'วุฒิ ลิปตพัลลภ' รอง ผบ.ตร. มอนนโยบายให้ ตร.ท่องเที่ยว ยึดถือ ก.ม.บังคับใช้อย่างจริงจัง พร้อมเตรียมบูรณาการทำงานด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม กับตำรวจภูธรทั่วประเทศ ก่อนเข้าสู่ AECปลายปีนี้...

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ต.ค.58 พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รอง ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศูนย์อาเซียน ตร.พร้อมด้วย พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ รองจเรตำรวจ เดินทางตรวจเยี่ยมกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวและมอบนโยบายการทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่กระทบต่อนักท่องเที่ยวในภาพรวม เพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติให้แก่ตำรวจท่องเที่ยว ระดับผบก.ฯรองผบก.ฯ ผกก.ฯรองผกก.ฯและ ส.ว.ทั่วประเทศ ณ ห้องประชุม สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต.หนองปรือ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ

พล.ต.อ.วุฒิ กล่าวว่า ภายในสิ้นปี 2558 ไทยจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC แล้ว การทำงานของตำรวจท่องเที่ยวจึงต้องเข้มข้นและจริงจัง โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ที่จะเกิดขึ้นจนส่งผลกระทบให้นักท่องเที่ยวลดลง โดยในวันที่ 16 ต.ค.นี้จะจัดสัมมนา มาตรการรักษาความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวถูกฉ้อโกง เอารัดเอาเปรียบ ซึ่งการสัมมนาในครั้งนี้ จะเชิญตำรวจทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลนักท่องเที่ยว ทั้งผู้บังคับการบังคับการตำรวจภูธรทั่วประเทศ ตำรวจจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ทั่วประเทศ, ตำรวจท่องเที่ยว รวมถึงตำรวจในสังกัดต่างๆ ที่ดูแลงานท่องเที่ยว เข้าร่วมสัมมนา เพื่อรับนโยบายการปฏิบัติงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศ จากพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ซึ่งเชื่อว่าการบูรณาการในการทำงานร่วมกันครั้งนี้ จะสามารถขับเคลื่อนงานด้านการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยวเที่ยวได้เกิดผล และเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น จนสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวได้


ส่วนการมอบนโยบายในวันนี้ ได้เน้นย้ำการปฏิบัติงานของตำรวจท่องเที่ยวเป็นหลัก ที่จะตัองบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยดำเนินการควบคู่ไปกับ พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยว ที่ต้องทำงานคู่กับนายทะเบียน เช่น จะต้องทราบถึงข้อมูลพื้นฐานของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ว่าพักอาศัยอยู่ที่ใด มากับบริษัทนำเที่ยวใด หรือเส้นทางการท่องเที่ยวของกรุ๊ปนั้นๆ รวมถึงจะต้องทราบว่าในพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ สัญชาติใดมากที่สุด นิยมไปแหล่งใด ต้องทราบว่าบริษัทนำเที่ยวและไกด์ ในพื้นที่ของตนมีที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายกี่ราย เพื่อจะได้นำมาประกอบการปฏิบัติงานดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวได้เพิ่มมากขึ้น ดำเนินคดีกับบริษัทนำเที่ยวและไกด์ที่ทำผิดกฎหมายทันที ไม่มีการผ่อนปรนอีกต่อไป ทั้งนี้บุคลากรของตำรวจท่องเที่ยว และยานพาหนะต้องพร้อมในการดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง โดยสั่งห้ามไม่ให้นำรถตำรวจท่องเที่ยวไปใช้นำขบวนนักท่องเที่ยวจากบริษัทเอกชนอีกต่อไป ยกเว้นจะได้รับการประสานงานผ่านทาง ATTA หรือเป็นงานราชการ เท่านั้น

"จากนี้ต่อไป ตำรวจท่องเที่ยวก็จะต้องบูรณาการ การทำงานด้านอาชญากรรม ร่วมกับ ตำรวจภูธรในแต่ละจังหวัดอย่างเข้มข้น เมื่อเกิดเหตุอาชญากรรมในพื้นที่ เช่น การปล้นทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย หรือ ฆาตรกรรมในพื้นที่ ตำรวจท่องเที่ยวระดับสารวัตร ขึ้นไป ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเอง และติดตามความคืบหน้าของคดีกับ พนักงานสอบสวนด้วย และหากพบธุรกิจที่เกี่ยวกับท่องเที่ยวทำผิดกฎหมาย ให้ประสานงานไปยังตำรวจภูธรท้องที่เพื่อให้ดำเนินการจับกุมได้ทันที ส่วนหมายเลขสายด่วน 1155 จะต้องใช้การได้โทรติดตลอดและมีล่ามแปลภาษาพร้อมเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในช่วงปลายปี 2558 ด้วย" พล.ต.อ.วุฒิ กล่าว.