กีฬา
100 year

อัยการสูงสุด แถลงนโยบาย ยึดหลักธรรมาภิบาล ปราศจากแทรกแซง

ไทยรัฐออนไลน์9 ต.ค. 2558 20:13 น.
SHARE

อัยการสูงสุดคนใหม่ แถลงนโยบาย พร้อมบริหารงานให้เกิดความเสมอภาค ยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อความถูกต้อง โปร่งใส ปราศจากการแทรกแซง เพื่อให้การสั่งคดีเป็นไปโดยอิสระ อีกทั้งขอเวลาดำเนินการส่งตัว "ทักษิณ ชินวัตร" เป็นผู้ร้ายข้ามแดน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 9 ต.ค. 58 ที่สำนักงานอัยการ ถ.แจ้งวัฒนะ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด (อสส.) ได้แถลงนโยบายยึดหลักความเป็นธรรม ความถูกต้อง ความสุจริต มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล รวมทั้งเน้นการมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และยึดหลักนิติธรรม โดยแบ่งออกเป็น 5 ข้อหลัก ได้แก่ 1. นโยบายเพื่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง โดยเฉพาะการพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการ ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา คดีพิเศษ และคดีปกครอง อีกทั้งสร้างหลักประกันให้กับประชาชนและสังคม ว่าพนักงานอัยการจะปฏิบัติหน้า และสั่งคดีให้เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม ตลอดจนส่งเสริมการระงับข้อพิพาททางเลือก เช่น การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 2. นโยบายเพื่อพัฒนาองค์กรอัยการ โดยเพิ่มศักยภาพ และประสิทธิภาพของพนักงานอัยการ ในการสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่ตามหลักนิติธรรม รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ให้พนักงานอัยการมีความเป็นอิสระในการสั่งคดี ตลอดจนพัฒนาองค์กรอัยการให้สอดคล้องกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

3. นโยบายต่อหน่วยงานของรัฐ จะเร่งประสาน และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐ ให้สามารถใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดปัญหาข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชน ที่จะนำไปสู่การฟ้องร้องคดี รวมทั้งสนับสนุนนโยบายที่สำคัญของรัฐ เช่น การปราบปรามการทุจริต อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และยาเสพติด 4. นโยบายระหว่างประเทศ จะเป็นศูนย์กลางกฎหมายของประเทศอาเซียน พร้อมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลในการศึกษาค้นคว้า เผยแพร่ความรู้ และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าว คนเข้าเมือง การลงทุน และการพาณิชย์ พร้อมทั้งขยายความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา โดยเฉพาะประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศไทย เพื่อประโยชน์ในการสอบสวนคดีที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร และส่งเสริมการจัดทำโครงการหรือกิจกรรม เพื่อยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี และ 5. นโยบายด้านการประชาสัมพันธ์ จะสร้างความเชื่อมั่น และศรัทธาในองค์กรอัยการต่อประชาชน สังคม หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์คดีสำคัญต่างๆ ที่ประชาชนและสังคมให้ความสนใจ

ขณะที่อัยการสูงสุดได้มอบหมายงานให้รองอัยการสูงสุดรับผิดชอบงานที่สำคัญๆ แต่ละด้าน ดังนี้ นายเข็มชัย ชุติวงศ์ รองอัยการสูงสุด รับผิดชอบงานด้านบริหารบุคคล สำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย เช่น งานร่างสัญญา งานตอบข้อหารือที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินการ และสำนักงานต่างประเทศ, นายวินัย ดำรงค์มงคลกุล รองอัยการสูงสุด รับผิดชอบสำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต สำนักงานคดีค้ามนุษย์ สำนักงานคดีอาญา และสำนักงานคดีอัยการสูงสุด เฉพาะงานรับรองฎีกา, นายกิตติ บุศยพลากร รองอัยการสูงสุด รับผิดชอบสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด สำนักงานคดีศาลสูง สำนักงานคดีศาลสูงภาค และสำนักงานคดีอัยการสูงสุด

ขณะที่ น.ส.นิภาพร รุจนรงศ์ รองอัยการสูงสุด รับผิดชอบงานสำนักงานคดีกิจการอัยการสูงสุด สำนักงานคดียาเสพติด และสำนักงานคดีเยาวชนและครอบครัว, นางนิภา ยิ้มฉาย รองอัยการสูงสุด รับผิดชอบสำนักงานคดีแพ่ง สำนักงานการยุติการดำเนินคดีแพ่งและอนุญาโตตุลาการ และสุดท้าย นายนิสิต ระเบียบธรรม รองอัยการสูงสุด รับผิดชอบงานคดีความมั่นคงในพื้นที่พิเศษชายแดนใต้ สำนักงานวิชาการ และสำนักงานนโยบาย ยุทธศาสตร์และงบประมาณ

ภายหลังการแถลงนโยบาย ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า องค์กรอัยการเป็นหน่วยงานที่มีความจำเป็น ที่จะต้องมีบัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ โดยองค์กรอัยการจะต้องเป็นองค์กรที่มีความอิสระ การสั่งคดีต้องปราศจากการแทรกแซง และใช้อำนาจให้เกิดความชอบธรรม ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ใดหรือกระทรวงใด ดังนั้น อัยการไม่ควรอยู่ภายใต้อำนาจการสั่งการของฝ่ายบริหาร หากจะมีการนำอัยการกลับเข้าสังกัดกระทรวงยุติธรรม ก็จะกลายเป็นว่า อัยการจะอยู่ภายใต้ฝ่ายบริหาร ซึ่งมีรัฐมนตรียุติธรรมควบคุม แต่ในเรื่องการรับนโยบายนั้น ทางอัยการจะยังต้องมีการรับนโยบายภารกิจจากรัฐบาล ที่ไม่ใช่การเมือง

