ล่าสุด ก.พ. หรือสำนักงานคณะกรรมการ
ข้าราชการพลเรือนเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้มีการแก้ไขกฎหมายบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ในมาตราเดิมที่กำหนดให้มีการเกษียณอายุราชการไว้ที่ 60 ปี โดยเสนอให้มีการเพิ่มอายุเกษียณราชการยืดออกไปเป็น 65 ปี
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากทางกระทรวงการคลังเห็นว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
กล่าวคือ ในปี 2559 ทั่วประเทศมีผู้สูงอายุ (ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) อยู่มากถึง 14% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ โดยคาดว่า ในอีก 14 ปีข้างหน้า หรือ พ.ศ.2573 คาดว่าสังคมไทยจะมีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 25.2% ของประชากรทั้งประเทศ
ไม่เพียงสังคมไทยกำลังย่างเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ในแง่อัตราการเกิดใหม่ของคนไทยก็ยังลดน้อยลงด้วย จึงเกรงว่า ในอนาคตจำนวนผู้ซึ่งอยู่ในวัยทำงาน อาจมีไม่เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ
ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวคิดให้มีขยายอายุการเกษียณราชการจากเดิมที่ 60 ปี ออกไปเป็น 65 ปี เพราะนอกจากจะมีส่วนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดต่อระบบงบประมาณในการดูแลบุคลากร ทั้งเรื่องค่าจ้าง ค่ารักษาพยาบาล รวมทั้งเงินบำเหน็จบำนาญ ยังเป็นการช่วยแก้ปัญหาที่หลายส่วนราชการต้องรับสมัครบุคลากรใหม่เพิ่มเข้ามาทดแทนบุคลากรเดิมที่เกษียณอายุไป ปีละประมาณ 30,000 คน
ซึ่งข้าราชการที่เกษียณอายุปีละประมาณ 30,000 คน ถูกมองว่าเป็นภาระใหญ่ขึ้นเรื่อยๆของรัฐ ที่ต้องจ่ายเงินค่าบำเหน็จบำนาญ และค่ารักษาพยาบาลให้แก่บุคคลเหล่านี้ไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต
ขณะเดียวกัน การรับข้าราชการใหม่เข้ามาทดแทนผู้ที่เกษียณอายุไปในวัย 60 ปี ยังหมายถึงการที่ภาครัฐกลับต้องมีรายจ่ายเดียวกัน เพิ่มขึ้นพอกพูนไปเรื่อยๆ เสมือนไม่มีวันรู้จบ
ดังนั้น เพื่อเป็นการชะลอการรับบุคลากรใหม่ และเป็นการคงรายจ่ายไว้สำหรับบุคลากรที่จะมีการต่ออายุราชการออกไปอีก 5 ปี กระทรวงการคลังจึงเตรียมเสนอเรื่องนี้ผ่าน ก.พ.เพื่อให้ ครม.พิจารณา
...
