หอการค้า จ.พิจิตร และคู่ค้าเหมืองแร่ทองคำอัคราฯ ยื่นเรื่อง กพร.วอนอนุมัติประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำชาตรี เผยหากเหมืองปิดจะกระทบรายได้ จ.พิจิตร-เพชรบูรณ์ เสียหายมากกว่า 4 พันล้านบาทต่อปี 

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2559 เวลา 14.00 น. ที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) นางบังเอิญ ขวัญใจรักษ์ รองประธานหอการค้า จ.พิจิตร และนางณุชรีย์ ไศละสูต กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท โลตัสฮอลวิศวกรรมเหมืองแร่และก่อสร้าง จำกัด ตัวแทนผู้รับเหมาและคู่ค้าของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เข้ายื่นหนังสือวิงวอนขออนุมัติประทานบัตรให้แก่เหมืองแร่ทองคำชาตรี พร้อมเอกสารการสนับสนุนจากคู่ค้ามากกว่า 250 ราย โดยรายหลักประกอบด้วย 1. บ.โลตัสฮอลวิศวกรรมเหมืองแร่และก่อสร้าง จำกัด และบริษัทรับเหมาในเครือ จำนวน 77 ราย 2. บริษัท บอร์ท ลองเยียร์ จำกัด และบริษัทรับเหมาในเครือจำนวน 24 ราย 3. ผู้แทนหอการค้าจังหวัดพิจิตรและผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก และคู่ค้าจำนวน 151 ราย ให้แก่นายศักดา พันธ์กล้า รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากมีความกังวลต่อการชะงักงันของเศรษฐกิจและรายได้ของจังหวัดพิจิตร หากเหมืองแร่ทองคำชาตรีได้รับการอนุมัติประทานบัตรล่าช้า จนอาจทำให้ต้องปิดเหมืองลง

นางบังเอิญ ขวัญใจรักษ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าการประกอบกิจการของเหมืองแร่ทองคำชาตรีนั้นก่อให้เกิดการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด และทำให้ลูกหลานได้กลับมาทำงานที่บ้านเกิด เนื่องจากได้เกิดการจ้างงานต่อเนื่องเป็นลูกโซ่หลายพันคน การกระจายรายได้สู่ภาคธุรกิจต่างๆ ในท้องที่ อาทิ ธุรกิจที่พักอาศัย รีสอร์ต ร้านอาหาร ต่างก็ได้รับอานิสงส์ในส่วนนี้กันอย่างถ้วนหน้า ทำให้เกิดเงินสะพัดในท้องที่กว่า 4 พันล้านบาทต่อปี

...

พร้อมกันนี้ นางบังเอิญ กล่าวย้ำอีกว่า ตั้งแต่เหมืองแร่ทองคำชาตรีเปิดดำเนินการ 2541 มีส่วนช่วยให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP) ของจังหวัดพิจิตรเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของทั้งจังหวัดในปี 2541 ที่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท จนเพิ่มขึ้นมาเป็น 6 หมื่นล้านบาทในปี 2556 ทั้งนี้จากข้อมูลยังพบว่าเฉพาะรายได้ค่าภาคหลวงแร่ในช่วงปี 2541 ถึงปี 2556 ยังคิดเป็น 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP) ทั้งหมดของจังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์อีกด้วย โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP) ของจังหวัดพิจิตรในสาขาการเหมืองแร่และเหมืองหินตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538-2556 มีมูลค่าเท่ากับ 16,982 ล้านบาท โดยมูลค่าดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จังหวัดพิจิตรมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เป็นอันดับ 4 ของภาคเหนือ และอยู่ในลำดับที่ 29 ของทั้งประเทศในปี 2556 ที่ผ่านมา

