลับมาจุดเกิดเหตุ มั่นใจไม่ได้ทำให้เสียทรัพย์เพราะเป็นอุบัติเหตุ ส่วนแม่เผยตอนแรกไม่คิดอะไร แต่เมื่อดูคลิปอดีตพิธีกรดังเป็นเหมือนปีศาจร้ายจะฆ่าลูก ยันดำเนินคดีถึงที่สุด
กรณี “น็อต-อัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล” นักแสดงและพิธีกรสังกัดบริษัท จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ลุแก่โทสะใช้กำลังทำร้ายร่างกาย และบังคับนายกิตติศักดิ์ หรือบอย สิงห์โต พนักงานคัดกรองเอกสาร สำนักงานสรรพากรพื้นที่ตลิ่งชัน ยกมือกราบรถเก๋งมินิคูเปอร์ สีเหลืองคันโปรด หลังขี่รถ จยย.เฉี่ยวชน มีผู้นำคลิปเหตุการณ์ความรุนแรงออกมาเผยแพร่ ทำให้มารดาของนายกิตติศักดิ์เห็นว่าลูกชายถูกกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เข้าแจ้งความตำรวจ สน.ยานนาวา ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย และข่มขืนใจผู้อื่นฯ รวมทั้งรอผลแพทย์ชี้เข้าข่ายทำร้ายร่างกายถึงขั้นบาดเจ็บสาหัสหรือไม่ นอกจากนี้ แม่นายกิตติศักดิ์ยังไม่ยินยอมให้ “น็อต-กราบรถกู” เข้าเยี่ยมลูกชายที่รักษาตัวอยู่ รพ.เลิดสิน ขณะที่บริษัทต้นสังกัดและรายการต่างๆที่ “น็อต-อัครณัฐ” เป็นพิธีกรต่างออกมาบอยคอต
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 9 พ.ย.ที่ รพ.เลิดสิน นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความและประธาน เครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เข้าเยี่ยมอาการนายกิตติศักดิ์ หรือบอย สิงห์โต ที่ถูกนายอัครณัฐ หรือน็อต อริยฤทธิ์วิกุล ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ดั้งจมูกแตก นายสงกานต์กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจาก น.ส.สุธิรา หงส์ทอง มารดานายกิตติศักดิ์ ให้เข้ามาช่วยเหลือเรื่องคดี คดีนี้ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน 1.มีการกล่าวหาว่านายกิตติศักดิ์ขี่รถ จยย.ชนแล้วหนี จากคลิปที่ปรากฏจะเห็นว่าเฉี่ยวชนจริง จากนั้นนายกิตติศักดิ์ได้ขี่รถไป ก่อนจะวนรถกลับมาที่เกิดเหตุ กฎหมายถือว่าไม่เป็นการหลบหนี เพราะมีความสำนึกในผลที่ได้กระทำ 2.ตามที่ปรากฏในคลิป นายกิตติศักดิ์ถูกกระชากคอเสื้อแล้วดึงลงมาจากรถ จยย. ถือเป็นการข่มขืนใจ กักขังหน่วงเหนี่ยวใช้กำลังประทุษร้าย
...
นายสงกานต์กล่าวอีกว่า ส่วนนายอัครณัฐดำเนินคดีกับนายกิตติศักดิ์ข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ต้องดูเจตนากรณีนี้ถือเป็นอุบัติเหตุ พนักงานสอบสวนมีอำนาจที่จะปรับ 400-1,000 บาท ดูจากพยานหลักฐานไม่มีความกังวลข้อกล่าวหาชนแล้วหนี และข้อหาทำให้เสียทรัพย์ อย่างไรก็ตาม นายกิตติศักดิ์มีสิทธิ์แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นและทำให้เกิดอันตรายสาหัส หากมีการรักษาตัวเกิน 20 วัน ข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว และข้อหาการประทุษร้าย ถ้าแพทย์อนุญาตให้ผู้บาดเจ็บออกจากโรงพยาบาลได้จะพาไปชี้จุดที่ถูกทำร้ายคาดไม่เกินวันที่ 13 พ.ย.นี้
ด้านนายแพทย์วุฒิชัย จตุทอง นายแพทย์ชำนาญการศัลยศาสตร์ตกแต่ง รพ.เลิดสิน กล่าวว่า กระบวนการรักษาอาการของนายกิตติศักดิ์เริ่มตั้งแต่คนไข้เข้ามารับการรักษา แพทย์ได้ตรวจอาการพร้อมเอกซเรย์ พบว่า คนไข้กระดูกหักที่บริเวณจมูก รักษาด้วยวิธีการผ่าตัดจัดกระดูกให้เข้าที่ไม่มีการเปิดเเผล ใช้เวลาประมาณ 30 นาที การผ่าตัดไม่พบปัญหา และผลที่ได้หลังจากการผ่าตัดจมูกของคนไข้จะกลับมาใกล้เคียงปกติมากที่สุด ต้องใช้ระยะเวลารักษานานพอสมควร หรืออย่างน้อยประมาณ 1 เดือน ส่วนเฝือกที่ค้ำภายในจมูกต้องใส่อย่างน้อยประมาณ 1 อาทิตย์ ถอดออกได้ หรืออาจจะนานกว่านั้น ต้องขึ้นอยู่กับอาการของคนไข้และดุลพินิจของแพทย์ อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมถือว่าอาการของนายกิตติศักดิ์อยู่ในอาการที่ดี แต่ต้องระวังบาดเเผลเกิดการติดเชื้อ
