จริงอยู่!! กรณีลอบวางระเบิดแสวงเครื่อง บริเวณศาลพระพรหม สี่แยกราชประสงค์ ช่วง 1 ทุ่ม คืนวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิต 20 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 100 ราย...แน่นอนทั้งผู้ก่อเหตุ และอยู่เบื้องหลังการกระทำอันโหดเหี้ยมอำมหิตต่อผู้บริสุทธิ์ ย่อมถูกคนทั้งโลกรุมสาปแช่งประณาม

แต่ภายใต้ตรรกะ หรือทฤษฎีที่ว่า “สิ่งที่เห็น อาจไม่เป็นอย่างที่คิด” หรือ ไม่ว่าจะคิดสิ่งใดก็ตาม...ให้ลองฝึกคิดกลับด้าน ดูบ้างนั้น... แม้บางทีจะขัดกับอารมณ์ร่วม และมุมมองของคนทั้งโลก

...แต่บางที ความคิดที่ดูผิด ในสายตาคนส่วนใหญ่ หรือ ความคิดกลับด้าน แบบที่คนอื่น ไม่ค่อยคิดกัน อาจทำให้สามารถมองเห็นอะไรบางอย่าง ในมุมมองที่แปลกแตกต่างออกไป

“ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ มีเรื่องราวหลายกรณี ที่ก่อให้เกิดความเห็นต่างในสังคมไทย ถ้ามองอย่างผิวเผิน คนทั่วไปอาจด่วนสรุปและลงความเห็นว่า ชนวนเหตุเหล่านี้ต้องนำไปสู่การเกิดโศกนาฏกรรม ที่แยกราชประสงค์อย่างแน่นอน” แหล่งข่าวรายหนึ่ง ทำงานด้านความมั่นคง วิเคราะห์สถานการณ์

เขาบอกว่า การเลือกใช้บริเวณแยกราชประสงค์ เป็นสถานที่ก่อเหตุ ไม่ต่างจากการเลือกใช้ตึกเวิลด์เทรด ซึ่งเป็นเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ ของสหรัฐอเมริกา เป็นเป้าในการขับเครื่องบินพุ่งชน เมื่อหลายปีที่แล้ว

“แน่นอนคนส่วนใหญ่ย่อมมองว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำ หวังผลต้องการทำลายภาพลักษณ์ด้านท่องเที่ยว ภาพลักษณ์ความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเมืองหลวง และที่สำคัญต้องการทำให้เห็นว่า ภายใต้การบริหารประเทศขณะนี้ แม้แต่กลางเมืองหลวงแท้ๆ ยังไร้ซึ่งเสถียรภาพความปลอดภัยในชีวิต ถือเป็นความล้มเหลวของผู้บริหาร ที่ไม่สามารถปกป้องชีวิตผู้คน”

แต่ถ้ามองอย่างนักวิเคราะห์มืออาชีพ แหล่งข่าวบอกว่า ต้องท่องเอาไว้ในใจก่อนเสมอทุกครั้งว่า “ใดๆในโลกนี้ สิ่งที่เห็น อาจไม่เป็นอย่างที่คิด มันอาจจะมีอะไรมากกว่านั้น เพียงแต่ยังพิสูจน์ไม่ได้”

...

เขาว่า ในเวลาเดียวกัน ต้องจับเอาแต่ละชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นำมาโยง หรือปะติดปะต่อเข้ากัน โดยมีพยานหลักฐานที่แน่ชัดบางชิ้น มาเชื่อมโยงเสียก่อน

แหล่งข่าวว่า ร้อยทั้งร้อย...ณ เวลานี้ โดยเฉพาะในโซเชียล มีเดีย หรือสื่อสังคมออนไลน์ หลายคนมักลงความเห็นแบบคิดเอง เออเอง และเชื่ออย่างสนิทใจไปเรียบร้อยแล้วว่า

...ผู้ที่อยู่เบื้องหลังและสั่งการครั้งนี้ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับความชอกช้ำอย่างหนักทางการเมือง จากการกระทำของผู้บริหารประเทศชุดปัจจุบัน และพวกพ้อง...ซึ่งพูดแค่นี้ คนทั้งประเทศก็พอจะเดาออกว่า หมายถึงใคร?

แต่แหล่งข่าวบอกว่า หากมองเช่นนั้น โดยที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดพอ ย่อมเป็นการสุ่มเสี่ยงอย่างมหันต์ เพราะอาจเข้าทางมือที่ 3 ซึ่งต้องการเสี้ยมให้สถานการณ์ความขัดแย้งในเมืองไทยทวีความรุนแรงอย่างไม่มีวันจบ

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้ ไม่ต่างกับกรณีที่เด็กช่างกล 2 สถาบัน ยกพวกตีกัน แล้วมีมือที่ 3 อีกสถาบัน เอาสีสเปรย์ไปพ่นยั่วยุท้าทายไว้ตามที่ต่างๆ เพื่อเสี้ยมให้คู่อริอ่านแล้วยิ่งรู้สึกเกลียดแค้นชิงชังกันมากขึ้นนั่นแหละ ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดพอ การมองอะไรแบบด่วนสรุป นึกเอาเอง จึงถือว่าเป็นมุมมองที่ค่อนข้างอันตราย”

แหล่งข่าว ยังมองว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้ แม้จะนำมาซึ่งความเศร้าสลดของคนไทยและคนทั้งโลก เป็นการกระทำชั่วช้า ที่ผู้ก่อเหตุและอยู่เบื้องหลัง สมควรถูกรุมประณามก็ตาม

แต่เขาเห็นว่า ในมุมกลับ ทุกสายตาที่ทั่วโลกกำลังเพ่งมองมายังกรุงเทพฯและประเทศไทย...คนไทย ไม่ควรซ้ำเติม หรือตกเป็นเครื่องมือ...ช่วยขยายบาดแผลให้กรุงเทพฯและประเทศไทย ที่กำลัง บอบช้ำ...ให้ต้องเจ็บปางตาย หนักข้อขึ้นไปอีกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

“อย่าลืมว่า ยุคนี้สื่อสังคมออนไลน์ เชื่อมโยงถึงกันหมดทั่วโลก การแสดงออกต่างๆ ตามสื่อสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊กและไลน์ แม้จะเป็นการแสดงออกทางความรู้สึก ต่อความสูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น แต่ถ้ามองมุมกลับ มันคือดาบ 2 คม เปรียบเสมือนเรากำลังตกเป็นเหยื่อ หรือเครื่องมือของผู้ก่อเหตุ ซ้ำร้ายขึ้นไปอีก”

เขายกตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการติดแฮชแท็ก หรือเปลี่ยนรูปภาพหน้าปก บนสื่อสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ก ให้เป็นรูปธงชาติไทย หรือ ถ่ายภาพบริเวณจุดเกิดเหตุ ที่แยกราชประสงค์ มีผู้ได้รับบาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก แล้วพิมพ์ทับด้วยข้อความต่างๆ เพื่อไว้อาลัยแก่ผู้สูญเสีย

เช่น Stay Strong Thailand...Stronger Together หรือ Pray for Bangkok

แหล่งข่าวรายนี้ บอกว่า ยิ่งช่วยกันแชร์ภาพ และข้อความเหล่านั้น มากเพียงใด เปรียบเสมือนยิ่งไปช่วยฝ่ายผู้ก่อเหตุ หรืออยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมนี้ ประโคมโหมกระพือ ทำให้ยิ่งเกิดความสั่นสะเทือนแก่ชาวต่างชาติ มีผลต่อการยกเลิกที่พักซึ่งจองไว้ และการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว รวมถึงการลงทุนในประเทศไทย และอีกหลายความเสียหาย ที่ไม่อาจคาดคิด ตามมาเป็นเงา

“ในฐานะประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ทางที่ดีควร ตั้งสติ อย่าเต้นไปตามกระแส หรือช่วยโหมกระพือ ตกเป็นเครื่องมือ ตามที่โจรมันขุดบ่อล่อปลาไว้ให้...ที่สำคัญต้องเชื่อมั่นและให้ความร่วมมือทุกอย่างเท่าที่ทำได้ แก่เจ้าหน้าที่รัฐ...วิธีนี้จะทำให้ฝ่ายที่จ้องบั่นทอนความมั่นคง แพ้ภัยไปเอง” แหล่งข่าวแสดงความเห็นทิ้งท้าย
เพื่อเป็นการปลอบประโลมให้สติแก่สังคมไทยในบรรยากาศเช่นนี้ ขอหยิบยกเอาคำสอนบางตอนที่ ท่านเจ้าคุณพระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญา นันทะภิกขุ) เคยปาฐกถาธรรมไว้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มิ.ย.2529 มาฝากกัน

...

“ชาวพุทธเราควรจะอยู่ด้วยความไม่เป็นทุกข์ หรือให้ทำใจให้เป็น สุขอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น ฝนจะตก ฟ้าจะร้องหรือว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น...ในวิถีชีวิตของเรา เราไม่ควรเป็นทุกข์ในเรื่องนั้นๆ แต่เราควรจะใช้สติปัญญา เป็นเครื่องพิจารณา แล้วรู้จักปลง รู้จักวางในสิ่งนั้นๆ ไม่ควรเข้าไปยึดถือด้วยความโง่ ด้วยความเขลา”

“เพราะถ้าเราเข้าไปยึด ไปถือ ด้วยความโง่ความเขลา เราก็เป็นทุกข์ มันไม่ได้ประโยชน์อะไรแม้แต่น้อย ที่นั่งเป็นทุกข์ แต่เป็นการลงโทษตัวเอง ลงโทษสุขภาพจิต สุขภาพกาย ทำให้จิตเสื่อม ทำให้ร่างกายทรุดโทรม แก่เร็ว แล้วก็ตายเร็วด้วย เพราะว่ามีความทุกข์มาก มีความกลุ้มใจมาก ตัดทอนสุขภาพทั้งกายทั้งใจ ไม่เป็นเรื่องดีแม้แต่น้อย”

“ความทุกข์เป็นเหมือนน้ำร้อน เราคิดให้มันเป็นทุกข์ ก็เหมือนเอาน้ำร้อนมาราดตัว ตั้งแต่หัวถึงตีน ถลอกปอกเปิก เป็นคนดำๆ ด่างๆ ไป มันจะได้เรื่องอะไร เราไม่ควรจะคิดเช่นนั้น....เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ให้พยายามคิดว่า ดีแล้ว...พอแล้ว หรือ “เท่านี้ก็ดีถมไปแล้ว” อย่างนี้ใจก็สบาย...ให้นึกว่า ธรรมดา...มันเป็นเช่นนั้นเอง”

“คำนี้สำคัญมาก เรียกว่าเป็นคาถาวิเศษ สำหรับเอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน คือคำว่า ตถาตา แปลว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง อะไรๆมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ เราจะไปบังคับมันก็ไม่ได้ จะไปฝืนมันก็ไม่ได้ เพราะมันไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา”

“เราควรจะคิดว่า เออธรรมดามันเป็นอย่างนี้ เรานึกอย่างนี้ ก็พอจะปลง พอจะวางสภาพจิต ก็พอจะรู้เท่า รู้ทัน ในสิ่งนั้นๆ ความทุกข์ ก็จะเบาลง เพราะเรารู้จักวาง รู้จักพักผ่อนทางใจ ใจก็สบาย...”.