“หากเหมืองแร่ชาตรีปิดตัวลงจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของคู่ค้าหลายร้อยในทันที เนื่องจากบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ถือเป็นคู่ค้าหลักที่ช่วยให้ธุรกิจต่อเนื่องต่างๆ อยู่รอด และทำให้เกิดการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังทำให้เกิดเศรษฐกิจในบริเวณรอบเหมืองแร่ทองคำ อาทิ ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก โรงแรม ธุรกิจห้องเช่า จะขาดรายได้และอาจต้องปิดตัวลงตามไปด้วย เนื่องจากธุรกิจหลายอย่างที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการที่เหมืองแร่ทองคำชาตรี ของบริษัทอัคราฯ มาเปิดดำเนินกิจการนั่นเอง” นางบังเอิญกล่าว

ส่วนนางณุชรีย์ ไศละสูต กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท โลตัสฮอลวิศวกรรมเหมืองแร่และก่อสร้าง จำกัด ในฐานะตัวแทนผู้รับเหมาและคู่ค้าของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าบริษัท โลตัสฮอลวิศวกรรมเหมืองแร่และก่อสร้างและ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ถือเป็นคู่ค้าที่ดีต่อกันเสมอมาตลอดระยะเวลาเกือบ 15 ปี ตั้งแต่อัคราฯ เปิดกำเนินการ โดยรายได้หลักของ บริษัทโลตัสฮอลฯ มาจากค่าบริการรับเหมาในเหมืองแร่ทองคำชาตรี ซึ่งในปีงบประมาณที่ผ่านมา (เดือนกรกฎาคม 2557 - มิถุนายน 2558) บริษัทโลตัสฮอลฯ มีรายได้จากบริษัทอัคราฯ แล้วประมาณ 669 ล้านบาท และบริษัทฯ ได้ทำการจ้างบริษัทเอกชนในท้องที่ไปแล้วจำนวน 282 แห่ง ก่อให้เกิดรายได้มากกว่า 670 ล้านบาท กระจายในพื้นที่เป็นส่วนช่วยในการส่งเสริมให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ

“กล่าวได้ว่าเหมืองแร่ทองคำชาตรีทำให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น เฉพาะบริษัทโลตัสฮอลฯ เองมีการจ้างพนักงงานกว่า 506 คน และส่วนใหญ่เป็นคนในบริเวณรอบเหมืองแร่ทองคำชาตรีเกือบทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าเหมืองแร่ทองคำชาตรีเป็นต้นทางที่ก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่และท้องถิ่นเป็นจำนวนมาหาศาล ดังนั้นหากเหมืองไม่ได้รับประทานบัตร หรือได้รับประทานบัตรล่าช้า ก็จะส่งผลต่อบริษัทผู้รับเหมาและคู่ค้ามากกว่า 200 ราย ที่อาจถึงขั้นต้องปิดกิจการลง และอาจต้องปลดคนงานลงในที่สุด ในวันนี้ขอเป็นตัวแทนผู้รับเหมาและคู่ค้าในการมียื่นหนังสือวิงวอนให้พิจารณาอนุมัติประทานบัตรให้แก่ บมจ. อัครา รีซอร์สเซส และนำเสนอข้อเท็จจริงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคมให้ท่านรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับทราบและพิจารณาต่อไป” นางณุชรีย์ กล่าว

ด้านนายศักดา พันธ์กล้า รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า ยินดีรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย เพื่อนำมาพิจารณา ซึ่งกระบวนการดำเนินงานอนุมัติจะเป็นไปตามกฎหมาย มีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งยุทธศาสตร์ของกระทรวงอุตสาหกรรมคือ การสร้างจิตสำนึกของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นหากบริษัทดำเนินงานถูกต้องทุกอย่างตามกฎหมายแล้ว เราก็ยินดีดำเนินการพิจาราณาตามกฎหมายเช่นเดียวกัน ไม่ต้องกังวล แต่อย่างไรก็ตามทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะนำข้อมูลมาศึกษาประกอบการตัดสินใจอย่างรอบด้าน โดยวันที่ 23 เมษายน นี้ รัฐมนตรีทั้ง 4 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดของประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย และตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน).

...