ตัวแทนบริษัททวงรถ 'ธนาคารธนชาต' แจงกรณียึดรถยนต์ จากภรรยา ด.ต.พิฑูรย์ มะนะโส ชุดปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.ตรัง ยันเจ้าหน้าที่แบงก์มีแค่ 3 คน ไม่ใช่ 8 ชายฉกรรจ์ และปฏิบัติตามขั้นตอน ไม่มีการข่มขู่ เตรียมแจ้งความกลับ...

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2558 ที่สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.ตรัง นายพิศาล สามทิพย์ อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 36/26 ถนนบางรัก ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง ตัวแทนจาก บริษัท ทรัพย์ธนะกรุ๊ป จำกัด เลขที่ 7/38 หมู่ 4 ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นบริษัทฯ ประมูลรับช่วงจาก ธนาคารธนชาต เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีตามกฎหมาย ทวงถามและเรียกร้องให้ผู้ซื้อรถยนต์ชำระหนี้เช่าซื้อคืนจากผู้เช่าซื้อ ผู้ค้ำประกัน หรือผู้ครอบครองไว้โดยมิชอบตามสัญญาเช่าซื้อ เดินทางมาขอความเป็นธรรม พร้อมแก้ข้อกล่าวหา กรณีถูกนางสุวรรณ มะนะโส อายุ 37 ปี และ ด.ต.พิฑูรย์ มะนะโส ผบ.หมู่ สส.สภ.เมืองตรัง ผู้เป็นสามี อยู่บ้านเลขที่ 68/70 ถนนรักษ์จันทน์ อ.เมือง จ.ตรัง เข้าแจ้งความดำเนินคดีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่าตน เป็นแก๊งยึดรถที่แอบอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารธนชาต สาขาตรัง ใช้วาจาข่มขู่ และใช้กำลังกระชากกุญแจรถไปจากมือของนางสุวรรณา ทั้งที่กำลังตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน เพื่อยึดรถ โดยให้เหตุผลว่าขาดค้างชำระค่างวดเป็นระยะเวลา 7 เดือน ซึ่งทางธนาคารธนชาตได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไปแล้วก่อนหน้านี้

นายพิศาล กล่าวว่า ตามที่นางสุวรรณา และ ด.ต. พิฑูรย์ กล่าวหาว่าตนและชายฉกรรจ์ รวม 8 คน พูดจาข่มขู่ตะคอกตนด้วยวาจาไม่สุภาพ และข่มขู่ว่า ให้เอากุญแจรถมาจะยึดรถและกล่าวหาพวกตนแอบอ้างนั้น ไม่เป็นความจริง โดยชี้แจงว่า ในวันที่เกิดเหตุตนเจอรถเก๋งของ ด.ต.พิฑูรย์ บริเวณถนนบายพาส ใกล้ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ตรัง จึงตรวจเช็กข้อมูลจนทราบว่า เป็นรถที่มีการค้างชำระกับทางธนาคารธนชาต จำนวน 7 งวด จึงโทรหาเพื่อนร่วมงานอีกทีม ให้มาช่วยเจรจา รวมที่ได้มาพบกับผู้เช่าซื้อรถยนต์ มากันทั้งหมด 7 คน แต่ที่ลงไปเจรจากับนางสุวรรณา มีเพียงสามคนเท่านั้น ซึ่งตนก็เป็นหนึ่งในสามคนนั้น

...

นายพิศาล กล่าวต่อว่า ในวันที่ได้พูดคุยกับผู้เช่าซื้อ ขณะที่ลงไปเจรจากับนางสุวรรณา ก็ไม่ได้มีการข่มขู่แต่อย่างใด และพนักงานทุกคนก็แขวนป้ายชื่อซึ่งระบุตำแหน่งหน้าที่และบริษัทต้นสังกัดที่ชัดเจน ตอนที่ยังอยู่บริเวณหน้าวิทยาลัยพยาบาล ยังคงพูดกันด้วยดี ทางนางสุวรรณา ก็ยื่นกุญแจมาให้โดยดี โดยขอให้ไปพูดคุยกันที่บ้าน ที่อยู่ไม่ห่างจากหน้าวิทยาลัยฯ มากนัก เมื่อไปถึงบ้านนางสุวรรณา ก็เกิดมีปัญหาอึดอัดใจ โดยตนได้นำเอาเอกสารซึ่งเป็นหนังสือมอบอำนาจให้ติดตามรถยนต์ รวมทั้งหนังสือบอกเลิกสัญญา ให้นางสุวรรณา และ ด.ต.พิฑูรย์ ดู แต่ก็ไม่ยอมดู และใช้อารมณ์ในการพูดคุยมากขึ้น ซึ่งตนเห็นว่าไม่น่าจะคุยกันได้แล้วจึงยอมคืนกุญแจให้ ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวว่า ด.ต.พิฑูร์จะโทรตามเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะตนไม่ใช่มิจฉาชีพ แต่ที่ยอมกลับไปก่อนเพราะไม่อยากมีปากเสียงกัน

นอกจากนั้น นายพิศาล ยังกล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์นั้น ตนไม่คิดว่า ด.ต.พิฑูรย์ จะเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะจากการพูดคุยกันในวันนั้น ก็ไม่มีเหตุการณ์ใดที่ทำให้ นางสุวรรณา และ ด.ต.พิฑูรย์ ได้รับความเสียหายเลย อีกทั้งตนมาทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เมื่อรถที่ นางสุวรรณา นำไปขับ ขาดการผ่อนส่งตามที่บริษัทกำหนด ตนซึ่งมีหน้าที่ติดตามทวงรถคืน ก็ต้องทำตามหน้าที่ ส่วนกรณีที่ทาง ด.ต.พิฑูรย์ อ้างว่าได้มีการนำเงินไปจ่ายให้กับธนาคารแล้ว ก็ต้องไปชี้แจงกับธนาคาร เพราะตนยังคงได้รับเอกสารจากทางธนาคารว่า ด.ต.พิฑูรย์ ยังค้างจ่ายอยู่ ก็ต้องดำเนินการไปตามที่ได้รับมอบหมาย

ต่อมา นายพิศาล ได้เดินทางไปยัง สถานีตำรวจเมืองตรัง เพื่อสอบถามพนักงานสอบสวนว่า ทางผู้เช่าซื้อได้มีการแจ้งความดำเนินคดีหรือลงบันทึกประจำวันไว้แล้วหรือไม่ หากมีการแจ้งเอาผิดตน ตนก็จะแจ้งความผู้เช่าซื้อกลับในข้อหาแจ้งความเท็จ เบื้องต้นทราบว่า มีการแจ้งความดำเนินคดีกับตนไว้แล้ว แต่ทางพนักงานสอบสวนรับคดีไว้แต่ยังไม่ตั้งข้อกล่าวหา โดยให้เหตุผลว่าต้องเรียกคู่กรณีมาสอบสวนข้อเท็จจริงก่อน ซึ่งตนเองได้รับความเสียหายจากการที่ ด.ต.พิฑูรย์ และนางสุวรรณา ให้ข่าวต่อสื่อมวลชน จนเกิดการเข้าใจผิดไปแล้วทำให้ตนได้รับความเสียหาย หลังจากนี้จะมีการปรึกษาทนายความว่าจะดำเนินคดีกับผู้เช่าซื้ออย่างไร ในเมื่อตนไม่ได้กระทำตามที่ ผู้เช่าซื้อกล่าวหาแต่อย่างใด.