พี่สาว “เสี่ยจืด” เห็นใจตำรวจต้องทุ่มกำลังทำเรื่องระเบิดคดีน้องชายไม่คืบ แต่วอนสื่อให้กระทุ้งบริษัทโตโยต้าให้ข้อมูลรถยนต์คันเกิดเหตุเพื่อไขการตาย ติงไม่มีใครอยากรู้หรือว่าบรรยินคล้องพระดีอะไรจึงแคล้วคลาดรอดตายตลอด ด้านตำรวจกองปราบฯเร่งเอาหลักฐานสำคัญที่ส่งไปตรวจพิสูจน์มารวมกับปากคำพยานหาข้อพิรุธเพื่อนำไปสู่การออกหมายจับคดีโอนหุ้น ตำรวจเผยรู้ว่าพยานทุกคนหวาดกลัว แต่จะดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่

คดีปริศนาการตายของ “เสี่ยจืด” นายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างระดับประเทศมี พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ ตกเป็นผู้ต้องหาขับรถประมาทเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต ต่อมาญาติตรวจสอบพบว่า นายชูวงษ์โอนหุ้นมูลค่า ประมาณ 300 ล้านบาท ให้กับหญิงสาว 2 คน ที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง คือ น.ส.กัญฐณา ศิวาธนพล พริตตี้สาวท้องแก่ และ น.ส.อุรชา วชิรกุลฑล โบรกเกอร์สาว จึงเข้าร้องเรียน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ให้คลี่คลายเงื่อนงำการตาย โดยเฉพาะคดีการโอนหุ้นตำรวจขมวดปมเห็นเค้าลางคนร้ายอย่างน้อย 2 คน เตรียมจ่อออกหมายแจ้งข้อกล่าวหา

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 20 ส.ค. น.ส.วันเพ็ญ ธนธรรมศิริ พี่สาวนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง หรือเสี่ยจืด ได้เปิดเผยทางโทรศัพท์ว่า คดีการตายอย่างมีเงื่อนงำของน้องชายตนได้เฝ้าติดตามการทำงานของตำรวจมาตลอดเวลา ล่าสุดเห็นว่าสัปดาห์นี้ตำรวจกองปราบปรามจะมีการออกหมายจับผู้ต้องหาอย่างน้อย 2 ราย แต่ก็ยังไม่เห็นมีหมายจับออกมาสักที แต่ตนก็เข้าใจเพราะขณะนี้ตำรวจมีคดีระเบิดที่ศาลพระพรหม ตำรวจต้องทุ่มกำลังทุกฝ่ายไปทำคดีใหญ่นี้ ตนขอฝากสื่อมวลชนกระทุ้งเรื่องที่มีการทำหนังสือขอความร่วมมือไปยัง บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย (จำกัด) เพื่อมาให้ข้อมูลกับตำรวจเกี่ยวกับรถยนต์คันเกิดเหตุ เพราะรถคันนี้แท้จริงเป็นรถยนต์ประเภทเอสยูวี ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นแลนด์ครุยเซอร์ แต่เจ้าของรถนำตราโลโก้รถยี่ห้อเลกซัสมาติดแทน แต่ยังไม่ได้รับความร่วมมือในการเข้าให้ข้อมูล อ้างว่ารถรุ่นดังกล่าวบริษัทอื่นเป็นผู้นำเข้ามา

...

“อยากทราบว่า พ.ต.ท.บรรยิน คล้องพระดีอะไร ครั้งแรกเกิดอุบัติเหตุขับรถยนต์ให้เมียรักนั่งรถเสียหลักชนต้นไม้เมียตายคาที่ มาครั้งนี้ขับรถยนต์ให้เพื่อนรักนั่งเพื่อนก็มาตายอย่างน่าอนาถ นักข่าว หรือคนทั่วไปไม่อยากรู้หรือว่าท่านคล้องพระดังวัดไหนถึงได้แคล้วคลาดรอดตายทุกครั้ง” น.ส.วันเพ็ญกล่าว

ด้านตำรวจกองปราบปรามมีรายงานว่า ขณะนี้ชุดทำงานคลี่คลายคดีโอนหุ้น ของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง ตำรวจได้ประสานเร่งรัดขอผลตรวจคอมพิวเตอร์ที่ตรวจยึดมาได้จากบริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) และบริษัทสแตนดาร์ด เพอร์ฟอแมนซ์ จำกัด ที่ส่งไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ตรวจสอบหาข้อมูล เพื่อจะได้นำมาประกอบสำนวนในการขออนุมัติจับกุมผู้ต้องหา รวมทั้งหนังสือตอบกลับจากสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ที่ชุดทำงานส่งคลิปเสียงไปให้ตรวจ ถึงแม้จะไม่สามารถนำมาใช้ในศาลได้ แต่ทางพนักงานสอบสวนขอให้ทั้ง 2 สถาบัน ทำเอกสารตอบกลับส่งมาให้ เพื่อให้ครบตามขั้นตอน

มีรายงานว่าในส่วนของการเรียกพยานมาสอบปากคำเพิ่มเติมนั้นยังคงเรียกมาสอบปากคำอยู่ตลอด ทั้งพยานแวดล้อมและเอกสารต่างๆ เพื่อดูว่ามีพิรุธตรงจุดไหนบ้าง เพื่อนำมาประกอบสำนวน ถึงแม้พยานที่เรียกมาจะให้การว่าไม่รู้ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร แต่พยานหลักๆส่วนใหญ่ พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำไว้หมดแล้ว ทุกอย่างต้องทำอย่างรัดกุมแน่นหนา เพราะที่ผ่านมามีข่าวรั่วไหลออกมาตลอด ไม่ว่าพนักงานสอบสวนทำอะไร ไปสอบใครมา ตอนนี้ แม้กระทั่งพยานยังหวาดกลัวว่าถ้าเข้าให้ปากคำแล้วจะมีอันตรายหรือไม่ ทำให้ชุดทำงานของกองปราบปรามต้องทำงานอย่างรอบคอบรัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความปลอดภัยและความสบายใจให้กับพยานทั้งหลาย