king10
Thairath Logo
กีฬา

ทุกข์ของแท็กซี่! ซื้อรถโครงการเอื้ออาทรปี 47 ปัญหาเพียบ

Share :
line-share-logo

แท็กซี่โครงการเอื้ออาทร นำรถมาจอดหน้าศาลแพ่ง หลังศาลนัดไกล่เกลี่ยกรณีฟ้องธนาคารเอสเอ็มอี คู่สัญญาในโครงการสมัยรัฐบาล‘ทักษิณ’ที่ส่งมอบรถไม่ตรงตามสัญญา จาก‘ลีโม’เครื่องเบนซิน เป็น‘แวน ไทยรุ่ง’ที่ใช้ดีเซล เกิดปัญหาและภาระหนี้สินเพียบ... 

ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เวลา 09.00 น. วันที่ 3 ก.ย. ศาลได้นัดไกล่เกลี่ย คดีผู้บริโภคหมายเลขดำที่ ผบ.764/2558 ที่นายสุทธิสันต์ คชเสนี อายุ 53 ปี และพวก ผู้ขับแท็กซี่โครงการเอื้ออาทร ปี 2547 รวม 108 คน ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือธนาคารเอสเอ็มอี เป็นจำเลย เรื่องผิดสัญญา การส่งมอบรถไม่ตรงตามข้อตกลงโครงการพัฒนาแท็กซี่ไทย หรือโครงการแท็กซี่เอื้ออาทร ปี 2547 ที่สนับสนุนทางการเงิน วงเงิน 4,500 ล้านบาท ให้ผู้ประกอบการแท็กซี่มิเตอร์ มีโอกาสเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แท็กซี่โดยไม่มีเงินดาวน์

ทั้งนี้ ได้มีแท็กซี่แวนสีเขียวเหลือง มาจอดหน้าศาลแพ่งประมาณ 80 คัน ภายหลังร่วมกันฟ้องร้องขอให้ธนาคารฯ ชดใช้ค่าเสียหายกับโจทก์ ทั้ง 108 ราย รายละ 1.8 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 194,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

ผู้ขับแท็กซี่โครงการเอื้ออาทร ปี 2547 มาตามที่ศาลนัด เพื่อไกล่เกลี่ยกับธนาคารเอสเอ็มอี


อย่างไรก็ดี การไกล่เกลี่ยในวันนี้ ฝ่ายโจทก์มีข้อเสนอให้ธนาคารจำเลย โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์แก่โจทก์ และให้ปลดหนี้การผ่อนชำระค่างวดรถของโจทก์ 108 ราย ที่แต่ละรายมีจำนวนแตกต่างกัน ขณะที่ฝ่ายกฎหมาย ผู้แทนธนาคารฯ จำเลย ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อเสนอของโจทก์ได้ทันที ต้องนำเสนอฝ่ายบริหารเพื่อพิจารณาตามขั้นตอน ศาลพิจารณาแล้ว จึงให้นัดไกล่เกลี่ยอีกครั้งในวันที่ 28 ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

นายสุทธิสันต์ คชเสนี หนึ่งในกลุ่มแท็กซี่เอื้ออาทร กล่าวว่า พวกตน เดือดร้อนจากการใช้รถมานาน เพราะมีค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงสูง และไม่มีผู้โดยสารกล้าเรียก เพราะเห็นว่าเป็นรถแวนขนาดใหญ่จึงกลัวว่าค่าโดยสารจะแพง น้ำมันเครื่องก็กินเปลือง แถมยังเป็นเครื่องดีเซล ตอนที่รับรถมาราคาน้ำมันลิตรละ 42 บาท ทำให้มีภาระหนี้สิน ซึ่งพวกตนต้องผ่อนชำระค่างวดเดือนละ 12,000 บาท แต่การขับรถแท็กซี่ มีรายได้วันละ 1,000 บาท เมื่อหักค่าน้ำมันแล้ว รายได้ไม่เพียงพอเลี้ยงครอบครัว

นอกจากนี้รถที่ส่งมอบมาให้นั้นก็ผิดสเปก ครั้งแรกตกลงจะส่งมอบ รถยนต์โตโยต้าอัลติส รุ่น เจ ต่อมาอ้างว่ารถผลิตไม่ทันต้องรออีกสองปี พวกตนจึงจำต้องรับรถชนิดแวน เชื้อเพลิงดีเซลมา ช่วงแรกที่พากันไปคืน ก็ไม่รับคืนรถ

"ก่อนหน้านี้เคยไปยื่นหนังสือถึง หัวหน้า คสช. และเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรีมาแล้ว เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้ปลดหนี้ ที่พากันฟ้องศาลก็ต้องหาเงินมาวางค่าธรรมเนียมศาลกว่า 350,000 บาท ทำให้เดือดร้อน เพราะไม่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ที่เอารถมาจอดมากๆ ก็เผื่อว่า จะได้รับความเห็นใจจากผู้ที่พบเห็น" นายสุทธิสันต์ กล่าว

สำหรับคดีนี้เรื่องเดิมมีอยู่ว่า โจทก์ ยื่นฟ้องคดีวันที่ 10 ส.ค.58 ระบุว่า เมื่อช่วงปี 2547–2548 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้จัดทำโครงการแท็กซี่เอื้ออาทรหรือโครงการพัฒนาแท็กซี่ไทย ให้ผู้มีรายได้น้อย ผ่อนรถแท็กซี่สาธารณะเขียวเหลือง ชนิดนั่งไม่เกิน 7 คน เป็นของตนเอง โดยไม่มีการวางเงินดาวน์กับธนาคารเอสเอ็มอี จำเลย ซึ่งตกลงอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 3.5 ต่อปี ให้ผ่อนชำระเดือนละ 12,000 บาทต่อเดือน ซึ่งโจทก์ทั้ง 108 รายได้เข้าร่วมโครงการ และยังมีประชาชนอื่นสนใจเข้าร่วมโครงการทั้งหมดกว่า 1,000 ราย

ทั้งนี้ ในสัญญาตกลงว่า จะส่งมอบรถ (โตโยต้าอัลติส ลีโม่) ชนิดเอ็นจีวี ชนิดเติมเชื้อเพลิงน้ำมันเบนซิน และสามารถติดตั้งระบบก๊าซธรรมชาติอัดได้ แต่เมื่อถึงเวลาจำเลย กลับไม่ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าว กลับส่งมอบ รถยนต์อีซูซุ ไทยรุ่ง ชนิดรถแวนใช้เชื้อเพลิงดีเซล ซึ่งเป็นรถที่มีขนาดใหญ่ ทำให้โจทก์ ประสบปัญหาสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง มีค่าใช้จ่ายสูง และผู้บริโภคไม่กล้าเรียกรถ ทำให้ขาดรายได้ เมื่อโจทก์ได้ทักท้วงไปยังจำเลยก็จะเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ แต่ยังไม่ดำเนินการ ขณะที่รถมีอายุการใช้งานตามระเบียบขนส่งทางบกอีกเพียง 3 ปี และไม่ได้ปฏิบัติตามคำมั่น ที่จะให้รถวิ่งบริการรับ – ส่ง ผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือให้ทุนการศึกษาบุตร รวมทั้งไม่ติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่นเครื่องรูดบัตรเครดิต จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายดังกล่าว.

อ่านเพิ่มเติม...