เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ค้างคาในสังคมไทยมายาวนานและไม่สามารถขจัดได้หมด สำหรับ ปัญหา “คอร์รัปชัน” ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น สามารถพบเห็นกันอย่างชาชินตา ตั้งแต่คนทั่วไป ข้าราชการ นักการเมือง ผู้บริหารประเทศ ที่สำคัญ จากการสำรวจความเห็นประชาชน กลับรู้สึก “ยอมรับได้!” ว่าการ “โกง” ทำได้ หากประเทศพัฒนา!?
แต่หากมองไปที่หน้าหนังสือพิมพ์เมื่อสัปดาห์ก่อน จะเห็นปฏิบัติการของ บก.น.1 ระดมกวาดล้างอาชญากรรม ยาเสพติด การพนัน รวมถึงการกระทำผิดในสถานบริการ หรือ ชาวบ้านเรียกว่า “อาบอบนวด” สถานที่อโคจร ที่ชายสายหื่น น้ำประปาที่บ้านไม่ค่อยไหลได้แวะเวียนมา “อาบน้ำ” แต่ที่โดนอย่างจัง คือ “นาตารี” เพราะเจอเจ้าหน้าที่หน่วยแรกเข้าปราบ แถมโดนหนัก เรื่องค้ากามชาวต่างด้าว บัญชี และ “สติกเกอร์ส่วย”
สติกเกอร์ส่วย ไม่ใช่เรื่องใหม่ พบเคยใช้กันมาตั้งแต่ปี 2541
อาสาม ไทม์แมชชีน แห่งทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะขอนำพาท่านผู้อ่านย้อนเวลาไปเสพมหากาพย์ข่าว "ส่วย" 2 คดี ที่สั่นสะเทือนวงการ "ตำรวจ" โดยคดีแรก เริ่มต้นที่กรณี “ไอทีวี” ทีวีเสรี ได้แพร่ภาพข่าวตำรวจจราจรทางด่วนหนึ่ง กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) เรียกรับเงินจากผู้ขับขี่รถที่ผิดกฎหมาย โดยหลังจากมีการเผยแพร่ภาพออกไป นายตำรวจระดับสูง(สมัยนั้น) ก็ถึงกับนั่งไม่ติด รีบออกมาชี้แจงพร้อมกับสั่งการปราบปรามในทันที พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อธิบดีกรมตำรวจ (ขณะนั้น) ได้มีการสั่งสอบสวนและรายงานผลใน 3 วัน
...
ในเวลาต่อมา พล.ต.อ.โกวิท ภักดีภูมิ รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายจราจร ได้ออกมายอมรับว่า มีการเรียกรับเงินจริง แต่ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้กำชับให้เลิกรับส่วยเด็ดขาด พร้อมทั้งจะเรียก พล.ต.ต.เหมราช ธารีไทย รอง ผบช.น.มาหารือถึงมาตรการที่เป็นรูปธรรม เบื้องต้น จะต้องแก้ปัญหาด้านสวัสดิการของตำรวจจราจรให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันงบประมาณไม่เพียงพอ ทำให้ความเป็นอยู่ของตำรวจขาดแคลน
“ตำรวจจราจรทำงานหนักกว่าหน่วยงานอื่น ต้องยืนตากแดดตากฝน สูดดมควันพิษ เสี่ยงภัยกับการถูกรถชน จึงต้องคำนึงถึงจุดนี้ และสวัสดิการมาให้เพียงพอด้วย” พล.ต.อ.โกวิท กล่าว เมื่อวันที่ 22 เม.ย.41
