ไลฟ์สไตล์
100 year

คอตกเข้าคุก ไฮโซ‘หมูแฮม’ ฎีกา2ปี1ด.ไม่รอลงอาญา-ญาติเหยื่อพอใจ

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
19 ก.ย. 2558 05:12 น.
SHARE

ศาลฎีกาตัดสินลงโทษจำคุก 2 ปี 1 เดือน “หมูแฮม” นายกัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ ลูกชายอดีตนางสาวไทย คดีขับรถเบนซ์พุ่งชนคนบาดเจ็บและเสียชีวิต บริเวณป้ายรถประจำทาง ศาลพิพากษาแก้ไม่รอลงอาญาควบคุมตัวส่งเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯทันที โดยไม่มีพ่อและแม่จำเลยมาร่วมฟังการพิจารณาคดีแต่อย่างใด ทนายความโจทก์ร่วมระบุ ให้อภัยและไม่ติดใจ หลังทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิตแล้ว

ศาลฎีกาตัดสินจำคุก “หมูแฮม” คดีขับรถพุ่งชนคนตายที่ป้ายรถเมล์ เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 ก.ย. ที่ศาลจังหวัดพระโขนง ถนนสรรพาวุธ ห้องพิจารณา 29 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 7 (พระโขนง) นายมาโนจน์ โตจวง น.ส.สังวาล สีหะวงษ์ น.ส.สุชีรา อินทร์สุวรรณ์ และนางทองดำ หลวงแสง ผู้บาดเจ็บ ทั้งคู่เป็นบุตรและมารดาของนางสายชล หลวงแสง พนักงานการเงิน ขสมก.ผู้ตาย ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้อง นายกัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ หรือหมูแฮม อายุ 27 ปี บุตรชายนายกัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พยายามฆ่าผู้อื่น และทำร้ายร่างกายผู้อื่นทำให้ได้รับอันตรายแก่กาย โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ค.50 เวลา 22.50 น. จำเลยใช้ก้อนหินทุบใบหน้านายสถาพร อรุณศิริ พนักงานขับรถโดยสารปรับอากาศ สาย 513 วิ่งระหว่างสำโรง-รังสิต ได้รับบาดเจ็บและขับรถเบนซ์ ทะเบียน ศศ 6699 กรุงเทพมหานคร พุ่งชน ผู้โดยสารยืนอยู่บนทางเท้า ทำให้นางสายชล หลวงแสง พนักงานการเงิน ขสมก. เสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบริเวณหน้าป้อมตำรวจจราจร ปากซอยสุขุมวิท 26 แยกอารีย์ แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม.

ข่าวแนะนำ

ก่อนหน้านี้วันที่ 30 ม.ค.52 ศาลชั้นต้น พิพากษาลงโทษจำคุก ฐานฆ่าผู้อื่น 10 ปี และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น 1 เดือน ริบรถยนต์ของกลาง พร้อมทั้งให้นายกัณฑ์พิทักษ์ชดใช้ค่าเสียหายแก่ นางสมจิตร แกล้วกล้า กระเป๋ารถเมล์ ผู้เสียหาย 100,000 บาท น.ส.สังวาล โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 800,000 บาท น.ส.สุชีรา โจทก์ร่วมที่ 3 บุตรของนางสายชล พนักงานการเงิน ขสมก.ที่เสียชีวิต จำนวน 79,412 บาท และนางทองดำ มารดาของนางสายชล พนักงานการเงิน ขสมก.ที่เสียชีวิต จำนวน 2,158,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันทำละเมิด เมื่อวันที่ 4 ก.ค.50 จนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาวันที่ 5 มี.ค.56 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นในขณะไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง ให้จำคุกจำเลย 3 ปี แต่เมื่อจำเลยได้บรรเทาผลร้าย ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจนเป็นที่พอใจ ไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญากับจำเลยต่อไป ศาลอุทธรณ์เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสาม จำคุกจำเลย 2 ปี และเมื่อรวมโทษฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น 1 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 1 เดือน แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยไปรักษาความบกพร่องทางจิตเป็นประจำตามที่แพทย์กำหนด โดยให้รายงานผลการรักษาต่อพนักงานคุมประพฤติทุกครั้งตลอดระยะเวลาของการรอลงอาญา ต่อมาอัยการโจทก์และนางสุชีรา โจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ ผู้เสียหายขับรถประจำทางเฉี่ยวชนรถเบนซ์ จำเลยจึงขับรถติดตามระหว่างทางได้แจ้งตำรวจด้วย เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยพูดกับผู้เสียหายก็ปฏิเสธไม่ได้ขับรถเฉี่ยวชน จำเลยจึงหยิบก้อนหินทุบศีรษะผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ติดตามมาได้ดึงแขนจำเลยเข้าไปนั่งในรถเบนซ์ พนักงานกระเป๋ารถเมล์เดินตามมาโต้เถียงพร้อมกับกลุ่มคนอีก 7-8 เข้าไปทุบที่กระจกรถ จนกระทั่งน้องสาวของจำเลยที่นั่งอยู่ในรถร้องไห้ จำเลยจึงได้พยายามขับรถออกก่อนที่จะพุ่งชนบุคคลที่ยืนรอรถเมล์ และชนพนักงาน ขสมก. หลังก่อเหตุพบจำเลยนั่งนิ่งหลังติดเบาะ ใบหน้าและมือเกร็งชิดอก โดยไม่ได้จับพวงมาลัยบังคับรถ

