ปณิธานในการทำหนังสือของ วาทิน ปิ่นเฉลียว หรือ “ต่วย” ผู้ก่อตั้งนิตยสารต่วย’ตูน คืออะไร
“หนังสือผมจะไม่ให้มีอยู่สองอย่าง คือเรื่องเซ็กซ์กับเรื่องการเมือง เพราะว่าเข้าที่ไหนมันก็เจ๊งที่นั่น” แนวคิดนี้เองเป็นที่มาของ “การเมืองไม่ยุ่ง การมุ้งไม่เกี่ยว ฮาลูกเดียว”
วาทิน ปิ่นเฉลียว ให้สัมภาษณ์เรื่องการทำหนังสือต่วย’ตูนไว้กับสัจภูมิ ละออ ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ.2542 เมื่อถามว่า จบสถาปัตย์ทำไมมาทำหนังสือ ก็ได้รับคำตอบว่า “ผมชอบหนังสือ วงการหนังสือแรกๆ ผมเข้ามาเขียนรูปประกอบในสยามสมัย ตอนนั้นยังเรียนหนังสืออยู่ อาจารย์ที่สอนอยู่คณะสถาปัตย์จุฬาฯเป็นคนพาไป ผมได้พบกับพี่วิลาศ มณีวัต แกเป็นจุฬาฯรุ่นพี่ แล้วผมก็มีเพื่อนเป็นนักเขียนชื่อประเสริฐ พิจารณ์โสภณ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ พวกประพันธ์สาส์นก็มีเฮียชิว (สุพล เตชะธาดา) เขามาบอกให้ผมช่วยทำหนังสือส่งให้ประพันธ์สาส์น”
ดังนั้น “ผมก็รวมการ์ตูนให้ไป ประเสริฐเป็นคนไปรวมเรื่องมา คนจัดหน้าถ้าจำไม่ผิดก็เป็นปั๋ง (เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์) เมื่อหนังสือขายได้ก็เลยทำกันใหญ่”
หนังสือนั้นชื่อว่า “รวมการ์ตูนต่วย ทำไปได้สักกว่า 10 เล่ม ก็เขียนกันไม่ทัน คิดกับประเสริฐว่าไปขอเรื่องผู้ใหญ่ๆ มารวมเป็นเล่มของเราดีกว่า แล้วให้ชื่อว่า รวมการ์ตูนต่วยและเรื่องขำขันจากชาวกรุง ขายดีใหญ่เลยคราวนี้” แต่ “เมื่อทำมาประมาณ 15-16 เล่ม เสียงตามร้านขายบอกว่า ชื่อหนังสือยาวไปก็เลยหาเรื่องสั้นๆ เป็น ต่วย’ตูน หมายถึงว่า การ์ตูนของนายต่วย”
นิตยสารต่วย’ตูน ฉบับแรกออกเมื่อปี พ.ศ.2514 จนถึงเดือนที่ผู้ก่อตั้งจากไปได้ 45 ขวบปี
บรรยากาศการทำหนังสือยุคเก่าก่อน วาทินบอกว่า ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ไปทำหนังสือที่เฟื่องนคร อาจินต์ ปัญจพรรค์ ไปทำหนังสือฟ้าเมืองไทย ส่วน “ผมทำต่วย’ตูน” แม้พวกพ้องกันต่างคนต่างทำหนังสือ แต่ไม่แย่งนักเขียนกันเพราะ “ ’รงค์เอาคนรุ่นใหม่ อาจินต์เอานักเขียนรุ่นเก่ากว่า ผมเอาสมัครเล่น ’รงค์เล่นทางเรื่องสั้น อาจินต์ก็เป็นเรื่องชีวิต ส่วนผมตลกลูกเดียว”
...
