ทุกวันที่ 14 เดือนเมษายนของทุกปี... ถูกกำหนดให้เป็น “วันครอบครัว”
วันนี้เป็นวันที่มีความสำคัญและมีความหมายอย่างมากสำหรับสังคมไทยเรา เพราะ “สถาบันครอบครัว” ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นไปของผู้คนในสังคม
“สถาบันครอบครัว” มีวิถีชีวิตเป็นไปเช่นใดแล้ว “สังคม” ก็ย่อมเป็นไปเช่นนั้นอย่างแน่นอน
พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก เลขานุการมูลนิธิกลุ่มแสงเทียน วัดบางไส้ไก่ เขตธนบุรี กทม. บอกว่า การหันมาให้ความสำคัญ ใส่ใจต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในครอบครัวจึงเป็นหัวใจสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาสังคม... ประเทศชาติให้อยู่เย็นเป็นสุข มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป
“แต่น่าเป็นห่วงอย่างมากในขณะนี้คือผู้คนมีความสุขในครอบครัวน้อยลงไป ความรักความอบอุ่นในครอบครัวที่เคยมีอยู่ก็เริ่มจืดจางลงไป การทะเลาะเบาะแว้ง การทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันก็มีมากขึ้น ยิ่งร้ายไปกว่านั้น...การเข่นฆ่าทำลายชีวิตของผู้คนในครอบครัวก็เพิ่มมากขึ้น”
เมื่อวันสำคัญมาถึงเช่นนี้ก็ไม่ควรปล่อยให้ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงควรมีกิจกรรมอะไรก็ได้เพื่อปลูกฝังความรักความอบอุ่นและความสุขให้เกิดขึ้นกับครอบครัวของเราและกับสังคมของเรา
ทุกชีวิตที่เกิดมาล้วนมีผู้ให้กำเนิดหรือที่เรียกว่า “พ่อและแม่” แต่ชีวิตที่เกิดมาแล้วจะได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันทั้งสามส่วนคือพ่อแม่และลูกหรือไม่ก็สุดแต่เหตุผลของแต่ละรายไป
เด็กบางคนเกิดมาก็ไม่ได้พบหน้าของผู้ให้กำเนิดเลยเพราะท่านจบชีวิตลงก่อนที่เด็กจะลืมตาขึ้นมาดูโลก เด็กบางคนเกิดมาแล้วได้เพียงไม่กี่วันพ่อกับแม่ก็หนีไปคนละทิศคนละทาง เด็กบางคนยิ่งโชคร้ายไปกว่านั้นพอเกิดมาแล้วถูกนำไปทิ้งไว้ตามสวนสาธารณะให้ชาวบ้านเก็บไปเลี้ยงหรือทิ้งตามสถานสงเคราะห์ต่างๆ
...
“เด็กๆเหล่านี้จะเติบโตขึ้นมาบนความรักความอบอุ่นหรือความสุขของครอบครัวก็มองไม่เห็นเลย ชีวิตจึงถูกปล่อยทิ้งให้เป็นไปตามยถากรรม แต่ก็ยังพอมีโอกาสอยู่บ้างเมื่อเด็กถูกนำไปเลี้ยงไว้กับญาติพี่น้องที่พอจะเลี้ยงดูได้ หรือถูกนำไปฝากเลี้ยงไว้ตามสถานสงเคราะห์ มูลนิธิต่างๆ”
“เด็ก” ได้ถูกเลี้ยงให้เจริญเติบโตขึ้นมาตามสมควรแก่วัยและสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเด็ก จึงมีโอกาสที่ได้ให้เขามีพัฒนาการ มีการเรียนรู้ มีการปรับตัวให้อยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่ในขณะนั้น สำหรับเด็กที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็มิได้โชคร้ายตลอดไปถึงแม้ว่าจะไม่มีพ่อและแม่ก็ตาม...
