นักเจรจาต่อรอง วาจา...ฆ่าคนได้ และช่วยเหลือชีวิตคนได้เช่นกัน!

เมื่อเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ต้องเข้าปฏิบัติการ “ชิงตัวประกัน” หรือช่วยเหลือผู้เอาตัวเองเป็นตัวประกัน ลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง เพื่อคลี่คลายวิกฤติการณ์ ไม่ให้เกิดความสูญเสีย ควรจะต้องดำเนินการอย่างไร การเจรจาต่อรอง ควรจะมีหัวข้อในการสนทนาอย่างไร? และเวลาใดกันเล่า... จึงจะเหมาะสม สำหรับการต้องตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป เพื่อคลี่คลายสถานการณ์… ในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่าน ได้แก่ พล.ท.หญิง ดวงกมล สุคนธทรัพย์ ข้าราชการบำนาญ อดีตรองผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย ผู้ผ่านหลักสูตรนักเจรจาที่สหรัฐอเมริกา และเคยผ่านสมรภูมิ "ศึกชิงตัวประกัน" การก่อการร้าย "ก็อดอาร์มี่" ยึดสถานทูต-รพ.ศูนย์ราชบุรี มาแล้ว และ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร อดีตรอง ผบช.ภ.9  อดีตตำรวจปราบปรามประสบการณ์สูง มาให้คำตอบกับแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอเริ่มต้นด้วย พล.ท.หญิง ดวงกมล ได้กล่าวถึงหลักการ “การเจรจาต่อรอง” ว่า ตนเองเป็นรุ่นแรกๆ ที่ผ่านหลักสูตรการเจรจาต่อรอง จากสหรัฐอเมริกา จากนั้นก็มีการเปิดอีก 1 รุ่น ซึ่งเป็นหลักสูตรหนึ่งของศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านก่อการร้ายสากล ของ สภาความมั่นคงแห่งชาติ การเปิดอบรมหลักสูตรนี้ เรามักจะเปิดร่วมกับมิตรประเทศเพื่อเรียนรู้เทคนิคของการเจรจาในภาวะคับขัน ตอนนั้นในประเทศไทยไม่มีผู้ชำนาญในด้านนี้ หลังจากเปิดอบรมในเมืองไทยได้สัก 6 รุ่น ทางเราได้ขอความร่วมมือจากมิตรประเทศเพื่อเปิดการฝึกเพิ่มเติม โดยเราได้มีการคัดเลือกผู้สำเร็จหลักสูตรเพื่อส่งไปเรียนต่อยังต่างประเทศ โดยมุ่งหวังที่จะให้นำความรู้ด้านนี้กลับมาสอนต่อให้กับคนไทย ปัจจุบัน หลักสูตรเจรจาต่อรองนี้ ยังคงมีการเปิดอบรมอยู่เป็นระยะๆ เพราะเป็นหนึ่งในหลักสูตรการต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายสากล กองบัญชาการกองทัพไทย

พล.ท.หญิง ดวงกมล กล่าวต่อไปว่า หลักการในการเจรจาต่อรอง จะมีความแตกต่างกันเป็นกรณีๆ ไป เช่น การเจรจาในสถานการณ์ก่อการร้าย กับสถานการณ์ทั่วไป โดยกรณีก่อการร้าย คือ มักเป็นกรณีการจี้ยึดตัวประกัน การเจรจาเพื่อให้เขาปล่อยตัวประกัน สิ่งที่ต้องการคือความปลอดภัยของตัวประกัน สถานการณ์การจี้ยึดตัวประกันนี้ได้เคยเกิดขึ้นในเมืองไทยหลายครั้ง เช่น กรณี พ.ศ. 2515 กลุ่มก่อการร้าย black September ได้เข้าจี้ยึดสถานทูตอิสราเอล, ปี พ.ศ. 2524 กลุ่มก่อการร้าย อิสลามิก จีฮัด จี้ยึดเครื่องบินของสายการบินอินโดนีเซียมาลงที่ประเทศไทย หรือที่เรายังจำกันได้ กรณีกลุ่มก่อการร้ายชาวพม่ายึดสถานทูตพม่า และโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีในปี พ.ศ. 2542 และ 2543 เป็นต้น  

