ลาออกจากตำรวจแล้ว “พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์” อดีตหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์ โรฮีนจาให้เหตุผลไม่อยากเอาชีวิตไปทิ้งเหมือน “จ่าเพียร” วีรบุรุษแห่งบันนังสตา ครอบครัวเป็นห่วงเกรงว่าอาจจะมีการล้างแค้น แม้พยายามให้ “บิ๊กแป๊ะ” ผบ.ตร. ทบทวนคำสั่งแต่ไม่เป็นผล หลังถูกโยกย้ายจากรอง ผบช.ภ.8 ไปประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ด้านรองโฆษก ตร.เผยจะให้ลาออกหรือไม่อยู่ที่ดุลพินิจ ผบช.ศชต.

วงการสีกากีขาดตำรวจระดับนายพลฝีมือดีไปอีกคน เมื่อ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รรท.รอง ผบช.ศชต. (ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้) ประกาศลาออกจากข้าราชการตำรวจ จากปมถูกโยกย้ายจาก รอง ผบช.ภ.8 ไปเป็น รรท.รอง ผบช.ศชต. ภายหลังทำหน้าที่หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮีนจา แม้พยายามขอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาทบทวนแต่ไม่เป็นผล เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ย. พล.ต.ต.ปวีณ กล่าวว่า ได้ยื่นจดหมายลาออกจากตำรวจ ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา รอเพียงผู้บังคับบัญชาเซ็นเอกสารเนื่องจากครอบครัวรู้สึกเป็นห่วงและไม่สบายใจที่ต้องลงไปรับราชการ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ท่ามกลางบุคคลผู้ไม่ประสงค์ดี อีกทั้งผู้มีอิทธิพลในพื้นที่

“ตลอดชีวิตข้าราชการตำรวจไม่เคยทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ การที่ถูกย้ายลงไปเป็นรองผู้บัญชาการ ขณะเหลืออายุราชการ 3 ปี จึงคิดว่าไม่น่าจะทำประโยชน์อะไรได้ ก่อนหน้านี้ ตนเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายค้ามนุษย์โรฮีนจา ศัตรูจึงมีอยู่รอบตัว ครอบครัวรู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัย เกรงว่าอาจจะมีการล้างแค้น การลาออกจากราชการจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด”

...


อดีตหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีโรฮีนจา กล่าวอีกว่าไม่รู้สึกน้อยใจ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่ไม่ทบทวนการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ เชื่อว่าท่านน่าจะมีเหตุผลที่ดี ตลอดชีวิตการเป็นตำรวจได้ตั้งใจทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประโยชน์ของประชาชน เมื่อทุกอย่างเดินมาถึงจุดเปลี่ยนคงต้องเลือกทางเดินใหม่ เพื่อรักษาชีวิตและครอบครัวไว้ ตนรักอาชีพตำรวจมาก เป็นแค่ลูกชาวบ้านธรรมดาๆ เรียนจบโรงเรียนนายร้อย จปร. ได้เป็นตำรวจ มีตำแหน่งถึงรองผู้บัญชาการ ได้สร้างความภาคภูมิใจให้ตนและครอบครัว หากถามว่าเสียใจไหมที่ต้องลาออก ขอตอบว่า “เสียใจมาก”

รรท. รอง ผบช.ศชต.กล่าวต่ออีกว่า ส่วนที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมต้องกลัวการไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทั้งๆที่เป็นตำรวจยศนายพล “ทำไมต้องกลัวโจรผู้ร้าย” อยากจะอธิบายว่า ไม่ได้กลัวโจรผู้ร้าย ก่อนที่จะทำคดีค้ามนุษย์โรฮีนจาเคยขออาสาไปทำงานที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วยซ้ำ แต่เมื่อได้มาทำคดีนี้ มีการจับผู้ต้องหาที่เป็นทหาร ซึ่งมีเครือข่ายพรรคพวกเต็มพื้นที่ การแก้แค้นจึงอาจเกิดขึ้นได้


“คิดไว้ตั้งแต่ต้นถ้าไม่มีการทบทวนคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายคงต้องลาออก ตนไม่อยากเอาชีวิตไปทิ้ง เหมือน พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา หรือจ่าเพียร วีรบุรุษแห่งบันนังสตา พ.ต.อ.สมเพียร ถือเป็นตำรวจที่เก่งมากและชำนาญในพื้นที่ สุดท้ายต้องมาตายก่อนเกษียณราชการ โดยท่านเคยขอย้ายออกจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยิ่งเป็นตนยิ่งเสี่ยงมาก ตนมีครอบครัวต้องรับผิดชอบ ขาดตนไปสักคนครอบครัวจะอยู่อย่างไร” พล.ต.ต.ปวีณ กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.กล่าวว่า พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รรท.รอง ผบช.ศชต.ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ กับ พล.ต.ท.เฉลิมพันธุ์ อจลบุญ ผบช.ศชต. เมื่อเย็นวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ส่วนการจะให้ออกหรือไม่ เป็นดุลพินิจอยู่ในอำนาจของ ผบช.ศชต.

ย้อนไปช่วงเดือน พ.ค. 58 ได้เกิดคดีค้ามนุษย์โรฮีนจาบนเทือกเขาแก้ว บ้านตะโละ หมู่ 8 ตำบลปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ. สงขลา มีการแต่งตั้ง พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รอง ผบช.ภ.8 เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน ร่วมกับพนักงานอัยการ ทำงานจนออกหมายจับผู้ต้องหาได้ 153 ราย จับกุมได้ 91 ราย ที่สำคัญผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับชุดสุดท้าย เป็นทหารถึง 4 นาย เข้ามอบตัว 1 ราย ส่วนอีก 3 ราย หลบหนี ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย พล.ต.ต.ปวีณ ให้ไปประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ทำให้ พล.ต.ต.ปวีณ รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม และไม่ปลอดภัย จึงขอความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชน เพื่อให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร. ทบทวนการแต่งตั้งโยกย้ายแต่ไม่เป็นผล โดยยืนยันการโยกย้ายครั้งนี้ เป็นเรื่องที่เหมาะสม เนื่องจาก พล.ต.ต.ปวีณ เป็นคนมีความสามารถอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้