ภูเก็ต
ภูเก็ตคราสเข้าที่แรกเห็นกันทั้งเกาะ ขณะที่ จ.อุดรฯ มรภ.อุดรธานี จัดกิจกรรมวิชาการ ส่วนที่กำแพงเพชร ชาวบ้านจุดสะโป๊กไล่ราหู...
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.ภูเก็ต เมื่อเวลา 13.50 น.วันที่ 15 ม.ค.ได้เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา โดยภูเก็ตเป็นจังหวัดแรกของประเทศ ที่สามารถมองเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยมีท้องฟ้าแจ่มใส แม้ว่าจะมีเมฆบังเป็นระยะๆ ก็ตาม แต่สามารถมองเห็นได้จากการใช้แผ่นฟิล์มเอกซเรย์-แผ่นซีดี หรือแว่นตาสำหรับดูพระอาทิตย์ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ทุกจุดรอบเกาะภูเก็ต
นายศักดิ์ชาย เพชรช่วย หัวหน้าสาขาวิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวว่า ได้จัดอุปกรณ์ เพื่อดูปรากฏการณ์สุริยุปราคามีทั้งกล้องดูดาว แว่นตาสำหรับดูพระอาทิตย์ แผ่นฟิล์มเอกซเรย์ แผ่นซีดี เตรียมไว้ให้นักศึกษาและประชาชนที่สนใจไว้ที่บริเวณด้านหน้าอาคารวิทยาศาสตร์ โดยในระยะเริ่มแรกสามารถมองเห็นปรากฏการณ์บดบังพื้นที่ดวงอาทิตย์ประมาณ 10% และมีเมฆออกมาบดบังเป็นระยะ 
ภูเก็ต
ปรากฏการณ์ดังกล่าว ดวงอาทิตย์จะถูกบังเต็มที่และสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน 46% หรือที่เวลา 15.27 น. โดยจะไปสิ้นสุดในเวลา 16.48 น. ทั้งนี้ นอกจากนักศึกษาของ มรภ.ภูเก็ต ที่สนใจร่วมชมปรากฏการณ์สุริยปราคาแล้ว ยังมีนักเรียนจากโรงเรียนเทศบาลพิบูลย์สวัสดี อ.เมืองภูเก็ต ร่วมชมด้วยเป็นจำนวนมาก โดยทุกคนต่างให้ความสนใจ และใช้อุปกรณ์ที่สาขาวิชาฟิสิกส์เตรียมไว้ให้ในการชมอย่างคึกคัก 

หนองบัวลำภู
ส่วนความตื่นตัวในการดูปรากฏการณ์สุริยุปราคาใน จ.หนองบัวลำภู ชาวบ้านให้ความสนใจออกมาดูปรากฏการณ์ดังกล่าวกันเป็นจำนวนมาก ส่วนมากพากันดูที่บ้านของตนเอง โดยหาวัสดุที่พอจะหาได้ เช่น แว่นตาที่ใช้สำหรับการเชื่อมเหล็กขนาดมืดที่สุด นำมาซ้อนกันหลายชั้น ฟิล์มถ่ายภาพ หรือฟิล์มเอกซเรย์ โดยเริ่มเห็นเงาดวงจันทร์ไปบดบังดวงอาทิตย์ทีละนิด ตั้งแต่เวลาประมาณ 14.00 น. จนกระทั่งบดบังมากที่สุดเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. และคลายตัวในที่สุด 

สตูล
ที่ จ.สตูล มีประชาชนต่างออกมาดูสุริยุปราคาตามท้องถนนกันอย่างคึกคัก ขณะที่ตามโรงเรียนต่างๆ หลายแห่ง ครูได้นำนักเรียนออกมาดูบริเวณลานหน้าโรงเรียน เช่น ที่ ร.ร.เทศบาล 1 วัดสตูลสันตยาราม หรือวัดป่าช้าไทย ในเขตเทศบาลเมืองสตูล ครูได้นำนักเรียนออกมาเข้าแถวดู สุริยุปราคา ที่บริเวณลานหน้าโรงเรียน โดยมองผ่านทางฟิล์มเอกซเรย์ นักเรียนต่างให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก ส่วน ร.ร.เทศบาล 4 บ้านหัวทาง เขตเทศบาลเมืองสตูล จ.สตูล ทางโรงเรียนได้นำกล้องโทรทัศน์ ออกมาตั้งหน้าโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนได้ดูปรากฏการณ์สุริยุปราคา
ส่วนที่ลานน้ำพุ สนามทุ่งศรีเมือง เทศบาลนครอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ร่วมกับเทศบาลนครอุดรธานี ได้ร่วมกันจัดเวที “ชมปรากฏการณ์สุริยุปราคา เหนือฟ้าอุดรธานี” โดยมีการบรรยายทางวิชาการ ให้ความรู้ในเรื่องการเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ มีการนำกล้องดูดาวขนาดใหญ่มาตั้งให้ได้ชม และมีการประดิษฐ์กล้องรูเข็ม เพื่อชมปรากฎการณ์ พร้อมกับแจกแว่นดูสุริยุปราคา ให้กับนักเรียนที่มาร่วมกิจกรรม 
อุดรธานี
