ปล่อยกู้ให้กลุ่มกฤษดาฯมิชอบ ‘สุชาย-วิโรจน์’คอตกเข้าเรือนจำ ศาลสั่งหมายจับ‘ทักษิณ’หนีคดี

ศาลฎีกานักการเมืองสั่งจำคุก สุชาย เชาว์วิศิษฐ-วิโรจน์ นวลแข อดีตบิ๊กแบงก์กรุงไทย พร้อมพวกรวม 4 คน คนละ 18 ปี เหตุปล่อยเงินกู้ให้กลุ่มกฤษดาฯโดยมิชอบ ขณะที่พนักงานแบงก์โดนด้วยคนละ 12 ปี พร้อมให้ชดใช้อ่วม รวมกว่าหมื่นล้านบาท ยกฟ้องจำเลย 6-7 ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณจำเลยที่ 1 หลบหนีคดี ศาลมีคำสั่งให้ออกหมายจับและจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว จำเลยยอมรับในชะตากรรมเดินคอตกขึ้นรถเรือนจำ ท่ามกลางเสียงร้องไห้ระงมของกลุ่มญาติ ด้านพนักงานแบงก์กรุงไทยตกใจ เตรียมถวายฎีกาขออภัยโทษ

จำคุก สุชาย เชาว์วิศิษฐ-วิโรจน์ นวลแข อดีตบิ๊กแบงก์กรุงไทย เหตุปล่อยกู้บริษัทกฤษดามหานคร ทำแบงก์เสียหายนับหมื่นล้าน เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 ส.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. นายศิริชัย วัฒนโยธิน รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะรวม 9 คน อ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้อง จำเลย 27 คน ประกอบด้วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 จำเลยกลุ่มผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มี ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3 นายมัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา กรรมการบอร์ดกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 4 ส่วนจำเลยในกลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) ที่สำคัญ ประกอบด้วย นายวิชัย กฤษดาธานนท์ จำเลยที่ 25 นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ จำเลยที่ 26 และนายไมตรี เหลืองนิมิตมาศ จำเลยที่ 27 ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ความผิด พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และความผิด พ.ร.บ.บริษัท มหาชน จำกัด พ.ศ.2535 โดย พ.ต.ท.ทักษิณจำเลยที่ 1 หลบหนีคดี ศาลมีคำสั่งให้ออกหมายจับและจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว

...

โจทก์ฟ้องว่า ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้สินเชื่อกลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) ที่มีสถานะอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร เนื่องจาก ผอ.ฝ่ายกลั่นกรองสินเชื่อธุรกิจนครหลวง เคยจัดอันดับความเสี่ยงของกลุ่มกฤษดามหานครในอันดับ 5 คือไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ได้ แต่ได้มีการอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานคร 3 กรณี คือ 1.อนุมัติสินเชื่อให้บริษัทอาร์เคโปรเฟสชั่นนัล จำกัด 500 ล้านบาท 2.อนุมัติสินเชื่อให้บริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด 9,900 ล้านบาท และ 3.อนุมัติขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพของบริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) ให้กับบริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์คอมมูนิเคชั่น จำกัด 1,185,735,380 บาท ถือว่าผู้เกี่ยวข้องมีพฤติการณ์ ร่วมกันหรือสนับสนุนการกระทำความผิดกรณีธนาคารกรุงไทยซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ เป็นการกระทำโดยทุจริต เพื่อฟื้นฟูกิจการของบริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) ประโยชน์ส่วนตนกับพวก

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2-5 และ 8-17 ร่วมกันอนุมัติสินเชื่อให้กับบริษัทอาร์เคโปรเฟสชั่นนัล จำกัด จำเลยที่ 18 และบริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด จำเลยที่ 19 โดยฝ่าฝืนประกาศและคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ ธ.222/2545 เรื่องนโยบายสินเชื่อที่กำหนดให้มีการวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ซื้อ และคำสั่งของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เรื่องความเสี่ยงของการอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ เห็นว่าจากการไต่สวนพยานซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของบริษัททั้งสอง รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 18-19 มีจำเลยที่ 23-25 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และบริษัทดังกล่าวอยู่ในเครือของบริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 20 จำเลยที่ 18-20 ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างอยู่ในสภาพมีหนี้สินจำนวนมากกับสถาบันการเงินหลายแห่งไม่มีรายได้ต่อเนื่องกันหลายปี มีดอกเบี้ยค้างชำระเพิ่มพูนขึ้น เกิดการขาดทุนสะสมหลายปี ทำให้ฐานะการเงินไม่มั่นคง ความสามารถในการหารายได้ต่ำจนไม่น่าเชื่อว่าจะชำระหนี้ได้