“สำคัญคือ ผู้ทำการเจรจาจะต้องเป็นผู้ที่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย หรือเป็นผู้บังคับหน่วย เพราะผู้มีอำนาจในการตัดสินใจถ้ามาเจรจาเองจะถือว่า "แพ้" ตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะการที่คุณมีอำนาจสั่งการแล้วไปอยู่ตรงนั้น เขาสามารถเรียกร้องโดยตรงจากคุณได้เลย เราจะเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียว ทำให้เราไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่ถ้าผู้เจรจาไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ก็จะยังสามารถเดินเกมเจรจาต่อไปได้” ผู้เชี่ยวชาญการเจรจาต่อรอง กล่าว และกล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เจรจา จะต้องเป็นมืออาชีพ "นักเจรจา" ต้องผ่านการฝึกมา มีสติ ใจเย็น และมีไหวพริบ เพราะเราต้องทำงานเกี่ยวกับอารมณ์ของคน ดังนั้น นักเจรจา จึงจำเป็นต้องรู้เรื่อง จิตเวช (psychiatry) และ จิตวิทยา (Psychology) เราต้องรู้อารมณ์ของเขาอยู่ตลอดเวลาว่า หากเราพูดแบบนี้เราจะดึงเขาไปสู่อารมณ์แบบไหน สถานการณ์จะไหลไปทางไหน บางครั้งก็ไม่สำเร็จ ซึ่งเราจะรู้ทันทีว่าเจรจาไม่ได้แล้ว ก็จะต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อที่จะพิจารณาแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมต่อไป"

อดีตรองผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวต่อว่า นอกจากการต่อรองแล้ว ยังมีการเจรจาอีกแบบหนึ่งคือ การเจรจาหาข่าว หมายถึงการที่เราต้องรู้สภาพแวดล้อมภายในของเหตุการณ์ โดยเฉพาะสถานที่ที่มีการควบคุมตัวประกัน จำนวนของตัวประกัน จำนวนของผู้ก่อการร้าย ในการเจรจานั้นมักจะเป็นการเจรจาเพื่อประวิงเวลา และหาข้อมูลให้มากที่สุด เพื่อที่หากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังเข้าแก้ไขสถานการณ์ การลงมือปฏิบัติการต่อเป้าหมายจะได้กระทำอย่างถูกต้อง

ส่วนการเจรจา ในกรณีที่มีการขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย จะเป็นการเจรจาอีกแบบหนึ่ง ที่ผ่านมา เคยเกิดเรื่องลักษณะนี้อยู่เสมอ เคยเน้นย้ำไปหลายครั้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ควรต้องได้รับการอบรมเพื่อรับมือหากสถานการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้น ปรากฏว่า เท่าที่ทราบ “คนที่ไปเรียนก็ไม่ได้ทำงาน คนที่ทำงานก็ไม่ได้เรียน”

3 ขั้นตอนการเจรจากับ “คนจับตัวเองเป็นตัวประกัน” ทำเป็นลำดับขั้น ลดสูญเสีย

อดีตนักเจรจาหญิงผู้มีประสบการณ์โชกโชน ยังบอกอีกว่า การก่อเหตุลักษณะนี้ ควรจะเร่งแก้ไขสภาพแวดล้อมโดยรอบเป็นลำดับแรก โดยเจ้าหน้าที่ควรจะต้องเคลียร์ทุกอย่างออกให้หมดเพื่อให้เขายืนอยู่คนเดียวโดดๆ โล่งๆ ไม่มีนักข่าว ไม่มีไทยมุง ไม่มีตำรวจ กันคนออกไปให้หมด

...

