“การ์ตูนไม่ได้เป็นแค่ลายเส้น แต่เป็นชีวิตของคุณพ่อเลย” เสียงยืนยันจากสุดรัก จรรยาวงษ์ ลูกสาวของราชาการ์ตูนไทย บนเวทีเสวนาเรื่อง “100 ปี ประยูร จรรยาวงษ์” ในห้องมีตติ้งรูม 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

เธอบอกว่า ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นการ์ตูนที่พ่อวาดแทบทุกวันตื่นขึ้นมาก็จะเห็นการ์ตูนวางอยู่บนโต๊ะทำงาน เพราะท่านเขียนไว้ตอนดึกๆ บางเช้า “เมื่อตื่นขึ้นมาก็ย่องเข้าไปดูในห้อง แอบดูว่าท่านเขียนอะไรไว้บนโต๊ะบ้าง ยังเคยแอบเติมลายเส้นเข้าไปบ้างนิดๆหน่อยๆ ก่อนที่ท่านจะเอาไปส่งตอนสายๆ”

การสร้างสรรค์ผลงาน “คุณพ่อเป็นคนทำงาน รักในสิ่งที่ท่านทำมาก ทุกวันจะเขียนการ์ตูน ไม่ใช่ว่าเขียนเพราะเป็นอาชีพ แต่เขียนเพราะว่า ถ้าไม่ได้เขียนเหมือนจะทานข้าวไม่ได้ ท่านวาดเร็วแต่คิดเยอะ แต่ละวันอ่านหนังสือพิมพ์เป็นตั้งๆ เพื่อศึกษาข้อมูล แล้วทำงานเร็วมาก”

การ์ตูนการเมือง “ท่านมีแนวคิดว่า เป็นภาพสะท้อนให้ผู้ปกครองประเทศในยุคนั้นๆ ทราบว่าประชาชนคิดอย่างไร ไม่ใช่ไปด่าเขาเสียๆ หายๆ เป็นการสะกิดว่า มีคนมองในแง่นี้อยู่ ประชาชนทั่วไปมีความรู้สึกอย่างไร เป็นการเตือน พ่อเพียงแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น”

เรื่องที่ให้ความสำคัญมากคือ “เรื่องปากท้อง ต้องการให้รู้ว่าประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างไรในยุคนั้นๆ เขาอยู่กันได้ไหม ค่าครองชีพสูงไหม กฎหมายมันดีไหม เอื้อประโยชน์ให้หรือว่ารังแกกัน ท่านพยายามเรียกร้องความเป็นธรรมในสังคม”

ปัจจุบันสุดรักมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ยังเป็นปัญหาแบบเดิมๆ ฝนแล้ง น้ำท่วม ท่อตัน ขยะเยอะ ควันพิษ ฉกชิงวิ่งราว ลักขโมย เรื่องที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ถ้าการเมืองเรียบร้อยปัญหาสังคมต่างๆก็จะไม่มาก ถ้าเศรษฐกิจดี การลักเล็กขโมยน้อยก็จะไม่เกิด

...

การ์ตูนของพ่อที่เธอชอบ “เมื่อก่อนสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์จะรวมการ์ตูนในอาทิตย์หนึ่งออกมาว่ามีอะไรบ้าง การ์ตูนเหล่านั้นเป็นการเขียนหยอกอย่างสนุกๆ”

นอกจากเขียนการ์ตูน ท่านยัง “ชอบปลูกต้นไม้และเลี้ยงสัตว์ เพราะในวัยเด็กท่านไม่ได้สบาย เคยสบายตอนเล็กๆนิดหน่อย ต่อมาไปอยู่กับคุณยาย ยายเลี้ยงตั้งแต่ 10 ขวบ เพราะธุรกิจครอบครัวท่านเจ๊งหมด ท่านโตบริเวณวัดส้มเกลี้ยงหรือราชาฯในปัจจุบัน เด็กๆใช้ชีวิตหาปลาตกกุ้ง ทำแบบชาวบ้าน ช่วยยายทำกับข้าวถวายพระทุกวัน ทำอย่างนี้จนจบมัธยม”