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียตามมา ลองไปติดตามมุมมองของข้าราชการบางส่วนกันว่า พวกเขาคิดเห็นเช่นไรกับกรณีนี้
“คือรัฐมีแนวคิดว่า ถ้ามีคนเกษียณเยอะขึ้น โดยที่คนเหล่านี้ยังคงได้รับบำนาญต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะเสียชีวิตโดยไม่ต้องทำงาน ในอนาคตจะกลายเป็นภาระมหาศาลแก่งบประมาณของรัฐ ในทางกลับกันหากยังไม่ให้คนเหล่านี้เกษียณ แต่ให้มารับราชการต่อ เท่ากับว่ายังคงต้องทำงานให้รัฐต่อ อย่างน้อยยังเกิดความคุ้มค่าแก่เม็ดเงินที่รัฐต้องควักจ่าย”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เมธาวุฒิ พีรพรวิทูร หัวหน้าสาขาองค์การผู้ประกอบการและการจัดการมนุษย์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายแนวคิดของภาครัฐ
“มันแปลว่า อีกหน่อยคนสูงอายุที่ไม่ได้ทำงาน จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในสังคมไทย แถมคนวัยเจริญพันธุ์สมัยนี้ก็ยังมีลูกน้อยอีกต่างหาก จึงกลายเป็นว่า อีกหน่อยคนหนุ่มสาวรุ่นต่อๆไปที่มีจำนวนน้อยอยู่แล้ว ตามอัตราการเกิดที่น้อยลง ยังต้องมาแบกรับภาระของคนในวัยเกษียณอีก”
ดร.เมธาวุฒิ บอกว่า ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาคนรุ่นใหม่ที่มีอยู่น้อย และเพื่อไม่ให้พวกเขาต้องมาแบกรับภาระของคนวัยเกษียณ จึงมีความพยายามที่จะต่ออายุผู้ที่เกษียณราชการ ยืดออกไปเป็น 65 ปี
“สิ่งที่รัฐบาลไม่ได้พูด แต่ผมสังเกตมานาน ทุกวันนี้คนไทยเรามีอายุเฉลี่ยยืนยาวขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จำได้ว่า เมื่อปี 2511 คนไทยทั้งชายและหญิง มีอายุเฉลี่ยเพียงแค่ 40–45 ปี หรือพูดง่ายๆเมื่อก่อนคนส่วนใหญ่ตายก่อนที่จะเกษียณ ส่วนคนที่ทำงานจนถึงวันเกษียณสมัยนั้นก็หมดสภาพจริงๆ”
เขาบอกว่า แต่ด้วยความเจริญทางการแพทย์ ปัจจุบันหลายโรคที่ว่าร้าย แต่คนที่เป็นโรคเหล่านั้น ก็ยังไม่ตายง่ายๆ หรือคนที่เกษียณแล้วหลายคน ยังคงแข็งแรง สามารถทำงานได้อีกหลายอย่าง
“การที่เราปล่อยให้คนเหล่านี้มีเวลาว่างมากๆ ขาดสังคม คิดถึงแต่อดีต แถมลูกหลานก็ห่างเหิน ไม่มีเวลาให้ ในที่สุดก็จะเริ่มฟุ้งซ่าน หรืออยู่แบบเฉาไปวันๆ กลับกันถ้าเราเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้ยังสามารถ
เลือกที่จะมีที่ยืน หรือมีสถานภาพในสังคมได้ต่อไป ยังมีความภาคภูมิใจในตัวเอง มีศักดิ์ศรี มีงานให้ทำ และมีรายได้เล็กๆน้อยๆเอาไว้ควักกระเป๋าแจกให้ลูกหลาน เขาก็จะไม่รู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว หรือไร้ค่า”
เช่นเดียวกับกรณี คนวัยเกษียณบางคนที่ยังมีสุขภาพดีบ้าง เจ็บป่วยบ้าง แต่ยังคงมีใจรักที่จะทำงาน หากภาครัฐยังต้องการรักษาทรัพยากรบุคคล ซึ่งมีประสบการณ์ความสามารถเหล่านี้ไว้ในระบบ ก็ควรต้องออกแบบให้เขาสามารถเลือกทำงานแบบพาร์ตไทม์ หรือทำงานเพียงครึ่งวัน แล้วเอาเวลาที่เหลือไปดูแลสุขภาพตัวเอง การเปิดช่องทางไว้เช่นนี้ ถือว่าเป็นอีกวิธีที่จะช่วยรักษาทรัพยากรบุคคลไว้ได้
อย่างไรก็ตาม แม้ 2 แนวคิดข้างต้น นับเป็นสิ่งที่ดี แต่ ดร.เมธาวุฒิ ติงไว้ว่า หากวิธีดำเนินการไม่ดีพอ ก็อาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้เช่นกัน
เขายกตัวอย่าง ทุกวันนี้อาจารย์มหาวิทยาลัย ข้าราชการตุลาการ และอัยการ ไม่ค่อยเป็นปัญหา เพราะถือเป็นสาขาที่ขาดแคลนบุคลากร จึง เปิดโอกาสให้มีการต่ออายุราชการไปจนถึง 65 และ 70 ปี
แต่สำหรับข้าราชการสังกัดอื่น ปัญหาอยู่ที่ หากจะใช้วิธีประเมินว่า ใครบ้างที่สมควรได้รับการต่ออายุเกษียณราชการออกไปจนถึง 65 ปี เขาเห็นว่า ในทางปฏิบัติ ในวงราชการ มักจะเห็นแก่พรรคพวก หรือเพื่อนพ้อง หรือไม่ก็ไม่มีใครต้องการจะสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น ด้วยการไปตัดโอกาสของเพื่อนร่วมงานคนอื่น
“ถ้าให้ใช้การประเมินเพื่อนพ้องน้องพี่กัน ถึงเวลาก็จะไม่กล้าประเมินกัน หรือไม่ก็อาจจะเลือกที่รักมักที่ชัง เลือกประเมินเอาไว้แต่เฉพาะคนที่เป็นพรรคพวกของตัวเอง เมื่อผู้ถูกประเมินเห็นว่า ตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ในที่สุดก็จะเกิดการฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลปกครองตามมาเป็นจำนวนมาก”
...