หลังจากตั้งกรรมการสอบเรื่องนี้ ก็มีคำสั่งให้ตำรวจจราจร 3 นาย ยศ จ.ส.ต. จำนวน 2 นาย และ ส.ต.อ. จำนวน 1 นาย ออกจากราชการไว้ก่อน กระทั่ง 6 นายตำรวจ ประกอบด้วย ด.ต.สำเนียง แก้วสุวรรณ ด.ต.การเวก สีขีนุ จ.ส.ต.จักรภพ ทรงขำ จ.ส.ต.เทียนชัย ทิมทอง ส.ต.อ.สุประภาส โสภาพ และ ส.ต.อ.ไพโรจน์ ชัยบุญเรือง นำหนังสือที่ร้องเรียนผู้บังคับบัญชา ที่เคยร้องเรียนผ่าน ก.มหาดไทย มาร้องเรียนสื่อมวลชนอีกครั้ง โดยมีพิธีกรรายการข่าวไอทีวี 4 คน นำโดยนายสุทธิชัย หยุ่น รับมอบและสอบถามข้อเท็จจริง
หนังสือร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทางด่วนขั้นที่ 1 ประมาณ 50 นาย ส่งถึง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รมว.มหาดไทย (ขณะนั้น) ผ่าน เลขานุการ ก.มหาดไทย แทงหนังสือผ่านไปถึง พล.ต.ท.โกวิท วัฒนะ ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ มีใจความตอนหนึ่งว่า
“พวกผมข้าราชการตำรวจของ สน.ทางด่วนที่ 1 ถูกบังคับให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยคำสั่ง จากสารวัตรงานที่ 1 กก.2 บก.จร. คือ ให้ตั้งด่าน 3 จุด คือ ด่านบางนา สุขสวัสดิ์ และดาวคะนอง โดยให้มีการเรียกตรวจควันดำให้ได้ทำยอดจับกุม ด่านละ 50-70 ราย รวม 3 ด่าน ประมาณ 150-200 ราย โดยสั่งด้วยวาจา จึงต้องจำเป็นให้พวกตนต้องทำยอด"
เงินรางวัลค่าปรับ ใบสั่งควันดำ 1 ใบ จะปรับ 1,000 บาท ผู้จับกุมจะได้ 200 บาท ผู้ชี้เบาะแส จะได้ 500 บาท ส่วนที่เหลือ 300 บาท จะเข้าหลวง โดย 1 วัน ปรับ 150-200 ราย จะได้เงิน 150,000 - 200,000 บาท/วัน จะเป็นเงินรางวัล 105,500 - 147,000 บาท แต่จะแบ่งเงินจับกุมจริงๆ 500-700 ต่อ 15 วัน เจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการประมาณ 150 กว่าคน สายธุรการประมาณ 40 กว่าคน แต่ยอดเงินรางวัลเดือนละประมาณ 3,000,000 บาท
ผู้ใดไม่สนองนโยบาย คือ ทำยอดจับกุมไม่ถึงจะถูกกลั่นแกล้งหรือถูกย้าย ซึ่งที่ผ่านมามีคนถูกย้ายไปแล้ว 2 นาย
...
อย่างไรก็ดี นอกจากการออกใบสั่งตรวจควันดำแล้ว ยังมีตำรวจนายหนึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ ให้ข่าวว่า เจ้าของกิจการรถบรรทุกจะต้องเคลียร์กับเจ้าหน้าที่เป็นข้อหาๆ ไป ซึ่งจะจ่ายเงินเป็นรายเดือน หากมีการทำผิดในข้อหาอื่นนอกเหนือจากข้อตกลงกันไว้ ผู้ขับขี่หรือเจ้าของกิจการจะต้องเสียค่าปรับเอง นอกจากนี้ยังใช้ “สติกเกอร์” ที่เป็น “อักษรย่อ” ชื่อเจ้าของกิจการมาติดไว้ที่กระจกรถ อันเป็นที่รู้กันระหว่างเจ้าของกิจการกับผู้เก็บส่วย ซึ่งเรื่องนี้กำลังมีการสอบสวนอยู่
สื่อยิ่งขุดลึก ข้อมูลยิ่งมากมายขยายผล พล.ต.อ.โกวิท จึงให้สัมภาษณ์อีกครั้ง ว่า พร้อมจะสืบสวนหาข้อเท็จจริง หากพบว่าเรื่องดังกล่าวมีมูล ตนจะเสนอต่อกรมตำรวจให้ทำการย้ายล้างบางทั้งกองบังคับการ!