น่าแปลกที่ “ท่านไม่ได้เรียนวาดเขียนโดยตรง แต่เรียนสายวิทยาศาสตร์ ด้วยความขยันเรียนจนได้เรียนฟรี ท่านไม่ขาด ไม่สาย ป่วยอย่างไรก็กัดฟันไป ท่านมาเปลี่ยนตอนอยู่มัธยม เริ่มวาดรูปมากขึ้น ขยันเรียนหนังสือน้อยลง ท่านชอบการ์ตูนในหนังสือพิมพ์ ลงทุนเดินไปซื้อที่ตลาดนางเลิ้ง เอาค่าอาหารกลางวันไปซื้อกระดาษเอามาหัดวาดด้วยตนเอง จนมีฝีมือขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดได้มาจากความพากเพียร จนกระทั่งได้เข้าวงการหนังสือพิมพ์โดยการชักนำของครูอบ ไชยวสุ”

คำพูดของพ่อที่ย้ำเตือนอยู่บ่อยๆ คือ “ท่านพูดเสมอว่าเกิดมา ไม่เคยจน เรายังเล็กๆอยู่ก็ไม่เข้าใจ นึกว่าทำไมล่ะ ท่านบอกว่าอาหาร การกินอย่าเลือกมาก มีอะไรก็กินเข้าไป อย่าเรื่องมาก เราก็รู้ว่าเราไม่ร่ำรวย แต่สมัยเด็กๆเราก็อายนะที่พ่อขับรถเก่าๆพาไปส่งโรงเรียน ขณะที่เพื่อนๆมารถคันโก้ เด็กๆเราไม่เข้าใจ พอเข้าเขตโรงเรียนก็มุดหัวลงไปเพราะอาย พอโตขึ้นก็ไม่เห็นว่าจะน่าอายตรงไหน เดี๋ยวนี้เข้าใจคุณพ่อแล้วว่า สิ่งที่พยายามปลูกฝังให้เราก็คือเป็นคนที่มีความสุขกับชีวิต ใช้ชีวิตแบบธรรมดาๆก็สุขได้ ไม่ต้องหรูหรา แล้วค่อยมีความสุข ทุกวันนี้รถคันที่ใช้อยู่ใช้มา 20 ปีแล้ว กลายเป็นความภูมิใจไปแล้ว”

ชีวิตความเป็นอยู่สมัยนั้น “เราอยู่บ้านสวนฝั่งธน มีผลไม้มากมาย พ่อสอนให้เราเก็บไปขายที่ตลาด อายก็อายแต่ได้ตังค์ ท่านบอกว่า อาชีพสุจริตอายทำไม เราเก็บกล้วยไม้ไปขายที่สะพานหัน เดินไปจากท่าพระ ได้เงินมาก็ซื้อขนมกินก็มีความสุขแล้ว

บ้านนอกจากเต็มไปด้วยพืชผัก ยังเลี้ยงแพะไว้ 1 ตัว สุดรักมีหน้าที่หาหญ้ามาให้แพะ ส่วนแม่มีหน้าที่รีดนม โดยล้างขวดให้สะอาดแล้วรีดใส่ไว้ แม้จะไม่มีพื้นความรู้ในการรีดนมมาก่อน แต่สามารถทำได้ และมีความแม่นยำในการส่งนมแพะเข้าไปในขวดได้อย่างน่าทึ่ง

เรื่องการ์ตูนการเมือง ฉากหนึ่งของการเมืองไทย ในปี พ.ศ.2514 จอมพลถนอม กิตติขจร ได้รัฐประหารตัวเอง เสรีภาพของหนังสือพิมพ์ถูกจำกัด ประยูร จรรยาวงษ์ ได้แสดงทรรศนะผ่าน “ศุขเล็ก” ด้วยการเย็บปากไว้ เมื่อถูกสั่งห้ามไม่ให้เย็บปาก จึงวาดให้ “ศุขเล็ก” ไว้หนวดปิดรอยเย็บนั้น นับว่าเป็นการต่อสู้อย่างเฉียบคม และยังรักษา “อุดมการณ์” ของตนไว้ได้เป็นอย่างดี

