จาก “บึมราชประสงค์” เหตุสลดเซ่นชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ สู่ผลกระทบของผู้คนหลากสาขาอาชีพที่ต้องทำมาหากินใช้ชีวิตคู่ขนานไปกับศาลพระพรหม ซึ่ง ณ วันนี้ เหล่าคนหาเช้ากินค่ำ กำลังได้รับควันหลงจากเหตุร้ายที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น...
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จับเข่าคุยฟังเรื่องราวความทุกข์ยากจากปากของผู้คนที่ใช้ความศักดิ์สิทธิ์แห่งพระพรหม สร้างสัมมาอาชีพหล่อเลี้ยงชีวิต แต่มาวันนี้ วันที่พิษระเบิดลงใจกลางเมือง วันที่พวกเขาได้รับผลกระทบอย่างเจ็บปวดไม่แพ้ใคร...“ทำไมเขาใจร้าย เขาฆ่าคนตาย แต่เขารู้ไหม เขากำลังฆ่าคนเป็นให้ตายตามไปด้วย” คำพูดกรีดลึกหัวใจคนฟัง จากคุณป้าวัย 58 ปี ผู้ยึดอาชีพขายพวงมาลัยข้างศาลพระพรหม เอราวัณ
...
ค้าพวงมาลัย...“รู้ไหม เขากำลังฆ่าคนเป็นให้ตายตามไปด้วย?”
คุณป้าสุนีย์ พุทธศร วัย 58 ปี ผู้ค้าพวงมาลัยข้างศาลพระพรหม เล่าถึงสภาพชีวิตหลังผ่านพ้นเหตุบึมราชประสงค์ให้ทีมข่าวฟังว่า ป้ายึดอาชีพขายพวงมาลัยมาแล้วถึง 40 ปี ในทุกๆ เช้าป้าต้องตื่นตั้งแต่เช้ามืด นั่งรถเมล์สาย 48 จากรามฯ 2 มาลงสยาม เพื่อขายพวงมาลัยทุกวัน และในระหว่างสัปดาห์จะมีพ่อค้าจากปากคลองตลาด นำดอกไม้ที่ใช้สำหรับร้อยมาลัยมาส่งเหล่าพ่อค้าแม่ขาย โดยร้านของป้าจะลงทุนกับค่าดอกไม้ เฉลี่ยแล้วสัปดาห์ละประมาณ 2,500 บาท
เดิมทีเธอมีรายได้จากการขายพวงมาลัยหลังหักค่าใช้จ่าย ตกวันละ 1,000-2,000 บาทต่อวัน เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติทั้งจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และชาติตะวันตก มาซื้อหาพวงมาลัยอย่างไม่ขาดสาย แต่หลังจากเกิดเหตุระเบิดที่ศาลพระพรหม เอราวัณ รายได้เธอเหือดหายอย่างหนัก เหลือเพียงวันละไม่ถึง 300 บาทเท่านั้น
“ทำไมเขาใจร้าย เขาฆ่าคนตาย แต่เขารู้ไหม เขากำลังฆ่าคนเป็นให้ตายตามไปด้วย ลูกๆ ป้า ครอบครัวป้าจะอยู่อย่างไร เมื่อก่อนมีรายได้คงที่ พอใช้จ่าย ซื้อของเข้าบ้านได้ แต่มาวันนี้ รายได้น้อยลง บางวันก็ติดลบ แต่หนี้ยังอยู่เท่าเดิมนะ แล้วป้าจะหาจากไหนมาใช้หนี้เขา” ป้าสุนีย์ ผู้ค้าพวงมาลัยข้างศาลพระพรหม กล่าวด้วยน้ำเสียงทอดอาลัย
ในแง่สุขภาพจิตใจของคุณป้าวัย 58 ปีนั้น ได้รับผลกระทบไม่แพ้สภาพความเป็นอยู่ของทางบ้านที่กำลังย่ำแย่เช่นกัน เพราะหลังจากเหตุระเบิดเกิดขึ้น ความปลอดภัยที่เคยมีเลือนหายไป เหลือทิ้งไว้คือความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นภายใต้จิตใจของผู้ค้าพวงมาลัยข้างศาลพระพรหม เอราวัณ และบรรดาสาขาอาชีพต่างๆ โดยรอบ
คุณป้าสุนีย์ หญิงขายพวงมาลัย กล่าวอย่างสิ้นหวังว่า “จะไม่ออกมาขายก็ไม่ได้ ป้ายึดอาชีพนี้มาร่วม 40 ปี กลัวๆ เหมือนกันว่า นั่งๆ ขายอยู่ มันจะระเบิดตู้มต้ามเข้าอีกรอบ ป้าแก่แล้ว ทางหนีทีไล่ก็ไม่ดีเท่าคนหนุ่มสาว ถ้ามีอีก งานนี้ป้าแย่แน่ๆ ลูกๆ หลานๆ ก็ไม่อยากให้มาขาย เขาเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย แต่ถ้าไม่ขาย ป้าก็ไม่รู้จะไปทำมาหากินอะไรแล้ว”
...