ทั้งนี้ มีการตรวจภาวะทางจิตของจำเลย พบว่า ในวัยเด็กจำเลยเคยมีอาการชักเกร็ง ขณะที่จำเลยสะสมความเครียดตั้งแต่อายุ 12 ปี เมื่อบิดา-มารดาแยกทางกัน น้องสาวของจำเลยคนหนึ่งมีอาการป่วยออทิสติก และอีกคนป่วยโรคลิ้นหัวใจ โดยช่วงวัยรุ่นอายุ 17-18 ปี จำเลยเคยใช้สารเสพติดประเภทยาบ้า ยาไอซ์ และยาเค เพราะรู้สึกตนเองไร้ค่า ถูกทอดทิ้งประกอบผิดหวังด้านความรักถึงขั้นคิดทำร้ายตนเองและจะฆ่าตัวตาย ก่อนเกิดเหตุจำเลยได้เข้ารักษาอาการต่อเนื่องที่สถาบันกัลยาราชนครินทร์ แพทย์วินิจฉัยว่า จำเลยมีภาวะอารมณ์แปรปรวน เมื่อเกิดอาการโกรธหรือเครียดต้องรักษาด้วยการกินยา แต่ช่วงก่อนเกิดเหตุทิ้งช่วงการรักษาไปนาน 1 เดือน เนื่องจากช่วงนั้นจำเลยผิดหวังกับความรักครั้งที่ 2 ขับรถชนกำแพงบริเวณทางด่วน และเคยขอยืมอาวุธปืนจากญาติเพื่อจะฆ่าตัวตาย ฟังได้ว่าจำเลยมีความบกพร่องทางจิต เมื่อมีบุคคลมาทุบรถกระทั่งน้องสาวจำเลยร้องไห้ ย่อมทำให้เกิดความโกรธและกลัวจนเครียด ขับรถออกมาพุ่งชนนั้นเป็นการแสดงความก้าวร้าวเมื่อเกิดอาการ จำเลยพยายามขับรถออกไปเมื่อมีผู้มาทุบกระจกรถ แสดงให้เห็นว่าขณะเกิดเหตุจำเลยก็น่าจะรู้ผิดชอบ แต่การกระทำที่ฆ่าผู้อื่นเกิดจากความบกพร่องทางจิต ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

ศาลพิเคราะห์ด้วยว่า พฤติการณ์มีความร้ายแรง แต่การที่บิดาของจำเลยยังยอมให้จำเลยขับรถ ศาลพิเคราะห์ถึงสภาวะแวดล้อม อายุ ประวัติ ความประพฤติ ภาวะแห่งจิต และสิ่งแวดล้อมของจำเลยแล้ว ไม่เป็นการสมควรที่รอการลงโทษในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นฯ ที่ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษเป็นเวลา 2 ปี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของอัยการโจทก์ และ น.ส.สุชีรา โจทก์ร่วมที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน จึงพิพากษาแก้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นในขณะไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง ให้จำคุกจำเลย 2 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 1 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ให้ยกเลิกการคุมประพฤติจำเลย

จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เข้าคุมตัวนายกัณฑ์พิทักษ์ หรือหมูแฮม ที่มีสีหน้าเรียบเฉย ท่ามกลางความเสียใจของกลุ่มเพื่อนๆ ในการฟังคำพิพากษาของศาลสูงสุด ส่วนนายกัณฑ์เอนก และนางสาวิณี ปะการะนัง อดีตนางสาวไทย บิดาและมารดาไม่ได้เดินทางมาแต่อย่างใด โดยเจ้าหน้าที่คุมตัวนายกัณฑ์พิทักษ์ไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป

ด้านนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความโจทก์ร่วม กล่าวว่า คดีถึงที่สุดแล้วต้องยอมรับในคำพิพากษาของศาล โจทก์ร่วมได้ให้อภัยและไม่ติดใจ ในฐานะทนายความทำเต็มที่ ทวงความยุติธรรมให้แก่ผู้ตายแล้ว สำหรับค่าเสียหายนั้นจำเลยและบิดาของจำเลยก็ชดใช้หมดแล้ว ส่วน น.ส.สุชีรา อินทร์สุวรรณ์ อายุ 33 ปี บุตรสาวของนางสายชลผู้ตายกล่าวว่า รู้สึกภูมิใจ หลังต่อสู้คดีมานาน ผ่านความเสียใจ ท้อแท้ สิ้นหวังมาหมด ตอนนี้รู้สึกดีใจเมื่อการต่อสู้เพื่อแม่สำเร็จ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หมูแฮมกัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ศาลฎีกาจำคุกขับรถเบนซ์พุ่งชนป้ายรถประจำทางขับรถชนคนตายสุชีรา อินทร์สุวรรณ์สายชล หลวงแสง

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 14 เมษายน 2564 เวลา 18:20 น.