ฝนยังถล่ม ที่อีสาน-ใต้ ก็จมบาดาล
ผลพวงจากพายุ “ราอี” พัดถล่มภาคเหนือ อีสานและใต้ หลายจังหวัดฝนถล่มน้ำป่าทะลักท่วมหนัก ที่ จ.เชียงใหม่ มวลน้ำมหาศาลจากยอดดอยสูงไหลลงสู่น้ำตกจำนวนมาก จนทางอุทยานฯดอยอินทนนท์สั่งปิดน้ำตกแม่กลางกับน้ำตกแม่ยะ ไม่มีกำหนด ขณะที่อุทยานฯดอยสุเทพ-ปุย สั่งปิดน้ำตกแม่สากับน้ำตกตาลหมอก ส่วนบันไดพญานาคทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ ถูกต้นไม้โค่นล้มทับได้รับความเสียหาย ส่วน จ.ลำพูน กระแสน้ำซัดสะพานเชื่อม อ.ป่าซาง กับ อ.เมืองลำพูน ขาดสะบั้น จ.เพชรบูรณ์ หลายอำเภอยังจมบาดาล เช่นเดียวกับ จ.พิษณุโลก ถูกน้ำท่วมเป็นวงกว้าง สั่งปิดน้ำตกแก่งซอง อ.วังทอง แล้วด้วย ด้าน จ.เลย น้ำป่าจากภูเขาสูงทะลักท่วมตลาดอำเภอด่านซ้ายอย่างหนัก ขณะที่ตัวเมืองอุบลราชธานี หลายชุมชนจมอยู่ใต้บาดาล ส่วน จ.ขอนแก่น ชาวบ้านในเขตเทศบาลนคร พากันเดือดร้อนทั่วหน้า เพราะถูกน้ำท่วมขังสูง ทางด้าน จ.กระบี่ ฝนถล่มน้ำป่าทะลักท่วมบ้านเรือนและมัสยิด ทำเอาชาวบ้านทุกข์หนัก ด้านนายกฯเป็นห่วงขอให้ประชาชนระมัดระวังพร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้เฝ้าระวังภัยตลอด 24 ชม.
ฤทธิ์พายุโซนร้อน “ราอี” พัดถล่มประเทศไทยทำให้หลายพื้นที่ทั้งเหนือ อีสาน และใต้ ฝนตกหนักน้ำป่าทะลักท่วมชาวบ้านพากันเดือดร้อนทั่วหน้า โดยผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ว่า ที่ จ.เชียงใหม่ หลังฝนตกหนักตลอดคืนวันที่ 13 ก.ย.ต่อเนื่องจนถึงเช้าวันเดียวกัน ทำให้น้ำป่าจำนวนมหาศาลทะลักจากดอยสูง ไม่ว่าจะเป็นดอยอินทนนท์ ดอยสุเทพ และดอยต่างๆใน อ.แม่ริม ทำให้น้ำตกต่างๆ มีน้ำป่าไหลหลากเชี่ยวอย่างน่ากลัว จนอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์สั่งปิดน้ำตกแม่กลางและน้ำตกแม่ยะ จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เพื่อป้องกันอันตรายแก่นักท่องเที่ยว พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ทุกแห่งเฝ้าระมัดระวัง นักท่องเที่ยวห้ามเข้าอย่างเด็ดขาดและเตรียมพร้อมรับมือตลอด 24 ชม
ขณะที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย มีคำสั่งปิดน้ำตกแหล่งท่องเที่ยวดังใน อ.แม่ริม 2 แห่ง ได้แก่ น้ำตกแม่สากับน้ำตกตาดหมอก เกรงจะเกิดอันตรายต่อนักท่องเที่ยว พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ต้นสนอายุร่วม 100 ปี ริมบันไดนาคขึ้นสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ถูกพายุพัดโค่นล้มทับส่วนกลางลำตัวบันได้รับความเสียหาย 1 ตัว ทางวัดให้คนงานเข้าตัดต้นไม้ที่ล้มทับออกทันทีเพื่อไม่ให้เป็นภาพไม่เหมาะสมกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมือง
ด้านพื้นที่ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ฝนตกหนักส่งผลให้ปริมาณน้ำในลำห้วยต่างๆ มีปริมาณมากขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะถนนสายบ้านโปงทุ่ง-บ้านกองวะ ต.โปงทุ่ง ถูกน้ำท่วมสูง และน้ำในลำน้ำแม่หาดเอ่อล้นท่วมสะพานแม่เจียงฮาย ชาวบ้านไม่สามารถสัญจรไปมาได้ นักเรียนโรงเรียนบ้านกองวะเดินทางไปเรียนไม่ได้ เนื่องจากน้ำในลำห้วยมีความเชี่ยวกราก อีกทั้งเส้นทางสัญจรระหว่างหมู่บ้านหลายหมู่บ้านมีต้นไม้ใหญ่ล้มทับขวางเส้นทางหลายจุด เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอดอยเต่าเร่งตัดต้นไม้ที่ล้มขวางเส้นทางจนประชาชนสามารถใช้สัญจรได้ตามปกติ
ที่ จ.ลำพูน ฝนถล่มน้ำป่าทะลักลงแม่น้ำทาจนน้ำเอ่อล้นท่วมพื้นที่บ้านอินทขิล ต.ป่าซาง อ.ป่าซาง น้ำไหลเชี่ยวซัดสะพานข้ามระหว่าง อ.เมืองลำพูน กับ อ.ป่าซาง ขาดสะบั้น รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรไปมาได้ เจ้าหน้าที่นำกระสอบทรายกั้นไม่ให้ชาวบ้านผ่าน เนื่องจากเกรงจะได้รับอันตราย ขณะเดียวกันชาวบ้านช่วยกันนำเอาเศษไม้ออกจากสะพานเพื่อป้องกันการพังของสะพานเพิ่มเติม ด้าน จ.พะเยา หลังมีฝนตกต่อเนื่องทำให้ห้องครัวและห้องน้ำบ้านเลขที่ 78 หมู่ 6 ต.แม่ใจ อ.แม่ใจ จ.พะเยา เป็นบ้านของนางเขียว ปัญญา อายุ 60 ปี ติดกับลำน้ำแม่ปืมพังยุบลงมา ข้าวของเครื่องใช้จมอยู่ใต้น้ำ ขณะที่บริเวณสองฝั่งลำน้ำแม่ปืมถูกน้ำกัดเซาะตลิ่งพังเสียหายอีก 9 จุด
จ.สุโขทัย ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมามีฝนตกลงมาต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ อ.สวรรคโลก มีฝนโปรยปรายตลอด ส่งผลกระทบต่อพระสงฆ์ ที่ออกมาเดินบิณฑบาตช่วงเช้ามืด ต้องเดินลุยสายฝน ส่วนเด็กนักเรียนไปโรงเรียนลำบาก ขณะที่สภาพอากาศก็ยังมืดครื้มตลอดเวลา ส่วน จ.กำแพงเพชร ฝนตกหนักทำให้ต้นไม้ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ โค่นล้มทับรถเก๋งนิสสันมาร์ช สีดำ ทะเบียน 5208 กรุงเทพมหานคร ของนายวิชา กุลละมัย อายุ 37 ปี อาจารย์วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร พังเสียหาย หน่วยกู้ภัยช่วยตัดต้นไม้นำรถออกมาได้อย่างทุลักทุเล
ที่ จ.แพร่ หลังฝนตกติดต่อกันทั้งคืนจนน้ำป่าไหลทะลักท่วมพื้นที่ ต.ป่าแมต อ.เมืองแพร่ ชาวบ้านเดือดร้อนกว่า 100 หลังคาเรือน ส่วนวัดมณีวรรณ ถูกน้ำท่วมสูง ทางเข้าหมู่บ้านต้องปิดการสัญจร ชาวบ้านเร่งขนกระสอบทรายมาป้องกันหน้าบ้านกันโกลาหล เนื่องจากปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนที่ อ.ลอง น้ำป่าไหลเข้าท่วมในพื้นที่ ต.หัวทุ่ง บ้านเรือนเรือกสวนไร่นาจมอยู่ใต้บาดาล ขณะที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ แต่ยังไม่วิฤกติ
