ตำรวจฉะเชิงเทรา รวบ 3 หนุ่มรับจ้างตัดหญ้าให้บริษัทค่ายมือถือดัง ควบกระบะขโมยแบตเตอรี่ในตู้เสาส่งสัญญาณขายร้านของเก่า เสียหาย 1.2 แสน คาด อีก 11 จุดที่เกิดเหตุเป็นฝีมือแก๊งนี้ รวมมูลค่าเสียหายนับล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. พ.ต.อ.ธราเทพ ตูพานิช ผกก.สภ.เมืองฉะเชิงเทรา พ.ต.ท.ธนายุทธ สีดา รอง ผกก.สส.สภ.เมืองฉะเชิงเทรา พร้อมชุดสืบสวน แถลงการจับกุม นายสิทธิ์พงษ์ มานารัตน์ อายุ 31 ปี หัวหน้าแก๊ง นายนิวัฒน์ มานารัตน์ อายุ 42 ปี และ นายณัฐพงศ์ หิรัณยากร อายุ 20 ปี ทั้งหมดถูกจับได้ที่ห้องเช่าไม่มีเลขที่ ต.ท่าสะอ้าน อ.บางปะกง ขณะนอนหลับหลังดื่มสุราฉลองที่ได้เงินจากการลักแบตเตอรี่ไปขาย ข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะ และร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน พร้อมรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ สี่ประตู สีน้ำเงิน ทะเบียน ขล 1660 ชลบุรี และแบตเตอรี่สำรองไฟ ยี่ห้อ จีเอฟเอ็ม ขนาด 12 โวลต์ 4 ลูก โดยทั้งหมดเป็นลูกจ้างของบริษัทเอาท์ซอร์สแห่งหนึ่งที่บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ว่าจ้างให้ตัดหญ้า ทาสี และดูแลสายไฟภายในตู้เสาไฟส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือเอไอเอส โดยทั้ง 3 คน พร้อม นายสุริยัน ยาวุฒิ อายุ 22 ปี และภรรยาของนายสิทธิ์พงษ์ อายุ 16 ปี ที่ยังหลบหนี ได้ร่วมก่อเหตุเข้าไปขโมยแบตเตอรี่สำรองที่ตู้เสาไฟส่งสัญญาณ หน้าทางเข้าหมู่บ้านอัจฉรา ต.หน้าเมือง อ.เมืองฉะเชิงเทรา

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 8 ก.ย. กลุ่มผู้ต้องหาเข้ามาลักแบตเตอรี่ 12 ลูก ช่วงเวลา 10.20 น. จากนั้น 19.50 น. เข้ามาขโมยอีก 12 ลูก ซึ่งภาพวงจรปิดสามารถบันทึกพฤติกรรมได้ทั้งหมด ก่อนจะนำไปขายที่ร้านรับซื้อของเก่าใน อ.บ้านโพธิ์ ทั้ง 24 ลูก ในราคา 10,000 บาท และทางตำรวจชุดสืบสวนยึดคืนมาได้ 4 ลูก

นายบัญชา ปัญจอานนท์ ผู้ได้รับมอบอำนาจจากบริษัทเอไอเอส เข้าแจ้งความทันทีหลังพบว่าแบตเตอรี่หาย โดยนำเข้ามาในราคาลูกละ 5,000 บาท ทุกตู้จะติดตั้งไว้ 24 ลูก เพื่อใช้สำหรับสำรองไฟขณะที่เกิดไฟฟ้าดับ ทำให้ระบบทำงานต่อได้ ซึ่งบริษัทพบว่ามีการลักไปแล้วรวม 12 จุด ใน จ.ฉะเชิงเทรา มูลค่าจุดละ 120,000 บาท

ด้าน นายสิทธิ์พงษ์ สารภาพว่าชวนพรรคพวกลงมือขโมย เนื่องจากระบบการจ่ายเงินของบริษัทล่าช้า ทำให้ไม่มีเงินใช้ โดยไปเบิกกุญแจมาเพื่อก่อเหตุ อ้างว่ามีการติดต่อให้เข้ามาตัดหญ้าในตู้เสาไฟส่งสัญญาณ แล้วนำไปขายที่ร้านขายของเก่า โดยนำเงินที่ได้มาจ่ายค่าห้องและนำมาซื้อสุราดื่มทุกวัน

พ.ต.อ.ธราเทพ กล่าวว่า คนร้ายกลุ่มนี้อาศัยเป็นลูกจ้างที่สามารถเข้าออกสถานที่ดังกล่าวได้ง่าย อีกทั้งสามารถเบิกกุญแจโดยที่บริษัทไม่ได้สงสัย จึงเป็นช่องทางในการลงมือก่อเหตุ และยังต้องสอบสวนขยายผลต่อ เพราะคาดว่าแก๊งนี้น่าจะลงมือก่อเหตุอีก 11 จุดที่เหลือด้วย.