“ต่างชาติเข้ามาทำเกษตร ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้”

“สารเคมีเพียบ หวั่นไทยเป็นเหมือนลาว”

จากรายงานพิเศษสวนกล้วยใน จ.เชียงราย ที่ได้นำเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ (สวนกล้วยจีน EP.1 เปิดอาณาจักร 2 พันไร่ ทุนมังกรบุกไทย อ้างช่วยชาวนา) สำหรับในตอนนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะตั้งประเด็นไปในเรื่องหากมีต่างชาติมาลงทุนทำการเกษตรในประเทศไทย จะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลกระทบในด้านเศรษฐกิจอย่างไร โดยมีแหล่งข่าวจากสองมุมมองทั้งในด้านเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย พวกเขาคิดเห็นกันอย่างไร?

...

ส่องมุมมองแง่เศรษฐกิจ

ฝั่งเห็นด้วย : แรงงานสวนกล้วยแฮปปี้ ทำงานใกล้บ้าน มีรายได้เสริม

นายสำอาง บุตรพรม หัวหน้าคนงานสวนกล้วย 2,700 ไร่ ต.เม็งราย อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย กล่าวว่า มาจาก อ.ขุนตาล อ.พญาเม็งราย อ.เชียงของ อ.เทิง โดยส่วนมากจะเป็นญาติๆ กัน รวมทั้งยังมีกลุ่มม้งที่เพิ่งรับเข้ามาทำงานในสวน โดยลอตสุดท้ายที่รับมา 60 คน มีที่พักให้ฟรี มาอยู่กินในสวนเลย เพราะบ้านของพวกเขาอยู่ไกล และค่าแรงจะได้วันละ 300 บาท โดยเงินออกเดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งคนงานทุกคนมีความสุขดีที่ได้ทำงานใกล้บ้าน จากที่มีรายได้แค่การทำนาปรัง แต่เมื่อมาทำงานในสวนกล้วยก็ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ นายเมือง ชัดชรัตน์ กำนันตำบลเม็งราย อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย กล่าวว่า ชาวบ้านในตำบลเม็งรายรู้สึกดีใจที่ได้ทำงานในสวนกล้วยจีน เนื่องจากพวกเขาได้ทำงานใกล้บ้าน เพราะหลังจากเสร็จสิ้นจากการทำนา พวกเขาต้องหางานอื่นทำในต่างจังหวัด หรือเข้ากรุงเทพฯ เพื่อรับจ้างเป็นกรรมกร

แต่เมื่อมีการจ้างทำสวนกล้วย จะทำให้พวกเขามีรายได้จากการรับจ้างทำสวนกล้วย เพื่อมาจุนเจือครอบครัวระหว่างที่หมดฤดูกาลทำนา โดยทำงานที่สวนกล้วยทุกวันได้ค่าแรงวันละ 300-500 บาท ซึ่งส่วนใหญ่ชาวบ้านที่มาทำงานในสวนกล้วยจะมาจาก อ.ขุนตาล อ.เทิง อ.พญาเม็งราย

อย่างไรก็ดี ชาวบ้านบางคนไม่มีไร่นา ก็อาศัยรับจ้างดูแลสวนกล้วยเป็นอาชีพหลัก โดยเริ่มทำงานตั้งแต่ 7 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น ชาวบ้านที่นี่มีความสุขที่ได้ทำงานใกล้บ้าน ไม่ต้องห่างไกลครอบครัว มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีรายได้ดีจากการรับจ้างในสิ่งที่ตัวเองถนัด

...

ฝั่งไม่เห็นด้วย : ต่างชาติลงทุน ประโยชน์ตกอยู่กับคนไทย 12-15% เท่านั้น

ด้าน นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) ให้ข้อมูลเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาวของการปลูกกล้วยภายใต้การดำเนินงานโดยคนจีนในพื้นที่ประเทศไทยว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนปลูกกล้วย และมองว่าทำให้เกิดการจ้างงาน ถือเป็นวิธีคิดที่หวังผลประโยชน์ระยะสั้น โดยไม่ได้มองถึงผลประโยชน์ระยะยาวของเกษตรกรรายย่อย และเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ การศึกษาจากทั่วโลกเห็นได้ชัดว่า การที่ต่างชาติเข้ามาลงทุน ผู้ที่ได้รับประโยชน์ คือ เจ้าของที่ดิน ซึ่งจะได้ค่าเช่า และแรงงานรับจ้างที่ได้เงินจากค่าแรงในแต่ละวัน ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งสองอย่าง จะตกมาอยู่ในประเทศเพียงแค่ 12-15%

ขณะที่ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของการปลูกกล้วยส่วนใหญ่กลับตกอยู่ในมือของผู้ประกอบการต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในรูปแบบของการเป็นผู้ลงทุนการผลิตเอง และได้ประโยชน์จากการส่งออกกล้วยแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากตลาด ถ้ากล้วยไปอยู่ในตลาดจีน จะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ลูกละ 10 บาท ซึ่งผลประโยชน์จะตกอยู่ในประเทศเพียง 1.50 บาทเท่านั้น ส่วน 8.50 บาทที่เหลือจะอยู่ในมือกลุ่มทุนต่างชาติ

ฉะนั้น หากจะพัฒนาการปลูกกล้วย ต้องทำให้ผู้ประกอบการเป็นคนไทย และส่งออกโดยคนไทย ถึงแม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องการกระจายสินค้า การขนส่ง แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่ง

...