“ครั้นจะให้ข้าราชการทุกคนที่ครบ 60 ได้รับการต่ออายุเกษียณไปจนถึง 65 ปีเหมือนกันหมด วิธีนี้ก็เหมือนดาบสองคม คือ ถ้าได้คนดีก็ดีไป แต่ถ้าได้คนไม่ดีติดเข้าไปเยอะๆ มันก็เหมือนเป็นเนื้อร้ายในระบบ”
“ประการสุดท้าย ผมมองว่า การจะต่อขยายอายุราชการออกไปเป็น 65 ปีนั้น ควรต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของผู้ที่จะได้รับการต่อเกษียณ กับประเภทของงานด้วย เช่น ไม่ควรเอาจ่าแก่ๆไปไว้ในส่วนงานที่ต้องให้ไปวิ่งไล่จับโจรผู้ร้าย หรือเอาวิศวกรวัย 60 กว่า ลงไปตรากตรำกับงานภาคสนามในเหมือง แต่ต้องหารูปแบบงานที่เหมาะสมเตรียมรองรับไว้ด้วย”
ธงชัย อัครธรรมบดี ปลัดอำเภอคลองหลวง จ.ปทุมธานี ร่วมแสดงทรรศนะอีกคนว่า ในภาพกว้างเขาเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะนอกจากช่วยประหยัดเงินงบประมาณของรัฐ ยังช่วยให้รัฐได้เนื้องานอีกด้วย
“โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าการจะต่ออายุเกษียณราชการออกไปเป็น 65 ปี ควรใช้บุคคลภายนอกมาร่วมประเมินเพื่อเลือกคนที่มีคุณภาพจริงๆ ไม่ใช่ใช้ระบบอุปถัมภ์ ยิ่งถ้าเป็นตำแหน่งสูงๆ เช่น จะต่ออายุราชการให้นายอำเภอ อาจต้องเชิญสื่อมวลชน ชาวบ้านในพื้นที่ นายก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้แทนเกษตรกร ซึ่งเคยได้สัมผัส หรือร่วมงานกับนายอำเภอท่านนั้น มาร่วมกันประเมินด้วย เป็นต้น”
นอกจากนี้ ปลัดธงชัยยังเห็นว่า ควรให้นายอำเภอผู้ซึ่งได้รับการต่ออายุไปเกษียณที่ 65 ปี นั่งในตำแหน่งพิเศษ เช่น เป็นนายอำเภอผู้ทรงคุณวุฒิ ทำหน้าที่คล้ายพี่เลี้ยง ช่วยแบ่งเบาภาระของนายอำเภอตัวจริงที่ยังอายุไม่ถึง 60 ปี ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ข้าราชการด้วยกันเกิดความรู้สึกว่า ถูกกั๊ก หรือปิดกั้นโอกาสที่จะก้าวหน้า
“คือ ควรอยู่ในสถานะเสมือนผู้ช่วยนายอำเภอตัวจริง แบ่งเบาภาระงานธุรการประจำของนายอำเภอตัวจริงมากกว่า ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหา วิธีนี้ไปกั๊กตำแหน่งไม่ให้ผู้อื่นเติบโต” ปลัดธงชัยทิ้งท้าย.
...