ถ้าตัวเขาใฝ่ดี รักดี ให้กำลังใจแก่ตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ท้อถอย มุ่งหวังไปสู่ความสำเร็จทางการศึกษา ความเจริญก้าวหน้าให้กับตนเอง ไม่ว่าจะตกอยู่ในสังคมและสิ่งแวดล้อมเช่นใดก็มีโอกาสที่จะไปถึงฝั่งดังที่ใฝ่ฝันได้ทั้งนั้น...ทุกอย่างจึง “อยู่ที่ตัวเราเองเป็นผู้กำหนด” ทั้งสิ้น
อย่างเช่นเด็กกำพร้าหรือเด็กด้อยโอกาสที่ประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียน ในการดำรงชีวิตจนเป็นที่ยอมรับของสังคมก็มีให้เห็นมาโดยตลอดจนกลายเป็น “แม่แบบที่ดี” ของเด็กๆผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย
ครอบครัวถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสังคม ถ้าผู้คนในครอบครัวมีความสุข เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความอบอุ่น มีการเอาอกเอาใจซึ่งกันและกัน มีการดูแลทุกข์สุขอย่างสม่ำเสมอ สมาชิกในครอบครัวปราศจากความขัดแย้งที่รุนแรง ปราศจากการทำร้ายซึ่งกันและกันไม่ว่าทางร่างกาย ทางวาจา หรือแม้แต่ทางจิตใจ มีการรู้จักให้โอกาส ให้อภัยซึ่งกันและกัน รู้จักผ่อนปรน...จากหนักให้มาเป็นเบา โดยคำนึงอยู่เสมอว่า...
นี่คือครอบครัวของเรา นี่คือชีวิตของเรา
ความยากดีมีจนก็มิใช่จะเป็นอุปสรรคของการสร้างความสุขให้กับครอบครัวเสมอไป คนยากจนและด้อยโอกาสในสังคมจำนวนไม่น้อยต่างใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งผิดกับครอบครัวที่มีโอกาสทางสังคมหรือมีฐานะทางเศรษฐกิจดี ผู้คนเหล่านั้นไม่น้อยอาจไม่รู้จักคำว่า “ให้หรือเสียสละ”
“บางครั้งก็อิจฉาตาร้อนเมื่อคนใดคนหนึ่งได้มีโอกาสทางสังคมหรือมีชื่อเสียงจนโด่งดัง บางครั้งคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี แต่ไม่ยอมเสียสละแม้แต่น้อยนิดให้กับสมาชิกในครอบครัว จึงเกิดการแย่งทรัพย์สมบัติกันขึ้นมาในตระกูลบ้าง ในครอบครัวบ้าง ในญาติสายโลหิตเดียวกันบ้าง เกิดการเข่นฆ่าล้างผลาญกันในตระกูลบ้าง”
จึงกลายเป็น “ความทุกข์” ของผู้คนในครอบครัวหรือในวงศ์ตระกูล
วันครอบครัวที่สำคัญเช่นนี้ก็คงไม่มีความหมายต่อบุคคลเหล่านั้นเพียงเพราะคำว่า “เห็นแก่ตัว” โดยหาได้คำนึงว่าทุกชีวิตที่เกิดขึ้นมานี้ล้วนต้องการความสุขด้วยกันทั้งนั้น
พระมหาสมัย บอกว่า ความสุขนี้เราจะเสาะแสวงหาได้โดยที่ไม่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลหรือขึ้นเครื่องบินไปหลายประเทศหรือหลายทวีป แต่จะเกิดขึ้นจากผู้คนที่เป็น “สมาชิกในครอบครัว” นี่เอง
“ทุกชีวิตย่อมเกี่ยวข้องกับครอบครัวอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้เลย ดังนั้นชีวิตเราจะมีความสุขก็ต้องเกิดขึ้นจากความสุขของญาติพี่น้องในครอบครัวหรือในสายโลหิตเดียวกันนี่เอง เราไม่ต้องใฝ่ฝันหรือโหยหาจากแห่งหนตำบลใดเลย เริ่มที่ครอบครัวของเราวันนี้กันเถิด...”
