"ร้องเพราะมาก แต่ต้องหัดร้องให้เพราะกว่านี้นะ แล้ว...อย่าทิ้งซะ"

พระราชดำรัส ตรัสชม นี้ คือสิ่งที่สูงค่าที่สุดในชีวิต และตัวผมเอง ยังจดจำได้ไม่มีวันลืมเลือน มาจนถึงทุกวันนี้!

ถ้อยคำข้างต้นนี้ ออกมาจากปากของ เรือตรีสันติ ลุนเผ่ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) เจ้าของเสียงทรงพลัง ผู้ร้องเพลงพระราชนิพนธ์ ถวายงานรับใช้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มาเป็นเวลากว่า 50 ปี ซึ่งได้ให้เกียรติสัมภาษณ์พิเศษ กับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รำลึกถึงช่วงเวลาที่ได้ถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ด้วยความปลาบปลื้ม ในวันนี้

...

ความประทับใจที่มีโอกาสได้ร้องเพลงพระราชนิพนธ์ถวายในหลวง รัชกาลที่ 9

ผมดีใจที่สุดในชีวิต...ที่ได้มีโอกาสรับใช้พระองค์ท่าน เราเป็นประชาชน ท่านเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ปกติเราต้องกราบไหว้ท่านอยู่แล้ว แต่ผมได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเหลือ ที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ร้องเพลงของพระองค์ท่าน

ซึ่งเพลงของพระองค์ท่าน ก็ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากชีวิตที่เป็นศูนย์ ก็กลายมาเป็นเช่นทุกวันนี้ มีคนรู้จักมากมาย ฉะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จึงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชีวิตของผม อย่างหาที่สุดมิได้...

ฉะนั้น เวลาได้มีโอกาสร้องเพลงพระราชนิพนธ์ครั้งใด ผมจึงมีความรู้สึก อบอุ่น ดีใจ และมีความกระตือรือร้น ที่อยากจะทำงานเพื่อรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ทุกครั้งไป

ครั้งแรกในชีวิต เข้าเฝ้าฯ จอมราชัน องค์เอกอัครศิลปิน

ครั้งแรกจริงๆ ที่ได้เข้าเฝ้าฯ ก็คือ สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาเฟรชชี่ ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินมาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อทรงดนตรี ซึ่งในครั้งนั้น ผมโชคดีที่ได้ร่วมร้องเพลงในงานวันนั้นด้วย

แต่มีอยู่เพลงหนึ่ง ทำเอาผมขนลุก และแทบจะยืนไม่ติดพื้น เนื่องจากในท่อนโซโลแซกโซโฟน ซึ่งปกติเพื่อนสนิทของผม จะเป็นคนโซโล แต่วันนั้น ขณะที่ผมกำลังยืนอยู่บนเวที และกำลังนึกชมเพื่อนเกลอในใจว่า เอ๊ะ...ทำไมวันนี้ เป่าได้ไพเราะมากเหลือเกิน ผิดกับทุกวันที่เคยซ้อมด้วยกัน

คิดได้ดังนั้น…จึงหันหน้า กลับไปดู…

เมื่อเห็น...ก็ต้องแทบตกตะลึง เนื่องจากท่วงทำนองการโซโลเสียงแซกโซโฟน อันแสนไพเราะที่ฟังอยู่นั้น มาจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตอนนั้นจำได้เลยว่า ตัวเองตกใจมาก ผวา เลย เพราะไม่นึกมาก่อนในชีวิตว่า จะได้มีโอกาสได้ใกล้ชิดพระองค์ท่าน มากถึงขนาดนี้

ครั้งแรก ที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 มีพระราชปฏิสันถาร

ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อได้มีโอกาสร้องเพลงถวาย ในหลวงรัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่ศาลาดุสิดาลัย โดยเป็นงานพระราชทานเลี้ยงอนุกาชาดทั่วโลก โดยได้รับเชิญไปร้องเพลงถวาย ร่วมกับวงดุริยางค์ทหารเรือ

หลังจากเสร็จสิ้นงาน พวกเรานักดนตรีรวมทั้งตัวผม ยืนรอรับเสด็จอยู่ที่ทางเดิน สิ่งที่เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แล้วในชีวิตนี้ของผม ก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระดำเนินมาทรงยืนตรงเบื้องหน้าของผม ที่กำลังอยู่ในอาการตื่นเต้น ตัวสั่น ขาสั่นเทิ้มอยู่ จากนั้น ได้ทอดพระเนตรมาที่หน้าของผม ก่อนจะมีพระราชกระแสรับสั่งว่า…

...

"ร้องเพราะมาก แต่ต้องหัดร้องให้เพราะกว่านี้นะ แล้ว...อย่าทิ้งซะ"

เมื่อกล่าวถึงประโยคนี้ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง มีน้ำเสียงและแววตาที่เป็นสุขอย่างที่สุดในชีวิต

ตอนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสว่า "ร้องเพราะมาก แต่ต้องหัดร้องให้เพราะกว่านี้นะ แล้ว...อย่าทิ้งซะ" รู้สึกอย่างไร?

