ทหารโพสต์เฟซฯ ปัด ไม่ได้ต่อย ตร. แต่ยอมรับไม่พอใจ เนื่องจาก ตร.คนดังกล่าว มีการโต้เถียงใช้คำหยาบกับแฟนสาวตน ขณะที่ศีรษะแตก เพราะยื้อยุดฉุดกระชากกันลงจากรถแล้วพลาดไปกระแทกขอบประตู จึงต้องร้องขอความเป็นธรรม

วันที่ 9 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊ก ที่อ้างว่า เป็นของ พ.อ.ท.กัมปนาท จันทรเดชาคล ซึ่งมีกรณีทำร้ายร่างกาย รองสารวัตรงานตรวจพิสูจน์ผู้ขับขี่ กก.5 บก.จร. พร้อมพวก ที่ตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ หน้า ม.ราชภัฏพระนคร บางเขน เมื่อคืนที่ผ่านมา ได้เล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าวโดยยืนยันว่า ไม่ได้มีการต่อยที่ใบหน้า 2-3 ครั้ง จนมีบาดแผล เลือดอาบ แต่ที่ปรากฏในภาพ อ้างว่า เพราะศีรษะ ตร. คนดังกล่าวไปกระแทกกับขอบประตูรถแทน ขณะที่ ร.ต.ท. ใช้วาจาและแสดงพฤติกรรมไม่สุภาพกับแฟนสาวก่อน 

สวัสดีครับ กระผม พ.อ.ท. กัมปนาท จันทรเดชาคล ซึ่งเป็นบุคคลที่ตามข่าวที่ถูกกล่าวหา https://facebook.com/permalink.php?story_fbid=850672078364377&id=453355231429399&substory_index=0&__mref=message โดยการที่ข่าวได้ถูกออกไปตามสื่อต่างๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงไปมาก ทำให้กระผมต้องตกเป็นจำเลยของสังคม และทำให้กองทัพต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอันมาก ดังนั้นกระผมจึงขอออกมาชี้แจงความจริง และปกป้องชื่อเสียงในฝั่งของกระผมบ้าง ดังนี้ครับ ในวันดังกล่าวกระผมได้ขับรถเพื่อที่จะกลับบ้านย่านดอนเมือง โดยก่อนหน้านั้นกระผมได้ไปทานข้าวกับแฟนสาวย่านรามอินทรา โดยกระผมได้ดื่มเบียร์ไป 1 ขวด และได้เลิกดื่มไปสักพักก่อนที่จะขับรถออกมา (ผลแอลกฮอลล์ 48 มิลลิกรัม กฎหมายไม่ให้เกิน 50) โดยที่กระผมได้มีอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากตื่นเช้าเพื่อไปทำงานในทุกๆ วัน จึงได้คุยกับแฟนสาวว่าจะไปนอนพักในโรงแรมที่ ม.ราชภัฏพระนคร ซึ่งกระผมได้ขับรถมาเกือบถึง ม.ราชภัฏฯ ได้เห็นด่านตรวจที่ตั้งอยู่หน้า ม. โดยได้ตั้งอยู่บริเวณประตูทางออก (ประตูทางออกในขณะนั้นปิด) ซึ่งประตูทางเข้านั้นจะถึงก่อน จากนั้นกระผมได้ขับรถเข้าไปทางประตูทางเข้าซึ่งได้เห็น จนท.ตร. 2 นายยืนอยู่ และได้ทำการขอตรวจค้น ซึ่งกระผมก็ยินยอมให้ตรวจค้นแต่โดยดี พร้อมทั้งแสดงบัตรข้าราชการให้ทราบ โดยกริยาและคำพูดของกระผมสุภาพ ไมได้เบ่งแต่อย่างใด ซึ่ง จนท.ตร. ก็ได้ปล่อยให้กระผมขับรถเข้ามาภายใน ม. จากนั้นกระผมจึงได้ทำการเช็กราคาที่พักของโรงแรมดังกล่าว ปรากฏว่ามีราคาที่ค่อนข้างสูง ซึ่งกระผมได้ไตร่ตรองดูว่าไม่คุ้มกับที่จะพักแค่ไม่กี่ ชม. กระผมจึงได้คุยกับแฟนสาวว่าจะขับรถกลับไปนอนที่บ้านย่านดอนเมืองโดยจะขอจอดพักในบริเวณ ม. เพื่อดื่มน้ำ และสูบบุหรี่ให้หายอ่อนเพลียก่อน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที

...