ภัยจากการต่อสู้นี้ “แม่ถามพ่อว่า คุณเขาจะทำอะไรเราไหม พ่อบอกว่า ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่ให้ครอบครัวลำบากแน่นอน แต่พอเขียนแล้วก็ต้องมีกระทบแน่นอน อยู่ที่ว่าคนรับสารจะโกรธหรือเปล่า แต่ท่านบอกว่าเราไม่ว่าให้เจ็บแค้น แค่สะกิดเท่านั้น จึงรอดมาได้ ขณะที่นักหนังสือพิมพ์คนอื่นๆก็หายๆไปบ้าง พ่อก็ไม่ได้ให้ร้ายใคร ท่านมีอุดมการณ์ที่ชัดเจน เรารู้สึกว่าท่านมีหลักยึดที่ชัดเจนในการทำงาน และเป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเรียนรู้และซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว”

สำหรับรางวัลยิ่งใหญ่ของท่านคือ รางวัลชนะเลิศการประกวดการ์ตูนโลกที่อเมริกา จากผลงานชื่อ การทดลองระเบิดปรมาณูลูกสุดท้าย เมื่อ พ.ศ.2503 และรางวัลแม็กไซไซ เมื่อ พ.ศ.2514

“รางวัลแม็กไซไซ ท่านบอกว่า ไม่คิดว่าจะได้ เจ้าของรางวัลเขาประกาศว่า ท่านทำเพื่อประชาชน ให้ประชาชนได้โอกาส เมื่อได้มาท่านก็ไม่ได้อะไรกับรางวัลนักหนา เพราะพ่อท่านรักที่จะเป็นผู้ให้ เรายังล้อเล่นกันอยู่เลยว่า แม่ชื่อบุญล้อม ส่วนพ่อชอบช่วยคนโน้นคนนี้ เราก็เรียกพ่อว่าบุญช่วย”

...

คุณสุดรักยังบอกว่า ช่วงที่พ่อเขียน “ขบวนการแก้จน” มีคนเขียนจดหมายมาหามากมาย ท่านนำเอาประสบการณ์การทำมาหากินที่เคยอยู่กับยาย สอบถามจากนักวิชาการและค้นคว้าด้วยตนเองมาเขียน ทำให้บ้านเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทำมาหากินประหลาดๆ เป้าหมายเพื่อต้องการบอกว่า “คนเราไม่จนหรอก ถ้ามีปัญญา”

ส่วนตัวท่านเอง “ท่านบอกว่า มาตัวเปล่าก็ไปตัวเปล่า เมื่อป่วยหนักท่านก็บริจาคกายไว้ที่โรงพยาบาลศิริราช”

ใครที่คิดถึงประยูร จรรยาวงษ์ ไปชมได้ที่นิทรรศการภาพวาดการ์ตูน “ศุขเล็ก” และ “ขบวนการแก้จน” เนื่องในโอกาส 100 ชาตกาล ประยูร จรรยาวงษ์ จัด ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 4-29 พฤศจิกายน 2558

ด้านผู้ร่วมเสวนานายประกิต หลิมสกุล ผู้เคยร่วมงานกับประยูรที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ย้อนอดีตให้ฟังว่า ติดตามผลงานมาตั้งแต่เด็กๆ ยังจำกลอนได้ว่า...ในแดนดงพงไพรมีไก่เถื่อน...โตขึ้นมาก็ได้ทำงานหนังสือพิมพ์แห่งเดียวกัน นอกจากศรัทธาในผลงานแล้ว ยังเห็นความเป็นอัจฉริยะอีกคือ แม้นักหนังสือพิมพ์อื่นๆจะถูกจับกุมคุมขังกัน แต่ประยูรไม่เคยถูกจับกุม และยังสามารถเขียนการ์ตูนยืนหยัดอุดมการณ์ได้

พร้อมบอกว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ส่งให้ไปเรียนเขียนการ์ตูนและทำหนังการ์ตูนกับวอลท์ดิสนีย์ด้วย” แต่น่าเสียดายที่หนังการ์ตูนของประยูรไม่ได้ออกมา เพราะสมัยนั้นต้องเขียนถึง 24 เฟรมต่อ 1 วินาที โดยไม่มีเครื่องมือใดๆช่วยเลย

ถึงประยูรจะไม่มีหนังการ์ตูน แต่ผลงานที่ท่านสร้างสรรค์ไว้นั้น ประทับอยู่กลางใจชาวไทยตราบวันนี้และสืบไป.