1. ลดสภาพความกดดันของตัวเขา หากเขารู้สึกว่าปลอดโปร่ง ไม่มีใครสนใจ การแสดงออกของเขาก็จะเบาลง โดยจะต้องกันพื้นที่ให้พ้นจากสายตาของผู้ก่อเหตุ ทำยังไงก็ได้ไม่ให้เขาเห็น ใครจะแอบดูก็ดูไปแต่อย่าให้เขาเห็น คนที่มีท่าทางคุกคาม เช่น เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบต้องไม่พกอาวุธ ผู้ที่เข้ามาเจรจาต้องมีท่าทีผ่อนคลาย หากจะสังเกตดูในภาพยนตร์จะเห็นว่าสิ่งที่เขาทำเป็นอันดับแรก คือ การลดความกดดัน

2. ค้นหาประวัติของคนที่ก่อเหตุให้ได้มากที่สุด เช่น ประวัติส่วนตัว ชอบอะไรไม่ชอบอะไร โกรธอะไรมา หรือจะหาข้อมูลจากคนใกล้ชิด เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าเราจะใช้แนวทางไหนในการเจรจา ซึ่งปัจจุบันข้อมูลพวกนี้ไม่ถึงชั่วโมงก็น่าจะพอหาได้

3. จัดทีมเข้าเจรจา เป็นเรื่องสำคัญเลยที่นักเจรจาต้องมีทีมงานในการช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังด้วย เพราะบางครั้งต้องยอมรับว่า คนที่ไปเจรจาต้องเผชิญภาวะความกดดัน กับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าเหมือนกัน คนที่อยู่ข้างหลังจะได้ช่วยแก้ไขสถานการณ์ ในกรณีที่ผู้เจรจาเกิดความเครียดเกินไป จนกระทั่งไม่สามารถตอบคำถามบางคำถามกับผู้ก่อเหตุได้ เป็นต้น

...

จี้จับตัวเองเป็นตัวประกัน “หวังเอาตัวรอด” หรือต้องการเป้าหมายบางอย่าง

พล.ท.หญิง ดวงกมล กล่าวต่อไปว่า การประเมินสถานการณ์ก็เป็นสิ่งสำคัญ หากเขาจี้ตัวเองก็ต้องดูท่าทีตัวเขาเองว่า มีท่าทีอ่อนลงจนไม่อยากจะทำร้ายตัวเองแล้วหรือไม่ โดยผู้ที่เป็นนักเจรจาที่ชำนาญเขาจะประเมินได้ ว่าผู้ก่อเหตุเขาเปลี่ยนอารมณ์แล้วหรือยัง หากเขาเปลี่ยนอารมณ์แล้วก็พยายามพูดให้เขาวางอาวุธด้วยตัวเอง เพราะคนเราก็จะมีเรื่องจนมุมสักเรื่องหนึ่ง และการจะก่อเหตุลักษณะนี้จะต้องมีเรื่องกระตุ้นที่ทำให้เขามาลงมือกระทำ ยกเว้นพวกก่อการร้าย เพราะจะมีการกระทำเป็นกระบวนการ และมีเป้าหมายที่ชัดเจน หรือใช้การก่อการร้ายด้วยการวางระเบิด ในกรณีนี้จะไม่มีการเข้าสู่กระบวนการเจรจา

“ปัญหาที่ผ่านมา เพราะเจ้าหน้าที่อาจจะไม่รู้หลักการของการเจรจา ถ้าใครรู้ แรกเริ่มเลยก็จะต้องเคลียร์พื้นที่ ผู้คนที่เข้ามามุงดู นักข่าว ออกให้พ้นสายตาแต่แรกแล้ว อันดับที่สอง ก็ต้องเรียกประวัติมาดู เพราะคนเราไม่สามารถฆ่าตัวเองง่ายๆ หรอก มันเป็นสัญชาตญาณของการอยู่รอด การฆ่าคนอื่นนั้นฆ่าง่ายกว่าฆ่าตัวเอง แต่ที่ทำเพราะเขา อาจจะเกิดความรู้สึกผิดในใจแล้วอยากให้สังคมได้รับรู้ สำคัญเลย การจับตัวเองเป็นตัวประกัน ส่วนมากเป็นเพราะอยู่ในภาวะตึงเครียด และคับขันจริงๆ จึงได้ทำลงไปแบบ นั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่เข้าไปเจรจาต้องทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นให้ดี"