โผล่อีก ส่วยทางหลวง งาบ เดือนละ 53 ล้าน!
จากการรีดเก็บใบสั่งเดือนละ 3 ล้าน เรื่องก็บานปลายแดงออกมาอีก....เมื่อมีการออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า กรมทางหลวงก็กินพุงกาง เพราะมีการเก็บส่วยสติกเกอร์ จากเหล่าบรรดาสิงห์รถบรรทุก โดยจะมีการติดสติกเกอร์ที่ข้างรถ ราคาคันละ 4,000 บาท จำนวน 13,400 คัน รวมเป็นเงินประมาณ เดือนละ 53 ล้าน! โดยมีการติดสติกเกอร์ขนาดสี่เหลี่ยมจตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่มีสีฉูดฉาด
กระทั่งมีคำสั่งต่อมาที่สะเทือนวงการสีกา เมื่อ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อธิบดีกรมตำรวจ ได้เซ็นคำสั่งด่วน สำรองราชการ พล.ต.ต.ประจิต ศรีไชยยันต์ ผบก.จร. พร้อม 2 รอง ผบก. และ นายตำรวจที่เกี่ยวข้องอีก 3 นาย
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า การตั้งด่านส่วยกลั่นแกล้งจับรถควันดำ หากสอบสวนถึงใครก็ต้องโดนทั้งนั้น วันนี้ตนได้สั่งให้ตำรวจทั้ง 6 นาย ออกจากราชการแล้ว ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเซ็นโดย พล.ต.อ.โกวิท ภักดีภูมิ รองอธิบดีกรมตำรวจ โดยในครั้งแรกเสนอให้สำรองราชการ แต่เมื่อได้เห็นหลักฐานชัดว่าร่วมกระทำผิด จึงมีได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อเสนอให้ออกจากราชการทันที ทุกอย่างทำไปตามกฎหมาย
...
ผิดไม่ร้ายแรง! มติ ก.ตร. พิจารณา รับอดีตผู้การทางหลวงกลับรับราชการ
หลังจากเวลาล่วงเลยนับปี พล.ต.ต.ประจิต ศรีไชยยันต์ อดีต ผบก.จร ได้ทำหนังสือขอกลับเข้ารับราชการ แต่ก็ถูกชะลอไว้หลายครั้งเนื่องจากยังไม่ได้ข้อสรุป กระทั่งวันที่ 15 ส.ค.2544 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบ.ตร. ในฐานะรองประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) โดยมีตำรวจชั้นผู้ใหญ่ร่วมประชุมนานกว่า 3 ชม. ภายหลังประชุม พล.ต.ต.เอนก ทัศจันทร์ รอง ผู้บัญชาการสำนักงาน ก.ตร. แถลงว่า ที่ประชุมมีมติว่า พล.ต.ต.ประจิต ผิดวินัยไม่ร้ายแรง 7 เสียง ผิดวินัยร้ายแรงมีมลทินมัวหมอง 4 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะพิจารณารับกลับเข้าทำงานต่อไป
นักข่าวถามว่า ในที่ประชุมมีการพิจารณาประเด็นการเซ็นเบิกจ่ายสินบน และ รางวัลนำจับหรือไม่ พล.ต.ต.เอนก กล่าวว่า หลักฐานไม่ถึงตัว พล.ต.ต.ประจิต มีเพียง นายตำรวจยศ พันตำรวจโท 2 นายเท่านั้น
หลังจากการให้ข่าวในครั้งนี้ ทุกอย่างก็เงียบหายไป ในที่สุด...
...
