2 ผู้ต้องหาอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้ายื่นคำให้การกับพนักงานสอบสวนเพิ่ม หลังถูกดำเนินคดีเปิดเวทีเสวนา "มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร" ยันการเสวนาไม่มีข้อความปลุกปั่นยุยง และเป็นเสรีภาพด้านวิชาการ...
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 ธ.ค.58 ที่ สภ.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ ได้มี นายอรรถจักร สัตยานุรักษ์ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ และนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มช. ได้เดินทางมาพบกับ พ.ต.อ.ประยูร กาศทิพย์ พงส.ผทค.สภ.ช้างเผือก เพื่อยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร ที่ให้การปฏิเสธและขอให้พนักงานสอบสวนสอบสวนพยานเพิ่มเติม จำนวน 4 ปาก ภายใน 30 วัน หลังจากที่ได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนพร้อมกับ 6 นักวิชาการที่ร่วมกันจัดเสวนาและแสดงความเห็นทางการเมืองเรื่องมหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ และได้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวนในข้อหามั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป อันเป็นการฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยให้ไปรายงานตัวเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา
...
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ยื่นแถลงการณ์แล้ว นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มช. ได้ออกมายืนอ่านแถลงการณ์ของผู้ต้องหาคดี "มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร" ที่ริมถนนด้านหน้า สภ.ช้างเผือก ไปถึงผู้เกี่ยวข้องจำนวน 5 ข้อ โดยมีใจความสรุปได้ว่า การมารวมตัวของนักวิชาการ ทั้ง 6 คนที่มาร่วมเสวนาในวันนั้น ถือว่าเป็นเสรีภาพทางปัญญาของระบบการศึกษา ไม่ใช่ความตั้งใจที่จะมารวมและร่วมกันออกแถลงการณ์เป็นการเฉพาะเจาะจงต่อรัฐบาลแต่อย่างใด โดยในวันจัดเสวนาดังกล่าวมีการเชิญสื่อมวลชนเข้าไปร่วมทำข่าวด้วย และจากแถลงการณ์ในวันนั้นไม่มีถ้อยคำหรือข้อความที่มองว่าเป็นการปลุกปั่นยุยง หรือกล่าวร้าย และถือว่าเป็นเสรีภาพความคิดเห็นทางวิชาการ จึงขอแถลงการณ์ว่า เครือข่ายอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองไว้
อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ได้สรุปในตอนท้ายว่า การกระทำของข้าพเจ้าทั้ง 2 เป็นการแสดงออกทางเสรีภาพทางวิชาการอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม เป็นการกระทำที่เป็นไปตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ และเป็นการแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต อันเป็นการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย
หลังจากที่อ่านแถลงการณ์เสร็จ อาจารย์ทั้ง 2 คน ก็ได้แยกย้ายกันกลับ โดยมีเพื่อนนักวิชาการนักศึกษาจำนวนหนึ่งมาให้กำลังใจ โดยมีตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบและทหารมาดูแลอย่างใกล้ชิด