คนกวาดขยะ...“ฉันสงสัยในถุงดำ คืออะไร?”
คุณน้า ปารณิย์ ชำรัม พนักงานกวาดขยะของ กทม. เขตปทุมวัน (รอบบ่าย) เล่าถึงชีวิตการทำงานที่พันผูกกับศาลพระพรหม เอราวัณ ว่า ในทุกวันๆ น้าจะเข้าเวรในรอบบ่าย คือ เวลาตั้งแต่ 12.00-20.00 น. ซึ่งบริเวณศาลรอบนอกของศาลพระพรหม เอราวัณ ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่น้ามีหน้าที่ดูแลเก็บกวาดความสะอาด ซึ่งในวันที่เกิดเหตุ นับว่าเป็นโชคดีของน้าที่ไม่ได้อยู่ใกล้เคียงพื้นที่ระเบิด แต่ในความโชคดี ก็ยังมีความโชคร้ายอยู่บ้าง
“วันรุ่งขึ้น (18 ส.ค.58) หลังจากที่ระเบิดไปแล้ว เกณฑ์เจ้าหน้าที่เข้าไปทำความสะอาดบริเวณศาลพระพรหม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเราด้วย เศษชิ้นเนื้อ ชิ้นส่วนต่างๆ ของคนที่โดนระเบิด ยังตกอยู่เกลื่อนศาลเลย กลิ่นคาวเลือด กลิ่นชิ้นเนื้อเริ่มส่งกลิ่นตลบอบอวลไปทั่ว เลือดติดถนน เนื้อติดถนน จนต้องเอาเกรียงแซะออกให้หมด เพื่อนที่เป็น กทม.ด้วยกันต้องเอาผ้าชุบน้ำซับหน้าตลอด บางคนกวาดไปด้วย วิ่งไปอ้วกด้วยสลับกัน แต่สุดท้ายก็เสร็จไปได้ด้วยดี” พนักงานกวาดขยะของ กทม. ถ่ายทอดประสบการณ์วันทำความสะอาดซากความเสียหายจากเหตุระเบิด
...
ปารณิย์ พนักงานกวาดขยะ เขตปทุมวัน เธอยังเป็นอีกหนึ่งคนที่ขวัญผวาและได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดราชประสงค์ แม้ว่ารายได้ของเธอไม่ได้ผันแปรตามอาชีพพ่อค้าแม่ขาย แต่ในแง่ของการทำงาน ก็ได้รับผลพวงไม่ต่างกัน
“ตอนจะเก็บขยะ หรือเจอถุงดำแต่ละที ความรู้สึกแตกต่างไปจากเมื่อก่อนมาก เพราะเมื่อก่อนเราคิดว่าในถุงดำๆ ข้างหน้า เป็นแค่ขยะธรมดา แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เราสงสัยและกังวลตลอดว่า ในถุงอาจมีระเบิดหรือเปล่า เปิดออกมาจะระเบิดใส่หน้าเราไหม นี่คือสิ่งที่เรากลัว” จากหัวใจพนักงานกวาดขยะ เขตปทุมวัน
...
วินมอเตอร์ไซค์...ติดไฟแดงทีไร จอดมอเตอร์ไซค์แถวหน้าผวาทุกที!
ทีมข่าวสำรวจโดยรอบบริเวณศาลพระพรหม ได้พบกับวินรถจักรยานยนต์ ประจำจุดข้างโรงแรมอโนมา สมชาย เปลี่ยนทิศ ชายวัย 38 ปี หลังสิ้นเสียงระเบิด ชีวิตการทำงานของเขาแตกต่างออกไปจากทุกวันที่ผ่านมา จากวันที่วุ่นวาย ผู้คนรถราขวักไขว่ แปรเปลี่ยนเป็นวันแสนสงบท่ามกลางย่านเศรษฐกิจใจกลางกรุง สมชาย เอนกายบนเปลผืนเล็กข้างรถจักรยานยนต์คู่ชีพ หลังจากที่ไม่มีเวลาให้พักผ่อนแบบนี้มานานเท่าไร เขาจำไม่ได้ไปเสียแล้ว
อาชีพวินมอเตอร์ไซค์ที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ต้องโดนหางเลขได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ สมชายบ่นอุบ "ก่อนหน้าที่จะมีการระเบิดแถวนี้มีคนพลุกพล่านแทบทั้งวัน ทัวร์ต่างชาติจะมาลงตรงบิ๊กซีราชประสงค์ นักท่องเที่ยวก็เดินไปไหว้ศาลพระพรหมทั้งวัน แต่พอเกิดเหตุระเบิดจนถึงวันนี้ไม่มีทัวร์เข้ามาเลย คนก็ดูบางตา นานๆ จะมีคนเดินผ่านมาสักคนสองคน พนักงานออฟฟิศแถวนี้ที่เป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเวลาไปไหนมาไหนก็จะใช้บริการของวินมอร์เตอร์ไซค์ตลอด แต่ตอนนี้พวกเขาไม่อยากจะออกไปไหน รายได้ที่เคยมีต่อวันเกือบหนึ่งพันบาท ทุกวันนี้ได้ไม่ถึง 500 บาท หักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วแทบไม่มีเหลือ"
