เลื่อนอ่านฎีกาคดีฆ่า ‘เจริญ วัดอักษร’ แกนนำต้านโรงไฟฟ้าบ่อนอก เหตุจำเลยบางคนป่วย ขณะที่ ‘ธนู หินแก้ว’ ทนายความ ซึ่งเป็นจำเลยร่วมถูกออกหมายจับ หลังเบี้ยวนัดโดยไม่แจ้งเหตุ ส่วนภรรยา ‘เจริญ’ มาพร้อมชาวบ้าน นัดฟังฎีกาอีกรอบ 13 ต.ค.นี้...
ที่ห้องพิจารณา 703 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 10 ก.ย.58 ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีจ้างวานฆ่านายเจริญ วัดอักษร แกนนำกลุ่มคัดค้านการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก หมายเลขดำ ด.2945/2547 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายเสน่ห์ เหล็กล้วน (เสียชีวิตแล้วในเรือนจำ), นายประจวบ หินแก้ว (เสียชีวิตแล้วในเรือนจำ), นายธนู หินแก้ว อาชีพ ทนายความ อายุ 53 ปี, นายมาโนช หินแก้ว อดีต ส.จ.ประจวบคีรีขันธ์ อายุ 49 ปี, และนายเจือ หินแก้ว อดีตกำนัน ต.บ่อบอก อายุ 78 ปี ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันจ้างวานฆ่าผู้อื่น และ พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ
ทั้งนี้ คดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 9 ก.ย.47 ระบุว่า ระหว่างต้นปี 2547 – 21 มิ.ย.47 จำเลยที่ 3-5 ร่วมกันจ้างวานให้จำเลยที่ 1-2 ฆ่านายเจริญ วัดอักษร อายุ 37 ปี ประธานกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ แกนนำคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอกของ บริษัท กัลฟ์ อิเล็คทรอนิค ซึ่งจำเลยที่ 1-2 ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม. ยิงนายเจริญ รวม 9 นัด จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ที่ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขณะนายเจริญ ลงจากรถทัวร์โดยสารสายกรุงเทพฯ-บางสะพาน หลังจากเดินทางไปให้ปากคำ กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องของการบุกรุกที่ดินสาธารณะคลองชายธงในเขต อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ แล้วจำเลยทั้งสองพากันหลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวจำเลยได้ เหตุเกิดที่บริเวณสี่แยกบ่อนอก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ
...
ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.51 ว่า นายธนู หินแก้ว จำเลยที่ 3 มีความผิดฐาน ผู้ใช้ฆ่าผู้อื่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) ให้ประหารชีวิต ส่วนนายมาโนช และนายเจือ จำเลยที่ 4-5 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานนำสืบไม่ชัดเจนไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
ขณะที่ศาลอุทธรณ์ มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 15 มี.ค.56 พิพากษายืนยกฟ้อง นายมาโนช และนายเจือ จำเลยที่ 4-5 โดยพิพากษากลับให้ยกฟ้องนายธนู หินแก้ว จำเลยที่ 3 จากเดิมที่ถูกศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิตฐานจ้างวานพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่เพียงพอให้เอาผิดจำเลยได้ โดยระหว่างฎีกาจำเลยที่ 3-5 ได้รับการปล่อยตัว
ส่วนนายเสน่ห์ และนายประจวบ จำเลยที่ 1-2 กลุ่มมือปืน ที่ถูกคุมขังในเรือนจำได้เสียชีวิตเมื่อเดือน ส.ค.2549 ระหว่างการพิจารณาคดีศาลชั้นต้น
ขณะที่เมื่อถึงเวลานัดวันนี้ มีเพียงนายมาโนช อดีต ส.จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำเลยที่ 4 เดินทางมาศาล ส่วนนายธนู จำเลยที่ 3 และนายเจือ อดีตกำนัน ต.บ่อนอก จำเลยที่ 5 ไม่ได้เดินทางมาศาล แต่นายเจือ จำเลยที่ 5 มอบอำนาจให้ทนายความ นำใบรับรองแพทย์ยื่นต่อศาลเพื่อขอให้เลื่อนนัดการอ่านคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน เนื่องจากจำเลยที่ 5 มีอาการป่วยขณะนี้รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
ศาลพิจารณาแล้ว เห็นว่านายเจือ จำเลยที่ 5 ไม่มาศาลแต่มอบอำนาจให้ทนายความนำใบรับรองแพทย์ยื่นต่อศาลแจ้งเหตุ ดังนั้นเพื่อเหตุแห่งความยุติธรรมจึงให้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน ส่วนนายธนู จำเลยที่ 3 ทราบหมายโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุ ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับติดตามตัวเพื่อมาฟังคำพิพากษา โดยศาลนัดฟังคำพิพากษาฎีกาอีกครั้งในวันที่ 13 ต.ค.นี้ เวลา 09.30 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ นางกรณ์อุมา พงษ์น้อย หรือกระรอก ภรรยาของนายเจริญ ประธานกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ได้เดินทางมาพร้อมกับชาวบ้าน เครือข่ายคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอกกว่า 20 คน เต็มห้องพิจารณาคดีเพื่อจะร่วมฟังคำพิพากษาฎีกาด้วย
นางกรณ์อุมา พงษ์น้อย หรือกระรอก กล่าวว่า ศาลชั้นต้นได้ตัดสินประหารชีวิตนายธนู หินแก้ว แต่มายกฟ้องในศาลอุทธรณ์ ส่วนในวันที่ 13 ต.ค.ที่ศาลนัดมาฟังคำพิพากษาอีกครั้ง จำเลยทั้งหมดจะมาฟังคำพิพากษาหรือไม่ ตนไม่รู้ แต่ตนและพี่น้องชาวบ่อนอกจะมาที่ศาลอาญารัชดาแห่งนี้อีก เพื่อรับฟังคำพิพากษา เนื่องจากคดีนี้เป็นตัวอย่างการต่อสู้ของชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ในพื้นที่ และเป็นแบบอย่างให้กับกลุ่มคนที่รักสิ่งแวดล้อมในจังหวัดอื่นๆ ได้กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับนายทุน และผู้มีอิทธิพล
"การต่อสู้แต่ละครั้ง ชาวบ้านสู้ด้วยจิตใจที่กล้าหาญเข้มแข็ง เพราะไม่รู้ว่าจะถูกฆ่าเมื่อไหร่ และสิ่งที่ต่อสู้ก็เพื่อประโยชน์ของคนในท้องถิ่น เพื่อรักษาทรัพยากรไว้ให้ลูกหลานในวันข้างหน้า" นางกรณ์อุมา กล่าว.