ขณะที่บริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 20 ถูกธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายกำหนดเงื่อนไขห้ามไม่ให้ก่อหนี้สินเชื่ออีก อีกทั้งในการเสนอขอสินเชื่อของบริษัทอาร์เคโปร-เฟสชั่นนัล จำกัด จำเลยที่ 18 แม้ว่าจำเลยจะไม่เคยเป็นลูกหนี้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และอ้างว่าจะนำเงินกู้ไปซื้อที่ดินเพื่อขายเอากำไร แต่เป็นการอ้างขายให้กับจำเลยที่ 20 ซึ่งมีไม่อยู่ในสถานะมั่นคงในการหารายได้ หรือมีเงินที่จะซื้อที่ได้ ส่วนที่บริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด จำเลยที่ 19 เสนอขอสินเชื่ออ้างทำโครงการก่อสร้างกฤษดาซิตี้ แต่ไม่มีแผนงาน พิมพ์เขียว รายงานแสดงงบประมาณ แต่เพิ่งมาทำก่อนที่จะมีการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ภายหลังกลับอ้างว่าจะนำเงินกู้ไปทำการรีไฟแนนซ์ที่บริษัทเป็นหนี้กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มีการเจรจาหนี้จนลดลงที่ต้องชำระ 4,500 ล้านบาท และจะนำเงิน 500 ล้านบาท ไปซื้อที่ดิน และอีก 1 พันกว่าล้านนำไปพัฒนาโครงการกฤษดาซิตี้ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินที่มีการอ้างว่าจะทำโครงการนั้น มีชื่อบุคคลภายนอกถือครองกรรมสิทธิ์กว่า 100 ไร่ และภายหลังจำเลยที่ 19 ยังยื่นขอสินเชื่อเพิ่มอีก 2,000 ล้านบาท เพื่อนำไปพัฒนาโครงการกฤษดาซิตี้โดยขอเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 19 ไม่ตั้งใจทำโครงการตามที่อ้างขอเสนอสินเชื่อ

โดยโครงการที่มีการเสนอขอสินเชื่อนั้นถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ มีวงเงินที่สูง แต่จำเลยกลับไม่มีรายละเอียดและข้อมูลที่จำเป็นประกอบการขอสินเชื่อ เพื่อให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของโครงการ โดยที่การตรวจสอบก่อนจะเสนอขอสินเชื่อของบริษัทจำเลยที่ 18-19 นั้น จำเลยที่ 5-17 เป็นกรรมการอนุมัติสินเชื่อ โดยจำเลยที่ 12 ซึ่งเป็นประธานกรรมการพิจารณาสินเชื่อที่มี บริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 20 เป็นลูกค้า ย่อมรู้ดีอยู่แล้วถึงข้อมูลว่าบริษัทจำเลยที่ 18-19 เป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 20 ซึ่งเป็นหนี้สถาบันการเงินหลายแห่ง มีการปรับโครงสร้างหนี้หลายครั้ง จนถูกห้ามก่อหนี้เพิ่ม และถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง แต่จำเลยที่ 5-17 ยังคงเสนอให้อนุมัติสินเชื่อให้กับจำเลยทั้งสอง โดยให้ความเห็นว่าอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงพอรับได้ และการกระทำดังกล่าวยังเป็นในลักษณะเร่งรีบเพื่อปล่อยกู้ให้ทัน เป็นการเปิดช่องให้จำเลยทั้งสองนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยนำไปชำระหนี้สถาบันการเงินอื่นและซื้อหุ้นจากเจ้าหนี้คืนเพื่อให้จำเลยที่ 20 กลับมามีอำนาจการบริหารในอนาคต จากเดิมที่มีสถานะไม่มั่นคง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2-5 และ 8-17 ซึ่งเป็นกรรมการสินเชื่ออนุมัติยินยอมอนุมัติวงเงินให้จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ สร้างความเสียหายให้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และประชาชนที่ฝากเงิน

...