คนอ่านต่วย’ตูน “ระดับปัญญาชน เป็นคนมีความรู้ ถ้าพูดถึงอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป แต่ตอนหลังนี้ขยายวงขึ้นไป 80 ปี ขึ้นไปแล้ว”
การเปลี่ยนกลุ่มคนอ่าน “เปลี่ยนไม่ใช่แต่คนอ่าน คนทำก็เปลี่ยนด้วย ตอนหลังๆนี้ รู้สึกว่ามีอะไรพิลึกๆชอบกล ไม่ค่อยตลกโปกฮาเหมือนสมัยโน้น คืออ่านแล้วยังไม่หัวเราะ ต้องไปคิดเป็นการบ้านเสียก่อน บางทีนอนลงไปแล้ว พอตื่นขึ้นค่อยหัวเราะ”
“เฮียต่วย” เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2473 เรียนจบจากสถาปัตยกรรม–ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นสถาปนิกสร้างเขื่อนยันฮี สมัยเรียนอยู่ปี 1 เริ่มวาดการ์ตูนลงหนังสือฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ต่อมาวาดรูปให้กับนิตยสารสยามสมัย และนิตยสารชาวกรุง
ผู้ก่อตั้งต่วย’ตูน จาก “แฟนานุแฟน” ไปเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม บำเพ็ญกุศล ณ ศาลากวีนฤมิตร วัดเทพศิรินทร์ ในวันที่ 5 ตุลาคม รดน้ำศพเวลา 16.00 น. หลังจากนั้นสวดอภิธรรมเวลา19.00 น. ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม ไปถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2558
ผู้ทำงานอย่างใกล้ชิดก่อนจากไป นายประลองพล เพี้ยงบางยาง บรรณาธิการผู้ช่วยนิตยสารต่วย’ตูน บอกถึงการทำงานว่า “ลุงต่วยเป็นคนรักงาน แม้อายุจะล่วงมาถึงแปดสิบกว่า แต่ท่านก็ไม่เคยเบื่อกับการทำงานหนังสือ ในช่วงเวลาที่ร่างกายและสายตายังสู้ไหว ท่านก็ยังอ่านต้นฉบับและคัดเลือกเรื่องสำหรับลงพิมพ์ด้วยตัวเอง ลุงต่วยบอกว่า ที่ทำนี่ไม่ใช่เพราะต้องทำ แต่ทำเพราะอยากทำ”
และบอกว่า “ไม่เคยเบื่อที่จะอ่านต้นฉบับ ไม่ว่าจะเขียนดีหรือไม่ดีก็ตาม ลุงต่วยเปิดโอกาสให้กับนักเขียนหน้าใหม่อยู่เสมอ ท่านให้ผมบอกกับนักเขียนมือใหม่ก็คือ จงเข้าไปนั่งอยู่ในใจคนอ่าน ลองคิดว่า ถ้าเราเป็นนักอ่านที่ไม่ได้มีพื้นเพวิธีคิดแบบเราเลย จะชอบเรื่องที่เราเขียนนี้ไหม เพราะอะไร อ่านไปหนึ่งย่อหน้าแล้วยังอยากอ่านย่อหน้าต่อไปหรือเปล่า อ่านไปหนึ่งหน้าแล้ว ยังอยากอ่านหน้าต่อไปอีกไหม อ่านไปครึ่งเรื่องแล้วยังอยากอ่านให้จบหรือไม่-ถ้าไม่อยาก ก็หาข้อบกพร่องแล้วแก้ไข หรือเริ่มเขียนเรื่องใหม่”
ประลองพลบอกว่า “ลุงต่วยสอนคนด้วยการทำงาน การทำหนังสือต้องดูภาพรวมทั้งเล่มและตรวจทานดูรายละเอียดปลีกย่อยทุกถ้อยคำทุกตัวอักษร ท่านคอยเรียกดูงานทุกขั้นตอน น่าทึ่งที่คนอายุแปดสิบกว่าใช้เวลาแค่พักเดียวก็ตรวจพบข้อบกพร่องซึ่งคนหนุ่มสาวตั้งหลายหูหลายตามองข้ามไป”