นอกจากส่วยควันดำ และ ทางหลวงแล้ว คดีส่วยถูกกล่าวถึงอย่างครึกโครมอีกครั้ง ในคดี “ส่วยน้ำกาม” ซึ่งก็คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2546 ธุรกิจบันเทิง มีเม็ดเงินมหาศาล จึงไม่แปลกที่จะมีผู้คนจากหลากหลายวงการแวะเวียนเกี่ยวข้องโยงใย ก่อนจะกลายเป็นการลากไส้...
แฉส่วยน้ำกาม “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” กระฉ่อน เขย่าวงการสีกากี
เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2546 “ปวีณา หงสกุล” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ในฐานะประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ประสานงานไปยัง พ.ต.อ.ธิติพงศ์ เศรษฐสมบัติ ผู้กำกับ สน.ห้วยขวาง ให้เข้าช่วยเหลือเด็กสาวที่ถูกกักขัง ที่ แมนชั่น แห่งหนึ่ง ห้อง 308 ซอยวิจิตรชัย 1 ถนนประชาอุทิศ แขวงและเขตห้วยขวาง กทม. เพื่อบังคับให้ขายบริการ เมื่อเข้าตรวจก็พบ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 คน ประกอบด้วย 1.นายอานนท์ บันนูเวียง อายุ 24 ปี, 2.นายสิงหา อินต๊ะรักษา อายุ 19 ปี, 3.น.ส.ขวัญใจ จอมกูล อายุ 21 ปี ทั้งหมดรับสารภาพว่า นายสมชาย เปรมใจ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 195/219 หมู่ 8 ต.สันผีเสื้อ อ.เมืองเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าแก๊ง และ 4.นายสมชาย เปรมใจ จับกุมได้ที่อพาร์ตเมนต์อีกแห่งห้อง 101 ซอยสุทธิพร ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงและเขตดินแดง กทม. พร้อมของกลาง สมุดรายชื่อลูกค้า 3 เล่ม สมุดบัญชีรายรับ - รายจ่าย และใบนำฝากของธนาคารต่างๆ
นายสมชาย สารภาพว่าเป็นเอเย่นต์นำหญิงบริการส่งตามสถานบันเทิงอาบอบนวด นายอานนท์ มีหน้าที่เก็บเงินค่าตัว นายสิงหา มีหน้าที่นำเงินบางส่วนแบ่งให้ผู้หญิงใช้จ่ายเป็นค่าอาหารและห้องพักโดยไม่ได้บังคับและขู่เข็ญให้ขายบริการแล้วหักเงินค่าบริการไว้ร้อยละ 20 ตำรวจแจ้งข้อหาตามมาตรา 286 วรรคแรกดำรงชีพแม้เพียงบางส่วนจากรายได้ของหญิงซึ่งค้าประเวณี
นางปวีณา ได้ทำหนังสือถึง พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ นิลคูหา ผบช.น. ให้ดำเนินการสั่งปิดอาบอบนวดทั้ง 2 แห่ง รวมถึงให้เพิกถอนใบอนุญาตสถานบริการ นอกจากนี้ ยังได้ยื่นหนังสือต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วย อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่ามี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เป็นผู้ขออนุญาตประกอบสถานบริการ ออกเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2545 โดย พล.ต.ท.อนันต์ ภิรมย์แก้ว ผบช.น. ในขณะนั้น โดยท้ายใบอนุญาตให้ใช้ได้ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2545
11 พ.ค.46 นายอำนวย เปลี่ยนจิตรดี อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 9 กล่าวว่า อัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ประธานบริษัท สุขุมวิทซิลเวอร์สตาร์ ในข้อหาเป็นธุระจัดหา ล่อหรือพาไปเด็กหญิง 15 แต่ไม่เกิน 18 ปีเพื่อค้าประเวณีโดยเด็กหญิงยินยอมหรือไม่ก็ตาม และเป็นเจ้าของสถานที่เปิดให้มีการค้าประเวณี แต่นายชูวิทย์ได้ปฏิเสธทุกข้อหา