"ผมดีใจมากที่สุดในชีวิต...เพราะเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ทรงมีรับสั่งกับผมแบบนี้…ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เท่าที่ผมเคยได้รับมาในชีวิตแล้ว"

ความประทับใจ ที่ได้ถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท

"ผมสำนึกเสมอมาว่า...เราเป็นดิน เราเป็นข้าราชบริพาร ในชีวิตนี้ จึงไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า จะได้มีโอกาสถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท เมื่อได้รับทราบว่า จะได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับใช้ถวายงานทั้งสองพระองค์ ก็รู้สึกดีใจมากที่สุดในชีวิต หัวใจพองโตมาก...(ลากเสียง)"

เพลงพระราชนิพนธ์ ความฝันอันสูงสุด

เพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ ไพเราะอย่างที่สุดได้ เพราะพระองค์ท่านเป็นผู้พระราชนิพนธ์ และมี พล.ร.อ.หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช เป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสาน และใช้วงดนตรีจากกองดุริยางค์ทหารเรือถึง 70 ชิ้น ทำการบรรเลง

"ผม ในฐานะคนร้อง จึงเป็นเพียงแมลงตัวเล็กๆ ที่มีส่วนในเพลงพระราชนิพนธ์ที่ยิ่งใหญ่เพลงนี้เท่านั้น"

ความรู้สึกแรก ที่ได้ร้องเพลงนี้

ดีใจมากที่สุด ที่ได้มีโอกาสถวายงาน แต่…ตอนแรกๆ ยอมรับว่า รู้สึกเกร็งและไม่แน่ใจว่า จะร้องได้หรือไม่...เพราะช่วงนั้น ถนัดร้องแต่เพลงคลาสสิกต่างประเทศ ไม่สันทัดการร้องเพลงไทยเท่าใดนัก

"ช่วงนั้น ต้องยอมรับว่า ผมออกเสียงร้องภาษาไทย ได้ไม่ชัดเจนนัก"

...

ทำให้กว่า...ที่จะได้ร้องเพลงพระราชนิพนธ์ ความฝันอันสูงสุด นี้ ผมต้องไปบันทึกเสียงร้องใส่เทปคาสเซต เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ซึ่งในแต่ละครั้ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยลงมาว่า จะต้องปรับปรุงและแก้ไขการร้องในจุดใดบ้าง เป็นแบบนี้อยู่จนกระทั่งผ่านไปประมาณ 6 เดือน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงพอพระราชหฤทัย และทรงมีพระราชานุญาตให้ ผมร้องเพลงพระราชนิพนธ์อันทรงคุณค่ายิ่งเพลงนี้ในที่สุด!

นายทหารใหญ่แห่งกองทัพไทย นิยมนำเนื้อเพลงความฝันอันสูงสุด ติดไว้เหนือหัวนอน เพื่อเตือนใจให้ รักชาติ รักแผ่นดิน!

เท่าที่ผมทราบ มีนายทหารและตำรวจหลายท่าน ที่ซาบซึ้งในเพลงพระราชนิพนธ์เพลงนี้ นำเนื้อเพลงความฝันอันสูงสุด ในช่วงท่อนที่ว่า...

"จะแน่วแน่ แก้ไขในสิ่งผิด จะรักชาติ จนชีวิตเป็นผุยผง…จะยอมตาย หมายให้เกียรติดำรง จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา"

ติดไว้บนหัวนอน...เพื่อเตือนใจ ให้รักชาติ รักผืนแผ่นดินไทย!

ความรู้สึกที่ร้องเพลงความฝันอันสูงสุด จากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ความรู้สึกผม ที่ร้องเพลงนี้ครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน ยังคงเป็นความรู้สึกเดียวกันไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้ว่าแรงมันอาจจะถดถอยลงไปบ้างตามกาลเวลา เพราะครั้งแรกที่ได้ร้องเพลงนี้ ตอนนั้น อายุเพิ่งประมาณ 30 กว่าปี ปัจจุบันนี้อายุ 81 ปี แล้ว แต่ก็ยังร้องได้อยู่!

วันแห่งความวิปโยค โศกสลด ของคนไทยทั้งแผ่นดิน

ผมตกใจ ตกใจมากๆ และเศร้าเสียใจมากที่สุดในชีวิต!

...

โดยก่อนหน้านี้ หลังไหว้พระสวดมนต์ ผมจะถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทุกครั้ง ซึ่งผมได้ยึดถือปฏิบัติเช่นนี้มาตลอด ตั้งแต่อายุได้ 15 ปี ตามคำสอนของคุณพ่อ ที่สอนว่า ครั้งใดเวลาที่ได้เจอผู้ใหญ่ ให้ยกมือไหว้และอวยพรท่านเหล่านั้น ให้อยู่ดีกินดี อยู่เย็นเป็นสุข

และทุกครั้งที่ได้มีโอกาส...เข้าเฝ้าฯ ทั้งสองพระองค์ เมื่อท่านมีพระราชปฏิสันถาร ในใจของผม ก็จะนึกขอให้ทั้งสองพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานทุกครั้งไป...

และในโอกาสท้ายที่สุดของการสัมภาษณ์นี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงขอร้องให้ศิลปินแห่งชาติผู้ใช้เสียงร้องถวายงานรับใช้ จอมราชันเอกอัครศิลปิน มานานกว่า 50 ปี ได้ร้องเพลงพระราชนิพนธ์ อันทรงคุณค่ายิ่ง ให้ชาวไทยได้รับฟังในท้ายที่สุด