จากนั้นกระผมจึงได้ขับรถออกไปทางหน้า ม. โดยเป็นทางเดียวกับทางเข้า ซึ่งกระผมได้ขับรถช้ามากเพราะในบริเวณ ม. ค่อนข้างมืดและใกล้ถึงทางออก ในระหว่างนั้นกระผมได้เห็น จ.ส.ต.นิยม สุขเกตุ ทำการโบกรถให้กระผมจอด โดยกระผมได้เห็น และกำลังจะจอดรถ จากนั้นกระผมได้ยินเสียงทุบรถของกระผมอย่างแรงและหลายครั้งมาก พร้อมกับตะโกนบอกให้หยุดรถ กระผมจึงได้ทำการหยุดรถกะทันหันเนื่องจากตกใจคิดว่าจะขับรถชนอะไร ซึ่งภายหลังทราบชื่อคือ ร.ต.ท.สมคิด พิมพ์เงิน ซึ่งเป็นคู่กรณีของกระผม โดยหลังจากที่จอดรถ ร.ต.ท.สมคิด ได้เปิดประตูรถ และได้ให้แฟนสาวของกระผมลงจากรถ โดยใช้น้ำเสียงและกริยาที่ไม่สุภาพตั้งแต่แรก ซึ่งแฟนสาวของกระผมก็ได้ลงจากรถ และ ร.ต.ท.สมคิด ได้เข้ามานั่งทางฝั่งผู้โดยสารแทน ซึ่งกระผมได้สอบถามว่าทำไมต้องทุบรถแรงขนาดนั้น พร้อมทั้งได้แสดงตัวว่าเป็นทหาร แต่ ร.ต.ท.สมคิด ได้ใช้น้ำเสียงและประพฤติกริยาที่ไม่สุภาพกับกระผม โดยได้กล่าวหาว่ากระผมมีพิรุธ และจะขับรถหลบหนีเพื่อไม่ให้ตรวจค้น ซึ่งกระผมได้อธิบายเรื่องราวแต่ต้นให้ฟัง และได้บอกให้ตรวจค้นรถได้ตามสบาย แต่ทาง ร.ต.ท.สมคิด ไม่ฟังเหตุผลใดๆ และได้นั่งอยู่ในรถของกระผมตลอดเวลา โดยที่ไม่ได้ทำการตรวจค้นแต่อย่างใด ซึ่งหลังจากนั้น กระผม และ ร.ต.ท.สมคิด จึงได้เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงถึงขั้นใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมกันทั้งสองฝ่าย (เนื่องจากกระผมไม่เข้าใจในพฤติกรรมของ ร.ต.ท.สมคิด ว่าทำไมไม่วิทยุให้ด่านที่อยู่บริเวณหน้า ม. ตรวจ แต่ทำไมต้องมาให้หยุด และลงจากรถในที่ที่เป็นที่มืด) ซึ่งทาง จ.ส.ต.นิยม เห็นท่าไม่ดี จึงได้กันตัวกระผมออกไปให้ห่างจากรถ และ ร.ต.ท.สมคิด โดยที่กระผมได้ดึงกุญแจรถมาเก็บไว้ที่ตัวกระผม เพื่อแสดงว่าบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้คิดจะหลบหนีแต่อย่างใด โดยตลอดเวลาผมได้พูดย้ำกับ ร.ต.ท.สมคิด ว่าให้ตรวจค้นได้ตามสบาย ถ้าตรวจค้นเสร็จแล้วหรือไม่ได้ทำการตรวจค้นให้ลุกออกมาจากรถของกระผมด้วย โดยที่กระผมได้ขอร้องทาง ร.ต.ท.สมคิด ในเรื่องดังกล่าว ไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง เนื่องจากกระผมต้องการที่จะปกป้องในทรัพย์สินของกระผมจากข้อหาที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ (ยัดยาเสพติด) ซึ่งจากเหตุการณ์ และอารมณ์ของทั้งสองฝ่ายในตอนนั้น กระผมจำต้องกระทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปกป้องฝ่ายกระผมจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

โดยที่กระผมในขณะนั้นได้พูดคุยอยู่กับ จ.ส.ต.นิยม ที่ดึงกระผมออกมาจากเหตุการณ์นั้น โดยไม่ได้โต้เถียงกันตามที่ข่าวเสนอไป และกระผมได้อยู่ห่างจากตัวรถประมาณ 10-20 เมตร โดยที่ จ.ส.ต.นิยม ได้เข้าไปพูดคุยกับทาง ร.ต.ท.สมคิด ว่าให้สงบสติอารมณ์เช่นกัน ซึ่งในขณะนั้นแฟนสาวของกระผมได้เข้ามานั่งอยู่ในฝั่งคนขับของรถ และได้ยิน ร.ต.ท.สมคิด กล่าวว่า "กราบตีนกูถึงจะจบ" โดยที่กระผมก็ได้ยินเช่นกันแต่ไม่ชัด เนื่องจากอยู่ห่างจากรถพอสมควร ซึ่งกระผมไม่ได้ถือสาอะไรเนื่องจากเข้าใจว่าเป็นอารมณ์โกรธของทั้งสองฝ่าย หลังจากนั้นแฟนสาวของผมก็ได้พูดคุยกับทาง ร.ต.ท.สมคิด ว่าให้ใจเย็นๆ และคุยกันด้วยเหตุผล ด้วยวาจาและกริยาที่สุภาพ แต่ทาง ร.ต.ท.สมคิด ได้กล่าวตอบกลับไปด้วยวาจาและกริยาที่ไม่สุภาพ (ขึ้น กู มึง) กระผมได้ยินดังนั้นเลยได้เข้าไปตักเตือนและต่อว่า ว่าทำไมถึงใช้วาจากับผู้หญิง และที่เป็นประชาชนด้วยวาจาที่ไม่สุภาพ โดยหลังจากนั้นกระผมได้ถอยห่างออกไปจากรถเพื่อสังเกตการณ์ แต่ทาง ร.ต.ท.สมคิด กลับไม่สนใจ และได้โต้เถียงกับแฟนสาวของกระผมต่อด้วยวาจาที่ไม่สุภาพเช่นเดิม กระผมได้ยินอีกครั้งจึงได้เข้ามาตักเตือน ร.ต.ท.สมคิด อีกครั้ง และได้ถอยออกมาจากรถเพื่อสังเกตการณ์เช่นเดิม ซึ่งหลังจากนั้นทาง ร.ต.ท.สมคิด ก็ยังใช้วาจาและกริยาที่ไม่สุภาพเช่นเดิม และมีท่าทีที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