ส่วน จ.เพชรบูรณ์ ฝนถล่มน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรในพื้นที่ ต.น้ำร้อน กับ ต.ห้วยสะแก อ.เมืองเพชรบูรณ์ เป็นวงกว้างหลายหมู่บ้าน พื้นที่ราบลุ่มบางแห่งระดับน้ำสูงถึง 60 ซม.ขณะที่อ่างเก็บน้ำแก้มลิงบุฉนวน ระดับน้ำไหลล้นสปริงเวย์ ส่วนพื้นที่ อ.หล่มเก่า มีมวลน้ำป่าไหลทะลักจากเทือกเขาภูทับเบิกและลำน้ำพุ่งเข้าท่วมบ้านเรือนในพื้นที่ ต.ศิลา จำนวน 4 หมู่บ้าน ระดับน้ำสูง 50 ซม. ชาวบ้านขนข้าวของหนีน้ำกันโกลาหล ขณะที่บ้านแก่งเสี้ยวหมู่ 5 ต.นาซำ ระดับน้ำสูง 1.50 เมตร บ้านเรือนจมอยู่ใต้บาดาลร่วม 20 หลังคาเรือน ส่วน อ.ชนแดน น้ำป่าจากเขารัง บ้านน้ำพุ หมู่ 2 ต.พุทธบาท ทะลักท่วมถนนภายในหมู่บ้านชนแดนเหนือ ระยะทางกว่า 100 เมตร วัดสว่างบุษบง ต.ชนแดน และวัดโพธิ์เตี้ย ต.ศาลาลาย จมอยู่ใต้บาดาลพระเณรเดือดร้อนทั่วหน้า
จ.พิษณุโลก มีฝนตกหนักครอบคลุมทั้งจังหวัดตั้งแต่ค่ำวันที่ 13 ก.ย.โดยเฉพาะพื้นที่ ต.ชมพู อ.เนินมะปราง น้ำป่าจากเทือกเขาสูงอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงไหลลงคลองชมพู ทำให้ระดับน้ำในคลองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่บ้านชมพู หมู่ 3 ต.ชมพู และน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่หมู่บ้านด้านล่าง บริเวณบ้านซำรัง บ้านปลวกง่าม และบ้านน้ำปาด ต.ชมพู อย่างต่อเนื่อง ถนนสายหลักจากบ้านเผ่าไทย หมู่ 9 ไปยังบ้านร่มเกล้า หมู่ 11 ต.ชมพู ถูกน้ำป่าซัดพังกว้างกว่า 5 เมตร ลึก 2 เมตร ประชาชนไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ส่วน อ.ชาติตระการ น้ำทะลักท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรในเขต ต.บ้านดง ต.ท่าสะแก ต.ป่าแดง และ ต.ชาติตระการ ด้าน อ.นครไทย น้ำป่าไหลหลากท่วมถนนสายบ้านนาทุ่งใหญ่-บ้านนาตาด ต.น้ำกุ่ม รถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ เช่นเดียวกับ อ.วังทอง มีการสั่งปิดน้ำตกแก่งซอง หลังมีน้ำไหลหลากอย่างรุนแรง
ด้าน จ.เลย ฝนตกหนักตลอดทั้งคืน ทำให้น้ำป่าไหลมาจากภูเขาสูงในพื้นที่ ต.กกสะทอน และภูเขา ต.โป่ง อ.ด่านซ้าย ไหลลงสู่แม่น้ำหมัน ทำให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมในพื้นที่เทศบาลตำบลด่านซ้าย ระดับน้ำสูง 80 ซม.และบริเวณสะพานแม่น้ำหมัน บ้านเดิ่นหมู่ 3 บ้านหัวนายูงหมู่ 14 มี เศษซากกองไม้ไหลมาทับถมปิดกั้นน้ำ เจ้าหน้าที่เทศบาลเร่งแก้ไขแล้ว ส่วนแม่น้ำหมัน ที่ไหลผ่านบ้านนาเวียงไป ต.นาหอ ต.นาดี ต.ปากหมัน ไหลลงแม่น้ำเหืองที่บ้านนาข่า ต.ปากหมัน ไหลผ่าน อ.ท่าลี่ ก่อนลงแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงคาน ระดับน้ำยังเพิ่มขึ้น
จ.มุกดาหาร ฝนถล่มส่งผลให้ต้นไม้ใหญ่ล้มทับบ้านเรือนบริเวณถนนชยางกูร ต.มุกดาหาร อ.เมืองมุกดาหาร และต้นไม้ใหญ่ล้มทับเส้นทางบ้านพาลุกา อ.หว้านใหญ่ ทางจังหวัดออกประกาศเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำ และที่ลาดเชิงเขาระมัดระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำโขงยังคงเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากมีน้ำไหลลงมาจากทางเหนือ และน้ำจากลำห้วยสาขาไหลลงสู่แม่น้ำโขง ปัจจุบันระดับน้ำโขงอยู่ที่ 9.70 เมตร เพิ่มขึ้นอีก 35 เซนติเมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 2.80 เมตร ระดับวิกฤติอยู่ที่ 12.50 เมตร ด้าน จ.