ยันทำธุรกิจถูกกฎหมาย มีใบอนุญาตสถานบริการ อ้างจ่ายส่วยปีละ 12 ล้าน
นายชูวิทย์ กล่าวว่า ธุรกิจของผมถูกกฎหมาย มีใบอนุญาตสถานบริการถูกต้อง มูลค่าเป็นพันล้าน เรื่องอะไรจะต้องนำเด็กที่ผิดกฎหมายมาเสี่ยงกับธุรกิจมูลค่ามหาศาล หากรัฐบาลต้องการเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ ก็สั่งยกเลิก พ.ร.บ.สถานบริการทั้งหมด ตนพร้อมที่จะปิดบริการทุกแห่ง รวมทั้งจะให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยว่ามีที่ใดบ้างที่มีการขายบริการ มีการค้าประเวณี จะไปชี้ให้จับเลย แต่เท่าที่เห็นอยู่ทุกวันนี้เป็นแต่การสร้างภาพ นักการเมืองบางคนเมื่อก่อนยังไม่มียศตำแหน่งทางการเมืองก็ยังมาใช้บริการของตน แต่เมื่อใหญ่โตขึ้นมาทุกวันนี้กลับมาเข้มงวดกวดขันเกี่ยวกับสถานบริการ
"ในส่วนของมูลนิธิต้นตระกูลกมลวิศิษฎ์ ก็ได้สร้างป้อมจราจรในกรุงเทพฯ ประมาณ 200 แห่ง แห่งละ 200,000 บาท ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำหนังสือขอไป มีหนังสือเก็บไว้เป็นหลักฐานทั้งสิ้น เพราะถือว่าตระกูลได้มีส่วนในการสร้างสาธารณประโยชน์ แต่เมื่อเกิดเรื่อง กลับถูกคำสั่งให้รื้อถอนป้ายต้นตระกูลกมลวิศิษฎ์ทิ้ง หาก ปปง. ยึดทรัพย์ ก็จะออกมาแฉว่าตำรวจคนไหน หน่วยไหนบ้างรับเงินจากตน พร้อมกับจะเปิดโปงว่านักการเมืองคนไหนมีพฤติกรรมอย่างไร" นายชูวิทย์ ประกาศก้อง เมื่อครั้งที่ถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินคดี
ในวันที่ 7 ก.ค. 2546 ที่ มูลนิธิต้นตระกูลกมลวิศิษฎ์ นายชูวิทย์ ยังได้แถลงข่าวตอนหนึ่งว่า "ในการทำธุรกิจตนต้องจ่ายส่วยให้ตำรวจ บางครั้งตำรวจไม่เรียกร้องก็จ่ายด้วยความเต็มใจ ตนมีอาบอบนวดอยู่ 6 แห่ง ต้องจ่ายส่วยให้ตำรวจท้องที่ แห่งละ 2 ล้านบาท รวมเดือนละ 12 ล้านบาท ซื้อโรเล็กซ์แจกเป็นถาด ให้เงินก็ใส่ซองไม่ได้ ต้องเป็นกระสอบ"
เรื่องนี้ร้อนไปถึง "นายกฯ อดีตตำรวจ" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) กล่าวถึงเรื่อง "ส่วย" ว่า ที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จะออกมาแฉว่า สิ่งเหล่านี้มีมานานแล้ว ตนพยายามแก้สิ่งที่หมักหมมมานาน อยากให้เจ้าหน้าที่รับเงินอย่างมีศักดิ์ศรี รับเงินอย่างถูกกฎหมาย ทุกวันนี้มีคนออกมาประณามมันเจ็บไหม....ตนเป็นอดีตตำรวจก็ยังเจ็บเลย!
ด้าน พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร. กล่าวว่า หากเรื่องการรับส่วยจำนวน 12 ล้านบาท ของตำรวจนครบาลเป็นความจริง ก็ต้องตรวจสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนที่มีส่วนพัวพันให้ถึงที่สุด หากตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ก็จะให้กองคดีดำเนินการฟ้องร้องนายชูวิทย์ต่อไป
ช็อก! เสี่ยอ่างถูกอุ้ม สาวคนใกล้ชิดเข้าแจ้งความ ตำรวจตั้งข้อหา แจ้งความแท็จ จัดฉาก!