ตึก ราม บ้านช่องที่ใหญ่โตมโหฬารสูงตระหง่านอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ได้ถูกก่อสร้างให้ใหญ่โตสูงขึ้นมาหลายชั้นก็อยู่ที่สถาปนิกเป็นผู้ออกแบบมาเพื่อให้เกิดความมั่นคงแข็งแรงสามารถใช้สอยตามวัตถุประสงค์การก่อสร้าง ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะผ่านพ้นไปเนิ่นนานแล้ว ตึกนั้นก็ยังสามารถสู้แดดสู้ฝน คงทนแข็งแรงเหมือนเดิม...เพราะการออกแบบที่ดี มั่นคง โดยเฉพาะการลงเสาเข็มที่มีมาตรฐาน มีประสิทธิภาพ
เฉกเช่นชีวิตของผู้คนในครอบครัวก็เช่นเดียวกัน ถ้ารากฐานคือความรักความอบอุ่นความสุขเกิดขึ้นในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอก็จะกลายเป็นความมั่นคงของสถาบันครอบครัวขึ้นมาทันที
...
คุณภาพชีวิตของสมาชิกในครอบครัวนั้นๆก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข...ความรักของความผูกพันจึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อครอบครัวมีความสุข มีความมั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้วย่อมมีผลกระจายไปสู่ผู้คนหรือครอบครัวที่อยู่รอบข้าง ผู้คนในชุมชนหรือในหมู่บ้านก็พลอยได้รับความสุขไปด้วย จนกลายเป็น “ครอบครัวตัวอย่าง”
“สุขโดยที่ไม่ต้องมีทรัพย์สินหรือเงินทองมากมายอะไรเลย เรามักพบเห็นอยู่เสมอว่าครอบครัวที่มีความสุขทุกคนอยู่เย็นเป็นสุขนั้น นอกจากความรักความอบอุ่นของผู้คนในครอบครัวแล้ว ครอบครัวนั้นๆมักประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ผิดกติกาของหมู่บ้าน...ชุมชน ไม่ผิดศีลธรรมอันดีของศาสนา ไม่ผิดกฎหมายบ้านเมือง”
ครอบครัวที่มีความสุขมักจะเป็นครอบครัวที่มีอัธยาศัยไมตรีที่ดีงาม น่าเคารพ...น่านับถือ ครอบครัวเช่นนั้นจึงเป็นครอบครัวที่มีศีลธรรม เต็มเปี่ยมไปด้วยธรรมะ ชีวิตของพวกเขาล้วนปราศจากอบายมุขทุกชนิด
“วันครอบครัว”...จึงเป็นวันที่มีความสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งต่อสังคมไทย ซึ่งแต่ละปีอยู่ในเทศกาลสงกรานต์ของประเพณีไทย จึงควรนำเอาประเพณีที่ดีงามนี้มาสร้างครอบครัวของเราให้อบอุ่น ให้เข้มแข็งให้มีความสุขกันเถิด มาร่วมใจกันลด ละ เลิกอบายมุขหรือสิ่งมอมเมาที่จะมาทำลายคุณภาพชีวิตของเรากันเถิด...
“มาร่วมใจกันรักษากฎและกติกาของสังคมอย่างเคร่งครัด โดยเริ่มที่จิตสำนึกที่ตัวเรา มาร่วมใจกันบำเพ็ญกิจกรรมที่เป็นสาธารณประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับท้องถิ่น ให้อนุชนรุ่นหลังได้มองเห็นถึงคุณค่าแห่งความรัก ความสามัคคี...การรู้จักการเสียสละของพวกเราในวันนี้”
ร่วมกันปลูกฝังการกระทำที่เป็น “ความกตัญญูกตเวที” ให้ลูกหลานเราได้พบและได้สืบทอดจากพวกเราไป มาร่วมใจกันแสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนให้เด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้สัมผัสกับบรรยากาศที่ดี...มีความสุขกัน และมาสร้าง “ครอบครัว” ให้มีความสุขกันอย่างเต็มที่ในวันนี้
...
“อย่างน้อยๆผู้คนในสายเลือด ในตระกูลก็จะได้ภาคภูมิใจว่าความสุขก็สามารถเสาะแสวงหาได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องร่ำรวยอะไรเลย เพียงวงศาคณาญาติใช้ชีวิต...มีความเป็นอยู่อย่างเป็นคนดีในวันนี้”.