ส่วนใหญ่แล้วการก่อเหตุจับตัวเองเป็นตัวประกัน เขาไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่อยากจะระบายออกมาให้สังคมได้รับรู้ แต่เมื่อได้รับความกดดัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับกรณีการจับตัวเองเป็นตัวประกันเป็นเวลานานๆ คนคนนั้นๆ จะรู้สึกกดดันมาก ถึงเวลาแบบนั้นอาจเกิดความรู้สึกว่าอยากตาย เพราะรู้สึกเหนื่อย ฉะนั้นวิธีการแก้ไข ควรรีบหาเอาบุคคลที่เขาผูกพัน หรือมีความสำคัญต่อเขา เช่น ลูก เมีย พ่อ แม่ มาพูดคุย เช่น ลูกมาบอก “พ่ออย่าไปเลย” พูดแบบนี้เขาจะรู้สึกดีขึ้น แต่ต้องไม่พูดอยู่นาน ค่อยๆ กันออกไป เพราะนักเจรจาจะต้องเข้ามารับช่วงต่อ โดยเราอาจจะเสนอทางเลือกให้เขา เช่น หากต้องรับโทษเข้าไปอยู่ในเรือนจำก็ยังสามารถทำประโยชน์ได้ เช่น เข้าไปสอนหนังสือเพื่อช่วยเหลือคน เป็นต้น

...

ผู้การวิสุทธิ์ เห็นสอดคล้อง ตำรวจไทยอ่อนประสบการณ์นักเจรจา

ซึ่งสอดคล้องกับ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร อดีตรอง ผบช.ภ.9 อดีตตำรวจปราบปรามประสบการณ์สูง ที่มองว่าการจับตัวเองเป็นตัวประกันเป็นเวลานานนั้น หากเป็นกรณีเมายา คลั่งยา แล้วจับคนอื่นเป็นตัวประกันทั่วไป แบบนี้ตำรวจมีวิธีการรับมือ และรู้ว่าควรจะแก้สถานการณ์แบบใด แต่สำหรับกรณีที่คนจับตัวเองเป็นตัวประกัน แล้วยิ่งเป็นคนที่มีความรู้สูง อยู่ในภาวะความเครียดที่ไม่เกี่ยวข้องกับยา แบบนี้สังคมเราไม่เคยเจอ จึงมองว่าน้อยคนนักที่จะมีทักษะในการแก้ปัญหาแบบนี้ ตำรวจเองก็ไม่เคยเจอมาก่อน อย่างไรก็ดี ก็ควรที่จะประเมินสถานการณ์ และยิ่งเวลาผ่านไป ก็ควรจะทราบว่า "ไม่สามารถเจรจาได้แล้ว" จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นยุทธวิธีในการชาร์จ

“อาจจะแกล้งให้นักข่าวเข้าไป ตำรวจถือกล้องเดินเข้าไปแล้วเข้าจู่โจมชาร์จ เพราะหากเราคุยกันแล้ว 5-6 ชั่วโมงไม่ได้ผล มันต้องชาร์จอย่างเดียว ที่สำคัญ สภาพแวดล้อมต่างๆ ยิ่งเพิ่มแรงกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ๆ ไทยมุง กำลังตำรวจ ยิ่งถือปืนเข้าไปเยอะๆ แบบนี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดัน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นการจับคนอื่นเป็นตัวประกัน แต่เป็นการจับตัวเอง ดังนั้น วิธีการคือต้องทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย จึงต้องลดแรงกดดันให้ได้มากที่สุด เราอาจจะอาศัยจังหวะตอนที่คุยกับญาติพี่น้อง หรือใครที่เขาไว้ใจเข้าไปคุย"

ถามว่าทำไมต้องชาร์จ... ก็เพราะว่าเขาไม่มีตัวประกันอื่น แต่ถ้ามีเด็กอยู่แบบนี้ชาร์จไม่ได้ แต่กรณีนี้แตกต่างคือ หากชาร์จไม่สำเร็จ ผู้ก่อเหตุอาจจะเสียชีวิต ซึ่งเขาต้องการที่จะตายอยู่แล้ว