ระหว่างที่คดีกำลังดำเนินไป วันที่ 10 ก.ค.46 นายชัยวัฒน์ ไกรฤกษ์ ทนายและ นางสุรัชดา แววศรี สาวคนใกล้ชิด นายชูวิทย์ ได้เข้าแจ้งความที่ สน.ห้วยขวาง นายชูวิทย์ หายตัวไปอย่างลึกลับ ตั้งแต่ช่วงสายวันที่ 9 ก.ค. สงสัยว่าจะ "ถูกอุ้ม"
"นายชูวิทย์ จะถูกอุ้มไปจริง เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อหลบหนีประกันในคดีที่ตกเป็นผู้ต้องหา จึงมอบหมายให้ตำรวจนครบาลประสานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบและป้องกันการหลบหนีออกนอกประเทศแล้ว การกระทำของ นายชูวิทย์ หากพิสูจน์ได้ว่าสร้างเรื่องขึ้นมาก็ถือว่าเป็นความผิดฐานพยายามสร้างหลักฐานเท็จ ซึ่งพนักงานสอบสวนเรียกร้องให้ศาลถอนประกันได้" พล.ต.อ.สันต์ กล่าวหลังได้รับรายงาน
กระทั่ง 01.30 น. วันที่ 11 ก.ค.46 ก็มีคนขับรถบรรทุก พานายชูวิทย์ ไปที่ สน.ลาดพระบัง ในสภาพคล้ายมึนเมา มีอาการหวาดผวา แสดงอาการเอะอะโวยวายในห้องพนักงานสอบสวน โดยคนขับรถบรรทุกอ้างว่า พบนายชูวิทย์ สภาพเปื้อนโคลน เดินโซเซมาบนถนนยืนโบกมือขอให้ช่วย จากนั้น นายชูวิทย์ ก็อ้างว่า "ถูกอุ้ม" และขอความช่วยเหลือให้นำส่งสถานีตำรวจนครบาลที่ใกล้ที่สุด จึงนำส่ง สน.ลาดกระบัง
ต่อมา ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ นายชูวิทย์ นั่งรถเข็นมีสายน้ำเกลือในสภาพอิดโรย โดยได้เตรียมกระดาษจดคำแถลงข่าวไว้ด้วย ระบุขั้นตอนการถูกอุ้มและทำร้ายร่างกาย หลังจากที่ตนเปิดเผยเรื่องส่วย ก็ถูกข่มขู่ ขณะที่ตนเองก็ยอมรับว่าไม่มีหลักฐานที่จะไปแสดงต่อศาลเรื่องการจ่ายส่วย ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนพูดความจริง
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถูกตั้งคำถามว่า นายชูวิทย์ ถูกอุ้มจริงหรือไม่ หรือ เป็นการจัดฉาก เพื่อเบี่ยงเบนประเด็นหรือทำให้ตัวเองเป็นข่าว แม้เจ้าตัวจะยืนยันหนักแน่นว่า ถูกอุ้มจริง แต่ดูเหมือนตำรวจที่ทำคดีและชาวบ้านทั่วไปจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่....