อีกเรื่องที่นับว่าแปลกกว่าคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันคือ เป็นคนแก่ที่หัวใจไม่แก่ มีอารมณ์ขัน เปิดใจรับได้กับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ไม่ยอมให้ตัวเองตกยุค
สิ่งสุดท้าย “ที่ลุงต่วยย้ำกับผมอยู่เสมอก็คือ “ต่วย’ตูนต้องเป็นหนังสือของครอบครัว เป็นหนังสือที่ดี มีคุณค่า ไม่มีพิษภัย อ่านกันได้ทั้งครอบครัว ให้หนังสือเป็นเพื่อนสนิทของนักอ่านตลอดไป”
ทางด้านอุดร จารุรัตน์ บรรณาธิการต่วย’ตูน บอกเรื่องการวางตัวสืบสานงานว่า สำนักพิมพ์ลูกสาวชื่อดาวเป็นผู้ดูแล โรงพิมพ์ลูกชายชื่อดุลย์ เป็นผู้ดูแล ด้านการทำหนังสือก็มีการวางตัวประลองพลเข้ามาดูแล สาเหตุที่ยังไม่ทำหนังสือออนไลน์นั้น คิดว่าเพราะนักอ่านส่วนหนึ่งสูงวัย ชอบอ่านหนังสือมากกว่านั่งหน้าจอ ทิศทางของหนังสือ “อย่างไรเราก็เน้นขำขันแบบมีสาระ เรายังต้องรักษาเอกลักษณ์ของเราอยู่”
นักเขียนหน้าใหม่ที่จะเข้ามาเติมเต็มนั้น “เรากำลังขับเคี่ยวเรื่องที่ส่งเข้ามา บางคนสี่ห้าปียังไม่ได้ลง เพราะเรื่องที่จะได้ลงต้องสนุก จะแนวไหนก็ได้ นี่เป็นหลักการของลุงต่วย ยิ่งเป็นเกร็ดที่คนไม่ค่อยรู้ดีมากเลย” สำหรับมุมของนักเขียนอย่าง ประชาคม ลุนาชัย ทราบข่าวการจากไปของลุงต่วยขณะยังอยู่ในประเทศจีน เล่าข้ามขอบฟ้ามาว่า “นึกถึงวันที่ไปบ้านแกครั้งแรก ลุงต่วยเป็นผู้ใหญ่ที่ให้เกียรติผู้น้อย เป็นกันเอง ไม่ถือตน ยังถามตัวเองในใจว่า นี่หรือคนทำหนังสือที่เราอ่านมาตั้งแต่เด็ก”
...
สำหรับต่วย’ตูน นับตั้งแต่ขำขันรายสะดวกจนมาเป็นนิตยสาร ผ่านกาลเวลามายาวนาน เป็นเหมือนนาวาลำใหญ่โต้กระแสคลื่นความเปลี่ยนแปลงในมหาสมุทร ด้วยความสามารถของกัปตันผู้ยิ่งยง”
วันนี้ “ขอลดธงในใจลงครึ่งเสา อำลา อาลัย และน้อมตนส่งลุงต่วย”
บรรณาธิการจุดประกายวรรณกรรม นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ บอกว่า ต่วย’ตูนเป็นที่แจ้งเกิดนักเขียนหลายคน เรื่องในต่วย’ตูนเป็นเรื่องอีกมุมหนึ่ง เรียกว่า เอิ้กอ้ากอย่างมีสาระ มีความหลากหลายให้คนอ่านได้อรรถรสเพราะมีทุกแนวทั้งเรื่องป่า ปืน มนุษย์ต่างดาวก็ยังมี “ท่านเป็นคนเป็นกันเอง เปิดเผย ชอบค้นหาคนมีความสามารถมาเขียน ชอบเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่”
สำหรับก้าวต่อไปของต่วย’ตูน ดุลย์ ปิ่นเฉลียว บอกว่า “หนังสือต่วย’ตูน 80 เปอร์เซ็นต์จะคงอย่างที่พ่อทำไว้ การปรับเปลี่ยนขึ้นอยู่กับคนอ่านที่สะท้อนเข้ามา มีโอกาสที่จะทำออนไลน์ แต่ยังต้องดู
แฟนานุแฟนก่อน”
คำสั่งก่อนจากไป “พ่อบอกว่า ถ้าแฟนานุแฟนยังต้องการสื่อคลีนๆแบบนี้ ก็ให้ทำต่อไป”.