อัยการสูงสุด กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีการพัฒนากฎหมายกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ให้การดำเนินคดีอาญา ยุติในชั้นอัยการหลายๆ เรื่อง รวมทั้งกฎหมายชะลอการฟ้อง ซึ่งเป็นการใช้มาตรการลดปริมาณคดีไม่ให้เข้าสู่ศาล และเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยเรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนเรื่องการสั่งคดีของอัยการสูงสุดนั้น จะต้องเป็นการสั่งคดีที่มีเหตุผลรองรับ สามารถชี้แจงได้ โดยผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงกระบวนการได้ แต่ในกรณีมีการสั่งไม่ฟ้อง ก็ยังไม่ถือว่าเป็นข้อยุติโดยสิ้นเชิง หากมีพยานหลักฐานใหม่ก็สามารถรื้อคดีกลับมาฟ้องได้อีกครั้ง

ส่วนเรื่องการสอบสวนของพนักงานอัยการในคดีที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร อย่างเช่น คดีค้ามนุษย์ ปัจจุบันได้มีการตั้ง สำนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์ ขึ้นมาทำงานในเชิงรุก พร้อมป้องกันและปราบปราม คดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์เพื่อสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ทางอัยการได้เตรียมความพร้อมแล้ว หากในวันที่ 10 ต.ค. 58 ศาลจังหวัดนาทวี มีคำสั่งให้โอนคดีการค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจามาพิจารณา ที่ศาลอาญา รัชดา ขณะที่สำนวนคดีค้ามนุษย์ที่ทางพนักงานสอบสวนได้ส่งมาเพิ่มเติมนั้น ตนได้กำชับให้อัยการเจ้าของสำนวนพิจารณาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากคดีนี้มีระยะเวลาในการฝากขัง

นอกจากนี้อัยการสูงสุด ยังได้กล่าวถึงเรื่องการติดตามตัว ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยหนีคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ทางอัยการมีการติดตามในเรื่องนี้อยู่ตลอด แต่ในทางปฏิบัติ การขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะต้องมีการประสานความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และต้องทราบที่อยู่เป็นหลักแหล่งของตัวผู้ร้ายที่หลบหนีคดีให้แน่ชัด จึงต้องใช้เวลา แต่ยืนยันว่าอัยการยังมีความพยายามติดตามตัวอยู่ตลอด

เมื่อถามว่า หากไม่สามารถติดตามตัว ดร.ทักษิณ มารับโทษได้ จะถือเป็นความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมในเรื่องการบังคับคดีหรือไม่ และที่ผ่านมาทางอัยการได้มีการประสานไปยังประเทศที่ นายทักษิณ หลบหนีอยู่กี่ประเทศแล้ว ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ กล่าวว่า สุดท้ายแล้ว หากไม่สามารถติดตามตัวผู้กระทำผิดมารับโทษได้ ก็ไม่ถือว่าเป็นความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรม เพราะการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง และมีขั้นตอนรายละเอียดมาก ซึ่งรายละเอียดแต่ละขั้นตอนยังพบว่ามีความติดขัดอยู่ จึงไม่ใช่ปัญหาในประเทศอย่างเดียว หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมก็จะต้องมีการบูรณาการร่วมกัน

ส่วนเรื่องที่ว่ามีการประสานไปยังประเทศใดบ้างแล้วนั้น ในชั้นนี้ตนยังไม่ทราบรายละเอียดข้อมูลตรงนี้ แต่เรื่องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน อัยการจะทำสุดความสามารถ ซึ่งรวมถึงผู้ต้องหาที่ถูกพิจารณาคดีและหลบหนีไปยังต่างประเทศรายอื่นด้วย เช่น นายวิรพล สุขผล หรือ เณรคำ

เมื่อถามถึงความคืบหน้ากรณีที่ นายตระกูล วินิจนัยภาค อดีตอัยการสูงสุดคนก่อนหน้านี้ มีคำสั่งให้ตั้งคณะทำงานพิจารณาเรื่องการถอนฟ้องคดี วัดพระธรรมกาย ในความผิดฉ้อโกงประชาชน ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ กล่าวว่า ก่อนที่ตนจะมารับตำแหน่ง ทราบว่าคณะทำงานได้ทำการพิจารณาในเรื่องนี้เสร็จสิ้น และเสนอไปยังนายตระกูลแล้ว แต่นายตระกูลยังเห็นว่ามีข้อที่ต้องสอบเพิ่มเติม จึงสั่งการให้คณะทำงานสอบเพิ่ม ซึ่งขณะนี้ต้องรอดูผลสอบเพิ่มเติม ก่อนพิจารณาว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อัยการสูงสุดอัยการสูงสุดคนใหม่พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภารอสส.แถลงนโยบายความเสมอภาคความถูกต้องหลักธรรมาภิบาลการสั่งคดีกระบวนการยุติธรรมคดีแพ่งคดีอาญาคดีพิเศษคดีปกครองพนักงานอัยการรัฐธรรมนูญอาชญากรรมข่าวกทม.ไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED