king10
Thairath Logo
กีฬา

ศาลฎีกายกคำร้อง 'บิลลี่' ถูกอดีต หน.อช.แก่งกระจาน คุมตัวโดยมิชอบ

Share :
line-share-logo

ศาลฎีกาพิพากษายืน ยกคำร้อง "บิลลี่" นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ชาวกะหร่าง ถูกอดีตหน.อช.แก่งกระจาน พร้อมลูกน้องควบคุมตัวโดยมิชอบ ด้าน "ชัยวัฒน์" จ่อฟ้องกลับ กลุ่มผู้ที่ทำให้เสียชื่อเสียง เชื่อมีการสร้างหลักฐานเท็จมาป้ายสี...

เมื่อวันที่ 2 ก.ย.58 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 11 ศาลจังหวัดเพชรบุรี ได้มีการอ่านคำสั่งของศาลฎีกาตามคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินตามกฎหมายอาญา มาตรา 90 ของนางพิณนภา พฤษาพรรณ ภรรยาของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ แกนนำชาวกะหร่าง และอดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง หมู่ 1 บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่กล่าวหาว่า ถูกนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอช.แก่งกระจานในขณะนั้น พร้อมด้วยลูกน้อง ที่เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าของ อช.แก่งกระจาน อีก 3 คน ควบคุมตัวไป เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2557 และยังไม่พบตัวจนถึงปัจจุบัน โดยเชื่อว่า นายชัยวัฒน์พร้อมพวกยังควบคุมตัวไว้ ซึ่งนางพิณนภา ได้ยื่นคำขอให้ศาล จ.เพชรบุรี ไต่สวนฉุกเฉินเพื่อให้มีคำสั่งให้นายชัยวัฒน์ พร้อมพวก ปล่อยตัวนายพอละจีจากการควบคุมตัว ซึ่งศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยกคำร้องไปแล้ว

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร

โดยศาลฎีกาได้พิเคราะห์แล้วสรุปได้ว่า การที่ผู้ร้องนำพยานขึ้นไต่สวนต่อศาลเป็นเพียงพยานบอกเล่าของนายกระทง โชควิบูลย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ที่ฟังมาจากพี่ชายของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ส่วนนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชน ก็เป็นพยานแวดล้อมเท่านั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า ยังมีการควบคุมตัวนายพอละจีจริง ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

หลังฟังคำสั่งศาลฎีกา นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหน.อช.แก่งกระจานกล่าวว่า ดีใจที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง ตนเองเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ แต่ถูกหลายฝ่ายที่เสียผลประโยชน์กลั่นแกล้ง ในคดีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก็เพื่อต้องการให้ย้ายตนออกจากพื้นที่ จากนี้ไปตนจะให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เพราะบางกลุ่มมีการสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อป้ายสีตนเอง วันนี้ตนได้นำหลักฐานลงแผ่นซีดีมอบให้ผู้สื่อข่าวไปดูว่า เกิดอะไรขึ้น

นายชัยวัฒน์ เดินออกมาจากศาล

ขณะที่ทนายความของสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวหลังฟังคำสั่งศาลฎีกาว่า ในเบื้องต้นว่า คำร้องของผู้ร้อง ไม่มีมูล สรุปใจความได้ว่า ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอจะฟังว่าได้มีการควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็คือว่ากระบวนการทางศาลในส่วนนี้ได้ถึงที่สุด ส่วนที่ว่าบิลลี่หายตัวไปแล้ว ถูกใครนำพาตัวไปอย่างไร ถึงวันนี้เขาถูกกระทำให้สูญหายไปโดยใครอย่างไร ชะตากรรมเขาตอนนี้เป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องของการสืบสวนสอบสวนทางอาญา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะต้องดำเนินการต่อไป

ทางด้าน นางอังคณา นีละไพจิตร นางอังคณา นีละไพจิตร ว่าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนชุดใหม่ซึ่งมาร่วมฟังคำสั่งของศาลฏีกากล่าวว่า รู้สึกเสียใจที่ศาลไม่อนุญาตให้เรียกพยานเพิ่ม โดยส่วนตัวก็คิดว่าคดีนี้เป็นคดีแรก ที่ผู้เสียหายได้ยื่นอุธรณ์และฏีกาในเรื่องคำสั่งของการยื่นคำร้องของการควบคุมตัวโดยมิชอบ แม้ว่าศาลอุธรณ์และศาลฏีกาจะพิพากษายืน ซึ่งอันแรกก็เป็นบรรทัดฐานว่าหากผู้ร้องไม่ได้รับความเป็นธรรมผู้ร้องก็สามารถยื่นอุธรณ์และฏีกาได้ ส่วนตัวก็รู้สึกเสียใจที่ว่าศาลไม่ได้อนุญาตให้เรียกพยานเพิ่ม แต่ก็ยังหวังว่ากระบวนการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะคงดำเนินการต่อไป และผู้เสียหายได้ไปยื่นคำร้องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขอให้เป็นคดีพิเศษ คิดว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษคงจะต้องพิจารณาให้รับเป็นคดีพิเศษ เพราะว่า 1 ปีกับ 6 เดือนแล้วก็ยังไม่รู้ชะตากรรมของบิลลี่ และเชื่อว่าถ้ากรมสอบสวนคดีพิเศษรับและใช้อำนาจตามพรบ.คดีพิเศษ คดีนี้น่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้น ซึ่งได้ยื่นเรื่องไปเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งยังรอผลการพิจารณาอยู่.

อ่านเพิ่มเติม...