กระทั่งได้มีการสอบสวนกรณี "ส่วย" ที่นายชูวิทย์ ออกมาตั้งข้อสังเกต ผูกโยงกับนายตำรวจหลายคน ปรากฏว่า พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ นิลคูหา ผบช.น. กล่าวว่า ได้พิจารณาผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องส่วย 4 สน. แล้ว สรุปภาพรวมได้ว่า เรื่องดังกล่าวมีมูล แต่ไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน เนื่องจากผู้ให้ข้อมูลยังปกปิดหลักฐานบางส่วนอยู่ อย่างไรก็ตาม สามารถลงโทษตำรวจที่เกี่ยวพันทั้งหมดได้โดยทันที
ต่อมา ได้มีคำสั่งย้าย นายตำรวจระดับ ผู้กำกับ 4 สน.ประกอบด้วย ห้วยขวาง สุทธิสาร มักกะสัน และ วังทองหลาง นอกจากนี้ยังมีตามมาอีกเป็นระลอก โดยมีการตั้งกรรมการสอบนายตำรวจที่เกี่ยวข้องอีกหลายนาย ทั้งวินัยร้ายแรงและไม่ร้ายแรง ขณะดียวกัน นายชูวิทย์เอง ก็โดนตั้งข้อหา "แจ้งความเท็จ" สร้างหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน
ถอดใจ ประกาศขายกิจการอาบอบนวด 3.5 พันล้าน
25 ส.ค.46 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก สืบพยานโจทก์ในคดีที่พนักงานอัยการ กองคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด เทอร์เม่ และนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ประธานกรรมการบริษัท สุขุมวิท ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 - 2 ตามลำดับ ฐานร่วมกับพวกเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อการค้าประเวณี ที่สถานบริการอาบอบนวดฮอนโนลูลู ย่านพระรามเก้า โดยพนักงานโจทก์ ยังคงนำตัวเด็กผู้เสียหายขึ้นเบิกความซักค้าน
นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่รับทราบเรื่องการค้าประเวณี เนื่องจากสถานบริการทั้ง 6 แห่งของตน แต่ละแห่งมีผู้จัดการคอยดูแล ไม่ว่าจะเป็นอาบอบนวด คอฟฟี่ช็อป คอกเทลเลานจ์ โดยไม่มีญาติตนมาร่วมบริหาร เป็นลักษณะรูปแบบบริษัทจึงเป็นไปไม่ได้ที่ตนจะไปดูแลครบทั้ง 6 แห่ง ในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ ตนยังมีธุรกิจอื่นอีก
นอกจากคดีอาญาแล้ว นายชูวิทย์ ยังถูก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในคดีฟอกเงินด้วย ขณะเดียวกัน ก็ถูกเจ้าหน้าที่บุกตรวจค้นและล่อซื้อประเวณี ที่สถานบริการ กระทั่งนายชูวิทย์ ได้เข้าร้องเรียนว่าถูกกลั่นแกล้งในการดำเนินธุรกิจ สุดท้าย นายชูวิทย์ ได้ประกาศขายกิจการทั้งหมด ประมาณ 3.5 พันล้าน
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้นายชูวิทย์ หันเหชีวิตเข้าสู่วงการการเมือง และ มักจะออกมาตั้งข้อสังเกตในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่เป็นประจำ อย่างไรก็ดี ในคดีฟอกเงินนั้น สุดท้าย ศาลฎีกา ได้พิพากษาให้เงินในบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระราม 9 และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนรัชดาภิเษก ห้วยขวาง ที่มีเงินเหลืออยู่จำนวน 127,725.06 บาท และ 17,128.40 บาท รวมทั้งหุ้นบริษัท เดวิส ไดมอนด์ สตาร์ จำกัด หุ้นบริษัท เดวิส โคปาคาบาน่า จำกัด หุ้นบริษัท เดวิส โกลเด้นสตาร์ จำกัด และหุ้นบริษัท เดวิส ซิลเวอร์สตาร์ จำกัด รวม 33,446 หุ้น มูลค่า 3,344,600 บาท พร้อมด้วยดอกผลของทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน
ทั้ง 2 คดี ถือเป็นเหตุ “ฉ้อราษฎร์ บังหลวง” ที่เกิดขึ้นในอดีต หวังว่าในปัจจุบัน รัฐบาล คสช. จะให้ความสำคัญ ในการปราบปราม รวมถึงส่งมอบนโยบายลงมา ดังสุภาษิตที่ว่า “หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก”
สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