กระผมได้ยินดังนั้นจึงบันดาลโทสะ และได้ตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อ ร.ต.ท.สมคิด โดยเจตนาคือให้ออกมาจากรถของกระผม และให้เลิกโต้เถียงกับแฟนสาวของกระผม ซึ่ง ร.ต.ท.สมคิด ก็ไม่ได้ยินยอมที่จะออกมาจากรถโดยง่าย จึงเกิดการฉุดกระชากกันขึ้น โดยระหว่างฉุดกระชากกัน ศีรษะของ ร.ต.ท.สมคิด ได้ไปกระแทกกับเพดานขอบรถด้านในหรือมือจับบนเพดานของฝั่งผู้โดยสารตอนหน้า เป็นเหตุทำให้ศีรษะของ ร.ต.ท.สมคิด แตก (ซึ่งหลังจากนั้นกระผมได้ทราบว่าเป็นแผลแตกเนื่องจากกระแทกของแข็ง ไม่ถึงกับขั้นเย็บแผลแต่อย่างใด) กระผมและ ร.ต.ท.สมคิด เมื่อได้เห็นเลือดไหล ทาง ร.ต.ท.สมคิด ก็ได้ลุกออกมาจากรถ และกระผมก็ได้ปล่อยมือออกจากคอเสื้อ โดยที่ไม่ได้ทำการชกต่อยไปที่ใบหน้าหรือศีรษะเป็นจำนวน 2-3 ครั้ง ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด หลังจากนั้นทาง ร.ต.ท.สมคิด จึงได้วิทยุไปตาม จนท.ตร. คนอื่นในด่านให้มาช่วยดู ซึ่งกระผมก็ได้ยืนอยู่ในบริเวณนั้น และไม่ได้คิดที่จะหลบหนีหรือทำการต่อสู้แต่อย่างใด ซึ่งเมื่อทาง จนท.ตร. คนอื่นๆ มาถึง กระผมก็ได้แสดงตัวว่าเป็นทหาร และไม่ได้ทำการขัดขืนหรือต่อสู้แต่อย่างใด แต่ทาง จนท.ตร. ไม่ฟังและได้ทำการกดกระผมลงไปบนพื้น และทำการใส่กุญแจมือ ประหนึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์ และหลังจากนั้นกระผมได้พยายามที่จะขอโทษและไกล่เกลี่ยกับทาง ร.ต.ท.สมคิด แล้ว แต่อีกฝ่ายปฏิเสธที่จะไกล่เกลี่ยด้วย หลังจากนั้นจึงได้มีข่าวปรากฏในสื่อช่องทางต่างๆ

...

ซึ่งกระผมได้ตกเป็นจำเลยของสังคมซึ่งกระผมทนได้ และสิ่งที่ยอมไม่ได้คือกองทัพต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเพราะกระผม ดังนั้นกระผมจึงขอออกมาชี้แจงความจริงของทางฝั่งกระผมว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร
http://www.js100.com/en/site/news/view/18866 อันนี้เป็นข่าวจาก จส.100 ซึ่งเขียนเหมือนกับเพจด้านบนที่กระผมได้โพสต์ไว้ แต่ได้มีคำเปิดเผยจาก ร.ต.ท.สมคิด ว่ากระผมขับรถเร็วมาก ซึ่งความจริงกระผมได้ขับช้ามาก เนื่องจากมืดและอยู่ใกล้กับประตูทางออกของ ม.ราชภัฏพระนคร แล้ว และได้กล่าวว่าได้พยายามให้ผู้ที่ถูกเรียกใจเย็นและค่อยๆ พูดจากัน ซึ่งในขณะนั้น ร.ต.ท.สมคิด ไม่ได้มีพฤติกรรม และวาจาที่ใจเย็น และค่อยๆ พูดจากันเลย

ขอแสดงความนับถือครับ

พ.อ.ท.กัมปนาท จันทรเดชาคล

ล่าสุดเพจดังกล่าวได้ปิดตัวไปแล้ว...