“ตลอดเวลาหลายชั่วโมง เชื่อว่าไม่ได้เอาปืนจี้หัวตัวเองตลอด มือไม่ได้อยู่ที่ไกปืนตลอด ฉะนั้นหากมีจังหวะก็ควรที่จะชาร์จ ถึงแม้ตัวเขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ถือว่าตำรวจทำงานสำเร็จ” อดีตตำรวจมือปราบชื่อดัง กล่าวแสดงความคิดเห็น

เผชิญหน้าผู้ก่อการร้าย เวลาคือเงื่อนตาย แต่ไม่ใช่กับกรณีอื่น

ย้อนกลับมาที่ พล.ท.ดวงกมล กล่าวถึงเงื่อนเวลาสำหรับการชิงตัวประกัน หรือช่วยเหลือในการจับตัวเองเป็นตัวประกันว่า... “หากเป็นผู้ก่อการร้าย ส่งเงื่อนไขพร้อมเส้นตายมาให้ เช่น “ต้องการเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำ เงินร้อยล้าน ไม่งั้นจะฆ่าตัวประกัน” แบบนี้เป็นการเรียกร้องโดยกำหนดเวลา เราต้องพยายามเจรจา เพื่อที่จะข้ามเดธไลน์ (กำหนดเวลา) นั้นไปให้ได้ แต่กับกรณีทั่วไป เช่น จับตัวเองเป็นตัวประกัน คนบ้าจี้คอ แบบนี้ถือว่าไม่มีเงื่อนไขเวลา ฉะนั้น การเจรจาจะมุ่งไปที่การช่วยชีวิตตัวประกัน และหาวิธีการให้เขามอบตัวให้ได้"

ระดับความรู้ของคน “ไม่มีผล” ต่อการเป็นนักเจรจา

นักเจรจาหญิงเหล็กแห่งกองทัพไทย กล่าวต่อว่า คนที่เรียนสูง เช่น ระดับดอกเตอร์ ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องหาคนในระดับดอกเตอร์เช่นเดียวกันมาเจรจา เพราะคนที่ก่อเหตุส่วนใหญ่ มักเป็นคนมีปัญหาด้านจิตใจทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี นักจิตวิทยาธรรมดา จะมาเป็นผู้เจรจา ก็ไม่ได้ เพราะนักจิตวิทยาจะเป็นผู้บำบัดรักษา ให้คำแนะนำในการบำบัด คนที่จะไปหาจิตแพทย์เพราะมีความตั้งใจว่าอยากจะหาย ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีทักษะกันคนละแบบ

นักเจรจาระดับชาติมีไว้รับมือ “ก่อการร้าย”

อย่างไรก็ดี ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามว่า ปัจจุบันในประเทศไทย มีนักเจรจามากน้อยเพียงไร พล.ท.หญิง ดวงกมล กล่าวว่า มีมาก ที่จบหลักสูตรมาแล้วแต่ละรุ่นก็มีอยู่ 20-30 คน แต่คนที่จะมี “คุณสมบัติ” จริงๆ ผ่านการอบรม 30 คน อาจมีคุณสมบัติที่เหมาะสมเพียง 10 คนก็ถือว่าเก่ง เพราะตอนที่ตนเป็นคนคัดเลือกก็สอบตกกันระนาว แต่ก็ใช่ว่าคนเก่งๆ จะไม่มี เมื่อก่อนเรามีนักเจรจาระดับชาติ ซึ่งมีไว้รับมือกับภัยก่อการร้าย โดยขึ้นทะเบียนผู้เจรจาระดับชาติ กับ สมช. แต่ปัจจุบัน อยู่ในความดูแลของ ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายสากล กองบัญชาการกองทัพไทย