ส่องมุมมองแง่สิ่งแวดล้อม

หลังจากที่ทีมข่าวฯ นำเสนอบทสัมภาษณ์ของเจ้าของสวนกล้วย 2,700 ไร่ และหัวหน้าคนงานไปว่า ทางสวนกล้วยไม่ได้มีการใช้สารเคมีจากจีน อีกทั้งใช้สารเคมีทำสวนกล้วยตามปกติ ส่วนการสูบน้ำไม่พบปัญหาในการสูบน้ำอิง เพราะไหลเป็นปกติอยู่แล้วนั้น

ฝั่งไม่เห็นด้วย : ชาวบ้านไม่มีน้ำใช้ทำเกษตร พบผื่นคันจากการใช้น้ำ

ขณะที่ นายเลื่อน ผิวผ่อง กำนันตำบลบ้านต้า กล่าวว่า ชาวบ้านที่นี่ได้รับผลกระทบจากการทำสวนกล้วยจีน จากการที่สวนกล้วยสูบน้ำในแม่น้ำอิงมาใช้จนแห้งขอด และเจาะบ่อบาดาล จนทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ไม่มีน้ำในการทำเกษตรกรรม

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังเคยมีผื่นคันจากการใช้น้ำด้วย เนื่องจากน้ำถูกสูบไปจนแห้งขอดทำให้น้ำเกิดเป็นสีขุ่น มีสารตกตะกอน ส่วนเรื่องสารเคมีที่ใช้ว่ามีผลกระทบต่อชาวบ้านหรือสภาพแวดล้อมยังไม่ชัดเจน

กำนันตำบลบ้านต้า ยังกล่าวอีกว่า ชาวบ้านไม่เห็นด้วยกับการที่สวนกล้วยจีนสูบน้ำไปใช้จนทำให้เดือดร้อน และในอนาคตยังระแวงว่า ถ้าไม่มีการควบคุมพื้นที่ เมื่อถึงคราวหน้าแล้งน้ำในแม่น้ำอิงจะน้อย ต้องสูบบาดาลขึ้นมาใช้แทน ชาวบ้านต้องเดือดร้อนอย่างแน่นอน

...

"อยากฝากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบการดูแลพื้นที่การปลูกกล้วย ว่ากล้วยกี่ต้นต้องใช้น้ำเท่าไร และหากน้ำในแม่น้ำอิงแห้งขอด ต้องมีการสูบน้ำบาดาลใช้ และเมื่อน้ำบาดาลหมด จะสร้างความเดือดร้อนในทุกพื้นที่ อยากให้มีหน่วยงานมารับผิดชอบ ชาวบ้านจะได้สบายใจ" นายเลื่อน กล่าว

ฝั่งไม่เห็นด้วย : หวั่นสารเคมีจากจีน กระทบสิ่งแวดล้อม-คน

ขณะที่ นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) ได้อธิบายถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการทำสวนกล้วยของคนต่างด้าวว่า การปลูกกล้วยหอมเชิงเดี่ยวในพื้นที่ขนาดใหญ่ จะเป็นระบบการปลูกที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด ฉะนั้นจึงต้องใช้สารเคมีจำนวนมาก อย่างสวนกล้วยจีนในประเทศลาวนั้น มีการใช้สารเคมีมากกว่า 105-140 ชนิด ซึ่งปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในการปลูกกล้วยเชิงอุตสาหกรรมมากกว่าระดับการใช้โดยทั่วไปประมาณ 10-20 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่การปลูกพืชเกษตรอื่นๆ โดยทั่วไป อีกทั้งรายงานของ PAN UK และ IUCN ยังพบว่า ระดับการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในพื้นที่ปลูกกล้วยนั้น สูงพอๆ กับการทำไร่ฝ้ายเลย

ส่วนการปลูกกล้วยทางตอนเหนือน่าเป็นห่วง เนื่องจากสารเคมีที่อันตราย คือ สารเคมีที่มาจากประเทศจีน ซึ่งในประเทศจีนเองก็มีการควบคุมไม่ให้ใช้แล้วเช่นกัน เช่น สารกำจัดแมลงคาร์โบฟูราน หรือ ฟูราดาน เป็นสารอันตรายมีพิษเฉียบพลันสูง เป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งฟูราดานจะนำมาใช้หยอดลงไปในพื้นดิน พืชจะดูดเข้ามาอยู่ในลำต้น สามารถตกค้างอยู่ในผลผลิตได้ด้วย และ คลอร์ไพริฟอส เป็นสารเคมีที่มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของสมอง ซึ่งบางส่วนจะมีการตกค้างในดิน และมีโอกาสไหลลงมาสู่แม่น้ำที่เป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคด้วย