กาฬสินธุ์ มีฝนตกหนักกระจายทั้งจังหวัด ทำให้น้ำป่าจากดงระแนง ทะลักท่วมถนนภายในหมู่บ้านหมู่ 4 และหมู่ 9 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด แถมกระแสน้ำไหลแรงซัดผิวถนนได้รับความเสียหายเป็นระยะทางยาวร่วม 500 เมตร
ส่วน จ.อุบลราชธานี ผลพวงจากอิทธิพลพายุราอี ส่งผลให้ระดับแม่น้ำมูลที่ไหลผ่านเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี อันเป็นพื้นที่รองรับน้ำก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขงปริมาณน้ำเริ่มหนุนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเอ่อล้นไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายโดยเฉพาะในชุมชนวังแดง ชุมชนชลประทาน-ท่าบ่อ และชุมชนห้วยม่วง เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้แม่น้ำมูล มีน้ำท่วมซ้ำซาก ทางเทศบาลฯเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ขณะที่ จ.อำนาจ เจริญ เกิดฝนตกหนักแถมลมแรงพัดต้นไม้โค่นล้มทับบ้านนายวัง วันทาวงศ์ อายุ 67 ปี เลขที่ 85 หมู่ 14 ต.สร้างนกทา อ.เมืองอำนาจเจริญ พังยับทั้งหลัง
ที่ จ.สกลนคร ฝนตกหนักทำให้น้ำจากห้วยคำอ้อ เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่รอบตัวปราสาทกู่พันนา โบราณสถานของชาติ ตั้งอยู่บ้านพันนา ต.พันนา อ.สว่างแดนดิน ระดับน้ำสูง 30-50 ซม.ชาวบ้านต่างเป็นห่วงอาจทำให้ฐานรากขององค์ปราสาทได้รับความเสียหาย ด้าน จ.ศรีสะเกษ ฝนตกหนักติดต่อกันจนถึงเช้าวันเดียวกัน ทำให้น้ำป่าจากเทือกเขาด้านชายแดนไทย-กัมพูชา ไหลลงลำห้วยจันทร์จนน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมที่บ้านกระเบา หมู่ 4 และบ้านค้อ–ตานี หมู่ 8 ต.โนนสูง อ.ขุนหาญ เป็นวงกว้าง ถนนสายขุนหาญ-ห้วยจันทร์ ช่วงบ้านกระเบา มีน้ำท่วมสูง 30-40 ซม. รถเล็กสัญจรไปมาลำบาก ไหล่ทางเป็นหลุมลึก ชาวบ้านต้องช่วยกันมายืนแช่น้ำคอยโบกรถที่วิ่งไปมาไม่ให้ไปตกหลุม
จ.ขอนแก่น ยังคงมีฝนตกลงต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ อาทิ ถนนมะลิวัลย์จากท่าอากาศยานขอนแก่น มุ่งหน้าเข้าสู่เขตตัวเมืองที่มีน้ำท่วม 1 ช่องทาง ระดับน้ำท่วมสูงกว่า 20 ซม. ทำให้รถเล็กสัญจรไปมาลำบาก ถนนสายขอนแก่น-บ้านกอก ช่วงหน้ามหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระดับน้ำท่วมสูงเช่นกัน บริเวณทางเข้า-ออกโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดขอนแก่น ของมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดแห่งประเทศไทย น้ำท่วมสูง 50 ซม. เทศบาลนครขอนแก่นติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 8 จุด พร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็วพร้อมรับมือ 24 ชม.