แม้วันที่เกิดเหตุระเบิดจะไม่ได้อยู่ในบริเวณนั้นโดยตรงแต่ภาพความเสียหายที่ได้พบเห็นยังฝังลึกในจิตใจ ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ต้องอยู่กับความหวาดผวา ความสบายใจที่เคยมีได้หายไปพร้อมกับควันระเบิดที่จางหายและความตายที่ไม่มีใครคาดคิด
"เดี๋ยวนี้จะไปไหนก็กลัวๆ กล้าๆ ขนาดขับรถไปติดไฟแดงยังไม่กล้าไปอยู่ด้านหน้า ธรรมดารถมอเตอร์ไซค์เวลาติดไฟแดงจะต้องไปติดอยู่ข้างหน้า แต่ตอนนี้ไม่ทำแล้ว มันรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี ผมจะไปอยู่ท้ายๆ ต้องคอยหวาดระแวงวิตกกังวล รู้สึกอึดอัดไม่คิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย" นายสมชาย ปรับทุกข์กับทีมข่าว
โชเฟอร์แท็กซี่...เชื่อมั่นประเทศไทย จับคนร้ายได้ เศรษฐกิจคึกคัก
นายประยูรณ์ เมฆลอย วัย 46 ปี อาชีพขับแท็กซี่ให้บริการนักท่องเที่ยวโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ยืนต่อคิวรอคอยเวลาที่จะมีผู้โดยสารใช้บริการ แต่เหมือนเป็นการรอคอยที่ไม่มีจุดสิ้นสุดเพราะรถแท็กซี่คิวหน้าถัดออกไปห้าถึงหกคันยังจอดสนิทไร้วี่แววนักท่องเที่ยวเรียกใช้บริการอย่างที่เคยเป็น ช่วงเวลาแห่งการทำมาหากินก่อนเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่กับหลังเกิดเหตุช่างแตกต่างกัน และที่สำคัญรายได้ที่เคยได้รับกลับเลือนหายเหลือเพียงรายจ่ายที่ต้องแบกรับไปวันต่อวัน
"ปกติแล้วรถที่เข้าคิวอยู่ไม่เกินห้านาทีก็ได้รับผู้โดยสารแล้ว อย่างช้าที่สุดไม่เกิน 15 นาที ตกบ่ายนักท่องเที่ยวจะเช็กเอาต์หรือออกไปเที่ยวก็จะคึกคัก แต่ตอนนี้ก็อย่างที่เห็นรถจอดกันยาวเหยียดตั้งแต่เช้าจนตอนนี้ก็แทบไม่ได้ไปไหน เดิมจากที่เคยได้ไม่ต่ำกว่าสองพันกว่าบาทแต่หลังจากมีเหตุระเบิด วิ่งรถตั้งแต่แปดโมงเช้ายันเที่ยงคืนตอนนี้ได้สามร้อย หักค่าแก๊สค่ากินค่าล้างรถ ไหนจะต้องส่งลูก 2 คนเรียนหนังสือ นี่ยังไม่รวมกับค่างวดที่ต้องส่งรายเดือนอีกสองหมื่นกว่าบาท" โชเฟอร์แท็กซี่ กล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
แรงระเบิดได้ทำลายล้างความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของผู้ประกอบอาชีพในย่านนี้
"แขกที่อยู่ในโรงแรมพอรู้ข่าวก็ตื่นตระหนก บางคนยังไม่ถึงเวลากลับ เขาก็เช็กเอาต์กลับไปก่อน เพราะเขาไม่มั่นใจว่าเหตุการณ์จะบานปลายมากแค่ไหน แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดี แต่ในภาพรวมแล้วนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเขายังมองว่าประเทศเรายังอันตรายอยู่ เชื่อว่าความเชื่อมั่นทั้งหมดจะกลับมาก็ต่อเมื่อสามารถจับกุมคนร้ายได้" นัยน์ตาโชเฟอร์แท็กซี่สะท้อนไปด้วยประกายแห่งความหวัง
หลังควันหลงจากระเบิดราชประสงค์จบสิ้น ชีวิตของคนเป็นต้องเดินต่อไป คนหาเช้ากินค่ำต้องไม่ท้อถอย ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ได้รับผลกระทบ เพราะเราเชื่อว่าไม่นานเกินรอ ความเชื่อมั่นจะกลับมา เศรษฐกิจจะนำพาให้ท่องเที่ยวดีขึ้นเอง...