ส่วนที่ ร.ท.สุชาย นายวิโรจน์ และนายมัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา กรรมการบอร์ดกรุงไทย จำเลยที่ 2-4 อนุมัติขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพของบริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 20 ให้กับ บริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์คอมมูนิเคชั่น จำกัด จำเลยที่ 22 นั้น การที่นายวิโรจน์ จำเลยที่ 3 ให้เครดิตการชำระเงินขายหุ้นให้นานถึง 4 เดือน และยังมีการมอบฉันทะให้บริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์คอมมูนิเคชั่น จำกัด จำเลยที่ 22 ออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 20 แม้ว่าหุ้นจะไม่ใช่สินเชื่อ แต่ลักษณะของการดำเนินการดังกล่าว ก็เป็นการให้สินเชื่ออย่างหนึ่ง ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งเรื่องนโยบายสินเชื่อ ในการวิเคราะห์ความเสี่ยง ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 2-4 ดังกล่าวทำให้ธนาคารกรุงไทยขายหุ้นไปโดยไม่ได้รับการชำระค่าหุ้น และการมอบฉันทะให้จำเลยที่ 22 เข้าประชุมผู้ถือหุ้นจนมีการลงคะแนนเสียงลดจำนวนหุ้นบุริมสิทธิ์ ทำให้มีมูลค่าเป็นศูนย์ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบเช่นกัน เพราะเป็นการให้สินเชื่อในกรณีพิเศษ

ส่วนที่จำเลย 2-5 และ 8-27 ร่วมกันกระทำผิดหรือสนับสนุนจำเลยที่ 1 นั้น ได้ความจากพยานซึ่งเป็นกรรมการพิจารณาสินเชื่อธนาคารกรุงไทยว่า ก่อนการประชุมอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทจำเลยที่ 18-19 นั้น จำเลยที่ 2 ได้โทรศัพท์มาหาพยานและบอกว่าบิ๊กบอส หรือซุปเปอร์บอสได้ดูดีแล้ว ไม่ให้คัดค้านการอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทจำเลยที่ 18-19 ซึ่งในชั้นพิจารณากับชั้นไต่สวนของ คตส. พยานยังเบิกความไม่ชัดเจนว่า บิ๊กบอสหรือซุปเปอร์บอส คือจำเลยที่ 1 หรือภรรยาของจำเลยที่ 1 กันแน่ แม้จะมีอ้างถึงเงินจากเครือบริษัทจำเลยโอนเข้าบัญชีบุตรของจำเลยที่ 1 และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 แต่ก็พบว่ากลุ่มคนดังกล่าวก็เกี่ยวพันกับภรรยาของจำเลยที่ 1 พยานจึงอาจเข้าใจตามความคิดของพยานเองว่าบิ๊กบอส หรือซุปเปอร์บอส คือจำเลยที่ 1 ดังนั้น ชั้นนี้อาจยังฟังไม่ได้ว่าจำเลย 2-5 และ 8-27 ร่วมกับจำเลยที่ 1

...

จึงพิพากษาให้จำคุก ร.ท.สุชาย นายวิโรจน์ นายมัฌชิมา และนายไพโรจน์ จำเลยที่ 2-4 และ 12 คนละ 18 ปี ตามความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.4 จำเลยที่ 5 จำเลย 8-11 และจำเลยที่ 13-17 เป็นพนักงานของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.4 จำคุกจำเลยทั้ง 10 คนในส่วนนี้คนละ 12 ปี

สำหรับนายวิชัย กฤษดาธานนท์ เจ้าของโครงการหมู่บ้านกฤษดามหานคร จำเลยที่ 25 และจำเลยที่ 18-27 ซึ่งเป็นนิติบุคคล และผู้บริหารบริษัทในเครือกฤษดานคร มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 โดยให้ปรับจำเลยที่ 18-22 ซึ่งเป็นนิติบุคคล รายละ 26,000 บาท และให้จำเลยที่ 23-27 จำคุกคนละ 12 ปี และให้จำเลยที่ 20, 25 และ 26 รวมกันคืนเงิน 10,004,467,480 บาท แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหาย

นอกจากนี้ ให้นายวิโรจน์จำเลยที่ 3, 22 และจำเลยที่ 27 ร่วมรับผิด 9,554,467,480 บาท และให้จำเลยที่ 12-17, 21, 23 และ 24 ร่วมรับผิดจำนวน 8,818,732,100 บาท ส่วนจำเลยที่ 18 ร่วมรับผิด 450 ล้านบาท และจำเลยที่ 2, 4, 5 และ 8-11 และ 19 ร่วมรับผิดจำนวน 8,368,732,100 บาท หากจำเลยที่ 18-22 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6-7