นายสุวิทย์ นามมหาจักร รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าวถึงปรากฏการณ์เกิดสุริยุปราคาครั้งนี้ ว่า ไม่ปรากฏให้เห็นบ่อยนัก ทำให้การเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเป็นเหตุการณ์ที่มีคนสนใจศึกษา และร่วมชมเป็นจำนวนมากโดยการเกิดสุริยุปราคาในครั้งนี้ เป็นแบบวงแหวนที่สามารถเห็นได้ ในประเทศไทยที่จะเห็นปรากฏการณ์เป็นบางส่วน โดยประเทศไทยตอนบนจะเห็นเงาของดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์มากที่สุด
ส่วนบรรยากาศ การชมสุริยุปราคาที่ จ.อุดรธานี สัมผัสแรกจะเกิดขึ้นในเวลา 14.08 น. เรื่อยไปจนถึงเวลา 17.02 น. สำหรับการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาในปี 2553 จะเกิดขึ้นครั้งนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น หลังจากเมื่อปี 2552 เกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 26 ม.ค. และ 22 ก.ค. โดยครั้งต่อไปที่จะได้ชมปรากฏการณ์นี้ จะเกิดขึ้นในปี 2555 และในประเทศไทยจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงอีกครั้งในอีก 60 ปีข้างหน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อเวลาประมาณ 13.50.00 น. เป็นเวลาเกิดสุริยุปราคาที่ จ.กำแพงเพชร บนท้องฟ้าปลอดโปร่ง ทำให้มองเห็นการเกิดสุริยุปราคาอย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มเกิดจนสิ้นสุดการคราส ที่บ้านใหม่สุวรรณภูมิ หมู่ที่ 5 ต.ท่าขุนราม อ.เมือง นายประจวบ ชมพู นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าขุนราม และชาวบ้าน ร่วมกันจุดสะโป๊ก ตามความเชื่อที่ว่า เมื่อเกิดเหตุพระราหูอมพระจันทร์ หรือ อมพระอาทิตย์ จะต้องทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้มีเสียงดังให้มากที่สุด เช่น การยิงปืน การเคาะต้นไม้ และการจุดสะโป๊ก เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ออกไป หรือให้พระราหูคายพระจันทร์และพระอาทิตย์ออกจากปาก ชาวบ้านบางรายมีความเชื่ออีกว่า หากเคาะต้นไม้และพูดตามด้วยคำว่า ดกๆๆๆๆๆ หลายๆ ครั้งติดต่อกันขณะเคาะ จะทำให้พืชผลที่ปลูก ออกลูกดก มีผลผลิตมากขึ้น
ทั้งนี้ สะโป๊กเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้านล้านนา ทำได้ง่าย เกิดเสียงดังและไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด ทำมาจากปล้องไม้ไผ่ลำหนาประมาณ 1-2 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 5 - 6 นิ้ว ยาวประมาณ 1 - 1.20 เมตร หรือความยาวประมาณ 4-5 ปล้อง ใช้ชะแลง กระทุ้งปล้องไม้ไผ่ให้ทะลุทั้งหมด ยกเว้นปล้องที่อยู่ล่างสุด สำหรับใส่น้ำมันเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันเบนซิน หรือ แก๊สก้อน จากนั้นใช้สิ่ว เจาะรูที่ปล้องสุดท้ายเหนือข้อขึ้นไปประมาณ 3 นิ้ว ให้รูกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร เพื่อใช้เป็นช่องใส่เชื้อเพลิงและเป็นช่องสำหรับจุดไฟ เวลาเล่น จะวางสะโป๊กให้ตั้งเอียงกับพื้นประมาณ 45 - 60 องศา ใช้แก๊สก้อนประมาณหัวแม่มือใส่น้ำลงไปเล็กน้อยเพื่อให้แก๊สละลาย จากนั้นเอาไฟจุดที่รูด้านข้าง เมื่อน้ำหรือน้ำมันติดไฟ จะเกิดเสียงระเบิด เวลาจุดไฟจึงควรต่อก้านไฟชนวนให้ยาวโดยใช้เทียนพันกับก้านไม้ไผ่ให้แน่นหนา เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากสะโป๊กแตกเมื่อจุดเชื้อเพลิงจะทำให้เกิดแรง อัดทำให้สะโป๊กเกิดเสียงดังมาก เสียงดังจากสะโป๊กชาวบ้านเชื่อว่าจะเป็นการขับไล่สิ่งชั่วร้าย โดยเฉพาะเวลาที่พระราหูอมพระจันทร์ หรือพระอาทิตย์ เสียงดังจะทำให้พระราหูคายพระจันทร์ หรือพระอาทิตย์ออกนั่นเอง.
15 ม.ค. 2553 19:28 น.
ทั่วไทยตื่นเต้นแห่ชม 'สุริยุปราคา'
...
...