หนุ่มสุโขทัย หันหลังให้ไร่ข้าวโพด ยึดอาชีพพระราชทานเลี้ยงโคนม หาเลี้ยงชีพจนได้ดี เทิดทูน “พระบิดาแห่งการโคนมไทย” ขอตั้งมั่นทำความดี อนุรักษ์อาชีพนี้ไปจนชั่วลูกชั่วหลาน

เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 59 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่อนุรักษ์ฟาร์ม เลขที่ 53/1 ม.4 ต.บ้านหลุม อ.เมืองสุโขทัย หลังทราบว่ามีหนุ่มชาวไร่ที่หันมายึดอาชีพเลี้ยงโคนม อาชีพที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานแก่คนไทย อีกทั้งยังนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาปรับใช้ สร้างรายได้เดือนละกว่า 30,000 บาท ทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ดีขึ้น

ที่ฟาร์มดังกล่าวพบ นายอนุรักษ์ ทับทิมทอง อายุ 28 ปี เจ้าของฟาร์ม และ น.ส.มณีวรรณ ถึงทุ่ง ภรรยาสาววัย 25 ปี กำลังล้างทำความสะอาดโรงเลี้ยง พร้อมให้อาหารจำพวกหญ้าแพงโกล่า, ต้นข้าวโพดสับ และกากถั่วเหลือง ก่อนเตรียมตัวรีดนมจากแม่วัวสายพันธุ์โฮลส์ไตน์ฟรีเชี่ยน จำนวน 25 ตัว ที่เลี้ยงไว้

นายอนุรักษ์ เล่าว่า หลังจากปลดทหารเกณฑ์เมื่อปี 2554 คิดจะหันมาเลี้ยงวัวนมแทนการทำไร่ข้าวโพด เพราะในเมืองยังไม่มีใครทำอาชีพนี้มาก่อน หลังศึกษาหาความรู้จากตำราและอินเทอร์เน็ต จึงทราบว่าเมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเดนมาร์ก เมื่อปี 2503 พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในกิจการฟาร์มโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเล็งเห็นว่า การเลี้ยงโคนมจะช่วยให้คนไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าและเป็นอาชีพที่มั่นคงอีกด้วย หลังจากเสด็จนิวัตกลับประเทศไทย พระองค์จึงพระราชทานอาชีพเลี้ยงโคนมให้กับคนไทย และมีการจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ขึ้น

...

จากนั้นจึงตัดสินใจทำอาชีพเลี้ยงโคนมทันที พร้อมน้อมนำแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ในเรื่องความขยัน อดทน และอดออมมาใช้ จนปัจจุบันสามารถรีดนมวัวส่งศูนย์รับซื้อน้ำนมดิบที่ อ.กงไกรลาศ เพื่อป้อนเข้าโรงงานได้ทุกวัน วันละ 60-80 กก. ราคารับซื้ออยู่ที่ กก.ละ 18 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วยังมีเงินเหลือเก็บอีกเดือนละกว่า 30,000 บาท

"พระองค์เป็นพระบิดาแห่งการโคนมไทย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานอาชีพเลี้ยงโคนมให้กับคนไทย ผมขอตั้งจิตอธิษฐานต่อพระบรมฉายาลักษณ์ ว่าจะขยันหมั่นเพียร ประพฤติตนเป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ และจะอนุรักษ์อาชีพนี้ไปจนชั่วลูกชั่วหลาน”.