ส่วน น.ส.สุธิรา หงส์ทอง มารดานายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า วันเกิดเหตุได้ตกลงกันต่างคนต่างรับผิด แต่เพิ่งทราบว่านายอัครณัฐบันทึกวีดิโอขณะเจรจาไว้เพื่อเป็นหลักฐานทางคดี ตอนแรกไม่ได้ติดใจเอาความ เพราะยังไม่เห็นคลิปลูกถูกทำร้าย ต่อมาลูกชายมีอาการเจ็บจมูกจึงพาไป รพ.เลิดสิน เนื่องจากมีประกันสังคม พบว่ากระดูกแตกได้โทรศัพท์ไปหานายอัครณัฐแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ผ่านไปหลายชั่วโมงนายอัครณัฐโทร.กลับมา จากการพูดคุยนายอัครณัฐอ้างว่าสามารถช่วยเหลือค่ารักษาได้แค่บางส่วน เนื่องจากมีภาระที่ต้องรับผิดชอบเยอะ ไม่ได้สนใจอะไร เพราะคิดว่ามีประกันสังคมอยู่แล้ว ส่วนค่ารักษาที่เกินก็จะพยายามหาเอง กระทั่งมาเห็นคลิปที่ปรากฏ ยอมไม่ได้ที่เห็นลูกชายโดนนายอัครณัฐกระทำขนาดนี้ คิดว่าต่อยแค่ครั้งสองครั้ง เนื่องจากว่าเมื่อเจอกันครั้งแรกนายอัครณัฐทำตัวดั่งเทพบุตร แต่เมื่อดูในคลิปแล้วเหมือนปีศาจที่จะฆ่าลูกตน ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด “สุดท้ายนี้อยากจะฝากถึงวัยรุ่นทุกคนว่า ให้ทำตามพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาล 9 คือ เมื่อใดก็ตามที่คนเรามีความโกรธขอให้หายโกรธให้เร็วที่สุด เพื่อลดปัญหาการก่อให้เกิดความเสียหายและความรุนแรง”
ขณะที่ พ.ต.ท.ทวีป สุทธิ รอง ผกก. (หน. สอบสวน) สน.ยานนาวา เผยว่า ขณะนี้ได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนติดตามชายสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวซึ่งเป็นเพื่อนนายอัครณัฐ ทราบว่า เป็นอาจารย์สอนวิชาพลศึกษาโรงเรียนแห่งหนึ่ง ย่านเตาปูน ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งปรากฏอยู่ในคลิปเพื่อมาให้ปากคำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องกล้องวงจรปิดได้ประสานไปยัง กทม.เพื่อขอภาพแล้ว ส่วนการแจ้งข้อหาเพิ่มเป็นทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องดูจากผลการตรวจของแพทย์ ขณะนี้ต้องรอใบรับรองจากแพทย์และผลการตรวจสภาพรถคาดว่าจะส่งฟ้องได้ไม่เกิน 20 วัน
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า กรณีของนายอัครณัฐ หรือน็อต อริยฤทธิ์วิกุล พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาเบื้องต้น ข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ แต่ขณะนี้นายกิตติศักดิ์ หรือบอย สิงห์โต เข้ารับ การผ่าตัดจมูกอยู่ระหว่างการพักรักษาตัวต้องรอผลจากแพทย์ ว่าจะลงความเห็นในอย่างไร ถ้าบาดเจ็บสาหัสต้องแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม เบื้องต้นสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบปากคำพยาน ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ เพื่อดูย้อนหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ส่วนเพื่อนของนายอัครณัฐ ที่อยู่ในที่เกิดเหตุต้องนำมาสอบสวนว่ายุยงส่งเสริมหรือไม่ ถ้าเข้าข่ายจะถูกแจ้งข้อกล่าวหาด้วย ส่วนจะยึดใบขับขี่นายอัครณัฐหรือไม่ ต้องดูว่าเป็นความผิดที่เข้าข่ายหรือไม่ ต้องแยกประเด็นเป็นส่วนๆกันไป
ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่จะให้มีการเพิ่มโทษคดีทำร้ายร่างกายว่า ประเด็นนี้เป็นเจตนารมณ์ของรัฐบาล เนื่องจากอัตราโทษที่บังคับใช้อยู่ อาจเป็นอัตราโทษไม่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ผู้มีหน้าที่บัญญัติกฎหมายต้องมาคิดว่าบทบัญญัติที่ผ่านมามีความเหมาะอย่างไรหรือไม่ เป็นเรื่องที่ ครม.มีมติเห็นชอบให้มีการแก้ไข ขั้นตอนต่อไปจะต้องส่งเรื่องไปยัง สนช.เพื่อพิจารณาออกมาเป็นกฎหมายต่อไป
...