คัดเลือกญาติเจรจาก็สำคัญ... วิธีการดีที่สุด ต้องจบลงแบบ win-win 

เมื่อถามว่า หลักการเชิญญาติมาช่วยเจรจา มีหลักเกณฑ์อย่างไร พล.ท.หญิง ดวงกมล กล่าวว่า ต้องดูที่ความสัมพันธ์ ต้องเชิญญาติที่เขารู้สึกดีด้วยมาคุย การเป็นญาติกันมันตัดไม่ขาด แต่เพื่อนมันตัดกันขาด ทุกอย่างมีความละเอียดอ่อน เพราะเราทำงานเกี่ยวกับอารมณ์คน การเจรจาที่เป็นไปได้ก็ควรที่จะจบลงด้วยการ win-win ชนะทั้ง 2 ฝ่าย คือผู้เจรจาและผู้ก่อการ แต่โดยวิธีปฏิบัติแล้ว ผู้เจรจาต้องมีจุดมุ่งหมายที่แท้จริงว่าต้องการอะไร เช่น การปล่อยตัวประกัน หรือไม่ให้ทำร้ายตัวเอง หรือจะให้มอบตัว สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ เราจะเริ่มเจรจาได้ ต้องให้ความกดดันต่างๆ ลดลง แต่ไม่ใช่ลดลงเหลือศูนย์ และเมื่อความกดดันเขาเริ่มลด เราก็เริ่มรุก เรารู้ว่าเมื่อไหร่เราจะเป็นต่อ แต่หากว่าเขาโกรธขึ้นมาก็ปล่อยให้เป็นต่อบ้างก็ไม่เป็นไร ซึ่งในบางครั้งเราก็จงทำให้เขาโกรธเอง

ตั้งข้อสังเกต อาชีพ “ตำรวจ” เหมาะสมหรือไม่ กับการเป็น “นักเจรจา”

เมื่อถามว่า อาชีพตำรวจ เหมาะสมกับการเป็นผู้เจรจาหรือไม่ อดีตรองบัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย ผู้ผ่านหลักสูตรนักเจรจาที่สหรัฐอเมริกา ได้กล่าวว่า อาชีพตำรวจกับนักเจรจาอาจไม่สอดคล้องกันนัก แต่ตำรวจเองก็มีการส่งเข้ามาอบรมหลักสูตรนี้เยอะมาก ส่วนผู้ที่จะมีคุณสมบัติจริงๆ นั้น มีกี่คนไม่ทราบแน่ชัด... สาเหตุที่บางครั้งตำรวจไม่เหมาะสมในการเป็นผู้เจรจาเพราะ 1. การเป็นนักเจรจา เพราะคนที่เป็นผู้เจรจาได้ จะต้องเอาใจเราไปยืนอยู่ในใจเขา ต้องดึงเขาออกมาจากสิ่งที่เขาคิด ลักษณะความเคยชินของตำรวจจะมีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ถืออาวุธและกฎหมาย บทบาทของตำรวจในลักษณะที่จะดึงใจคนได้โดยที่คนนั้นไม่กลัว และเต็มใจออกมามัน “ยาก” ที่สำคัญ คนๆ นั้นต้องมีศิลปะในการพูด และรู้ในเรื่องของจิตเวช และนักบำบัดจิตวิทยา ตามที่กล่าวมาในข้างต้น

“อาชีพตำรวจไม่ค่อยเหมาะกับการเป็นนักเจรจา เพราะหากไปเจรจาแล้วจับปืนอยู่ ตัวประกันย่อมตายหมด คุณต้องเข้าไปแบบยอมเขา “จะฆ่าผมก็ได้ แต่ถ้าผมตายใครจะคุยกับคุณ” ต้องให้เห็นว่าเขาเหนือกว่า แล้วค่อยเปลี่ยนสถานการณ์ให้เราเหนือกว่าโดยที่เขาไม่รู้สึกตัว ความกดดันเป็นเรื่องน่ากลัว หากตัวเขาและครอบครัวเขาก็เครียด จะเชิญญาติมาคุยก็กลายเป็นเครียดกว่าเดิม” พล.ท.หญิง ดวงกมล กล่าวทิ้งท้าย.

สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