ภายหลังฟังคำพิพากษาญาติจำเลยมีอาการโศกเศร้า ต่างกอดกันร่ำไห้ด้วยความเสียใจ โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำรถห้องขังของเรือนจำมารอรับที่ด้านหน้าทางเข้าศาลฎีกา โดยทยอยนำจำเลยทั้งชายและหญิงขึ้นรถคันเดียวกัน โดย ร.ท.สุชายเดินนำกลุ่มจำเลยที่เป็นอดีตบิ๊กแบงก์กรุงไทยออกมา ทันทีที่เห็นรถเรือนจำจอดรออยู่ถึงกับชักสีหน้าด้วยอาการไม่สู้ดี ขณะที่นายวิโรจน์เดินก้มหน้ายอมรับในชะตากรรม ท่ามกลางเสียงร้องไห้ระงมของกลุ่มญาติ ต่างโบกมือให้กำลังใจก่อนรถจะนำจำเลยทั้งหมดไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ขณะที่จำเลยผู้หญิงแยกไปขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง

...

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ว่าเมื่อได้รับทราบคำตัดสินของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้อดีตผู้บริหารและพนักงานของธนาคารมีโทษจำคุก 12-18 ปี พนักงานของธนาคารรู้สึกตกใจต่อคำตัดสิน และผู้บริหารส่วนใหญ่ได้เกษียณอายุการทำงานไปแล้ว ยังมีเพียงพนักงานของธนาคาร 2 คน คือนายประพันธ์พงศ์ ปราโมทย์กุล จำเลยที่ 13 และนางสาวกุลวดี สุวรรณวงศ์ จำเลยที่ 14 ยังเป็นพนักงานของธนาคาร แต่เมื่อศาลตัดสินลงโทษให้จำคุก ถือว่าคดีสิ้นสุดแล้ว ซึ่งตามระเบียบของธนาคาร พนักงานทั้ง 2 คน ต้องออกจากการเป็นพนักงานของธนาคารกรุงไทย

นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้อดีตผู้บริหาร และพนักงานของธนาคารทุจริตปล่อยกู้ให้กับบริษัทในเครือบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) มีโทษจำคุก 12-18 ปีนั้น พนักงานต่างร้องไห้ องค์กรเกิดการระส่ำ พนักงานไม่คาดคิดว่าผลการตัดสินของศาลฯ จะออกมาเป็นแบบนี้ ทำให้ขณะนี้เป็นห่วงเรื่องของ ขวัญกำลังใจของพนักงานในการทำงาน ธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารพาณิชย์ เรื่องการปล่อยสินเชื่อถือว่าเป็นธุรกรรมปกติ ซึ่งจากการตรวจสอบแฟ้มการปล่อยสินเชื่อก็เป็นไปตามขั้นตอนปกติ

“หลังศาลตัดสินได้มีตัวแทนของพนักงานของธนาคารเข้ามาพบผม เพื่อขอหารือในการที่พนักงานของธนาคารกรุงไทย จะรวมตัวกันยื่นถวายฎีกาเพื่อขออภัยโทษให้กับอดีตผู้บริหารทั้ง 10 คน และยังเป็นพนักงานอีก 2 คน ซึ่งผมได้สั่งการให้ไปคัดรายละเอียดคำพิพากษา เพื่อดูรายละเอียดของคำตัดสิน เพื่อนำมาประกอบการยื่นถวายฎีกา” นายวรภัคกล่าว

สำหรับความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาหนี้ เสียของบริษัทในเครือของบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) ประกอบด้วยบริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด วงเงินกู้ 9,900 ล้านบาท บริษัทอาร์เค โปรเฟสชั่นแนล จำกัด วงเงินกู้ 500 ล้านบาท และการอนุมัติขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพของบริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) ให้กับบริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์คอมมูนิเคชั่น จำกัด จำนวนเงิน 1,185,735,380 บาทนั้น การดำเนินคดีของธนาคารกรุงไทย อยู่ในขบวนการฟ้องล้มละลาย แต่เนื่องจากหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นที่ดินย่านบางนา-ตราด ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิกว่า 4,000 ไร่ มีราคาประเมินสูงกว่ามูลหนี้ที่กู้จากธนาคารกรุงไทย จึงยังไม่สามารถฟ้องล้มละลายได้