ด้าน จ.กระบี่ ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลน้ำป่าไหลเข้าท่วมบ้านเรือน มัสยิด ในพื้นที่หมู่ 1 ต.เขาคราม อ.เมืองกระบี่ ระดับน้ำสูง 50 ซม. ชาวบ้านต้องขนย้ายทรัพย์สินไว้ที่ปลอดภัย แถมน้ำยังคงท่วมขังกินเวลาร่วมสัปดาห์แล้ว ชาวบ้านไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้ ปล่อยบ้านจมอยู่กลางน้ำ อีกทั้งน้ำยังเอ่อล้นเข้าท่วมบนผิวถนนทั้งสองฝั่งถนน ต้องปิดกั้นการจราจรทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ จ.ระนอง เกิดพายุหมุนและฝนกระหน่ำอย่างหนักในพื้นที่เทศบาลเมืองบางริ้น อ.เมืองระนอง ทำให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะพื้นที่หมู่ 4 ถนนสะพานปลา มีบ้านเรือนพังกว่า 25 หลัง และโกดังเก็บสินค้าขนาดใหญ่อีกโรง
กรมอุตุนิยมวิทยามีประกาศพายุ “ราอี” (Rai) ฉบับที่ 18 ว่า หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่อ่อนกำลังลงจากพายุดีเปรสชัน เคลื่อนตัวจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้ามาปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณภาคเหนือ และภาคกลางตอนบน มีฝนตกเป็นบริเวณกว้าง และมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ ในบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร กำแพงเพชร ตาก กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ และลพบุรี ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย ส่วนคลื่นลมบริเวณอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 19 ก.ย.59 ไว้ด้วย
นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรม ชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 38,385 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 54% ของความจุอ่างฯ รวมกันมีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 14,859 ล้าน ลบ.ม. โดยเขื่อนใหญ่ทั้งประเทศยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 32,000 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนป่าสักฯ) ยังคงมีน้ำไหลลงอ่างฯอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันทั้ง 4 เขื่อน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 5,376 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 30% ของปริมาณน้ำใช้การทั้งหมด โดยสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 12,700 ล้าน ลบ.ม.
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ เผยว่า นายกฯเป็นห่วงสถานการณ์น้ำในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนว่า พายุโซนร้อนราอีเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย ขอให้ประชาชนระมัดระวัง พร้อมทั้งกำชับเฝ้าระวัง 24 ชม. ส่วนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในภาคเหนือบริเวณลุ่มน้ำยม จะลดระดับน้ำเหนือประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ จ.สุโขทัย ให้มีพื้นที่รองรับ และผันน้ำเข้าคลองฝั่งซ้ายและขวาของแม่น้ำยม ภาคกลางเตรียมพร่องน้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก และเขื่อนพระรามหก จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อรองรับการระบายน้ำจากภาคเหนือด้วย