ทั้งนี้ สารเคมีที่ใช้ในกล้วย จะเป็นพวกสารฆ่าเชื้อรา สารกำจัดแมลง และกำจัดวัชพืช ซึ่งสารเคมีทั้ง 2 ตัวนี้ เป็นสารกำจัดแมลง ฉะนั้นพื้นที่ปลูกกล้วยจึงมีความเสี่ยงที่จะนำเอาสารเคมี 2 ตัวนี้มาใช้

อย่างไรก็ดี จากการลงพื้นที่ได้มีการเก็บตัวอย่างกล้วย น้ำ และดิน ของสวนกล้วยจีนพญาเม็งราย ไปตรวจที่แล็บในประเทศไทย และบางส่วนส่งไปยังแล็บในต่างประเทศ คาดว่าจะทราบผลภายใน 2 สัปดาห์นี้

ชาวบ้านไม่เข้าใจเรื่องสารเคมี ใช้จนเป็นเรื่องปกติ!

ครูตี๋ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ผู้นำเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา กล่าวถึงปัญหาของชาวบ้านในพื้นที่ว่า 1. ชาวบ้านอาจจะยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องของสารเคมี อย่างในประเทศลาวที่มีปัญหาเรื่องสารเคมี แม้ว่าช่วง 2 ปีแรกจะยังราบรื่น แต่เมื่อเข้าปีที่ 6 ผลกระทบจากสารเคมีหนักขึ้นเรื่อยๆ จนลาวต้องสั่งห้ามขยายพื้นที่ปลูกกล้วย และเอาผิดกับนายทุนจีนที่ใช้สารเคมีไม่ได้มาตรฐาน

อีกทั้งเกษตรกรที่มาใช้แรงงานอยู่ในสวนกล้วยเป็นชาติพันธุ์อยู่บนดอย ซึ่งบ้านของพวกเขาใชัสารเคมีจนเหมือนเป็นเรื่องปกติ และเมื่อมาขายแรงงานในสวน แม้ว่าจะต้องใช้มากขึ้นกว่าเดิมก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือสำคัญสำหรับพวกเขา ฉะนั้นรัฐจะต้องทำให้เห็นตัวอย่างของการใช้สารเคมีว่ามันมีพิษสงอย่างไรกับร่างกายคนและสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ชาวบ้านเกิดความรับรู้และเข้าใจในสิ่งนี้

2. ความต้องการในเรื่องเศรษฐกิจ เห็นได้ว่าชาวบ้านยอมลงจากดอยเพื่อมาขายแรงงาน พวกเขาย่อมต้องการเงิน แต่การกระจายงานหรือการสร้างงานให้กับพี่น้องชาวบ้านถือว่ายังล้มเหลว ซึ่งความจริงแล้วคนท้องถิ่นต้องทำงานอยู่ในท้องถิ่นตัวเองจึงจะเหมาะสมและยั่งยืนที่สุด

แนะ รัฐกวดขันการทำเกษตรให้สมดุลกับทรัพยากร

สำหรับกรณีที่ชาวบ้านในพื้นที่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาเช่าที่เพื่อทำเกษตรกรรมนั้น ครูตี๋ แสดงทรรศนะว่า เรื่องการเช่าที่ ต้องเคารพผลประโยชน์ของชาวบ้านด้วย เนื่องจากเขามีรายได้จากส่วนนี้ เพียงแต่รัฐจะต้องเข้ามาช่วยจัดการให้การทำเกษตรต้องสมดุลกับทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่นั้น รวมทั้งต้องมีกฎข้อบังคับสำหรับการใช้สารเคมี และจัดระเบียบการปลูกพืชด้วยว่า พืชชนิดนี้ต้องใช้น้ำมากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบจากน้ำแล้งตามมา

“จุดด้อยของประเทศเราก็คือ เมื่อมีกลุ่มนายทุนเข้ามาทำการเกษตรก็ปล่อยให้เขาทำกันไปก่อน โดยไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบที่ตามมา แต่พอมีปัญหาเกิดขึ้นก็ค่อยมาหาทางแก้กันทีหลัง ซึ่งปัญหาในปัจจุบันนี้เป็นปัญหาเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนคนไทย ฉะนั้นรัฐต้องเข้ามาให้ความสนใจในเรื่องนี้แล้ว เหมือนอย่างสวนกล้วยจีน หากชาวบ้านไม่เดือดร้อนเรื่องน้ำในแม่น้ำอิงแล้งจนทำการเกษตรไม่ได้ รัฐจะเข้ามาดูแลหรือไม่?” ครูตี๋ ฝากทิ้งท้ายไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐ

เรื่องกล้วย...ไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ เสียแล้ว นับจากนี้คงต้องรอดูกันต่อไปว่าทางภาครัฐจะมีท่าทีในการเข้ามาควบคุม
การทำเกษตรของกลุ่มทุนต่างชาติอย่างไร เพื่อปกป้องผลประโยชน์อันสูงสุดของประเทศไทย

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
    

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