ได้ข้อสรุปแล้ว กรณีเจ้าอาวาสวัดจ้างช่างจากต่างถิ่นมาบูรณะธรรมาสน์โบราณ สมัย ร.6 ฝีมือบรมครูช่าง ลอกของเก่าดั้งเดิมออกทาสีใหม่ ให้ช่างกรมศิลป์ร่วมกับช่างเมืองเพชรซ่อมให้กลับมาเหมือนเดิม แล้วขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุเพชรบุรี...
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 18 ส.ค. นายล้อม เพ็งแก้ว นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการอิสระ พร้อมด้วยนายทองร่วง เอมโอษฐ ศิลปินแห่งชาติ นางพิศมัย ทองสมนึก ผอ.กลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี นายสนธยา เสนเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบุรี พระครูวัชรสุวรรณาทร เจ้าอาวาสวัดใหญ่สุวรรณาราม เจ้าคณะอำเภอเมืองเพชรบุรี นางประภาพรรณ ศรีสุข หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานพระนครคีรี ตัวแทนกรมศิลปากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปศาลาการเปรียญวัดพระทรง ต.ท่าราบ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ร่วมประชุมตรวจสอบและให้การช่วยเหลือวัดพระทรงในการบูรณะ อนุรักษ์วัตถุธรรมาสน์โบราณ โดยมีพระครูสังฆรักษ์ สมยศ ปริสุทฺโท เจ้าอาวาสวัดพระทรง ร่วมประชุม
การประชุมดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก กรณีที่ก่อนหน้านี้นายล้อม และนายทองร่วง ตลอดจนผู้สนใจศิลปวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางไปศาลาการเปรียญวัดพระทรง และพบว่า มีธรรมาสน์โบราณอายุเกือบ 100 ปี จำนวน 2 หลัง เป็นธรรมาสน์ยอดนพศูล ปิดทองทั้งหลัง ลายกระหนกนกทุกตัวแกะสลักหรือจำหลักด้วยความประณีตสวยงามทุกชิ้น เกินกว่าจะประเมินค่าได้ และเป็นแม่แบบให้แก่ธรรมาสน์ใน จ.เพชรบุรี อีกหลายแห่ง โดยหลังแรกเป็นธรรมาสน์เก่ามากสร้างในสมัยพระวินัยธรเนย เป็นเจ้าอาวาส คะเนว่าน่าจะอยู่ในช่วงรัชกาลที่ 5 หรือก่อนหน้านั้น
ส่วนหลังที่ 2 ซึ่งสร้างโดยขุนศรีวังยศ บรมครูสกุลช่างเมืองเพชรบุรี และทีมช่างในสมัยนั้นร่วมกันรังสรรค์ผลงานขึ้นมาในประมาณ ปี พ.ศ.2560 อายุเกือบ 100 ปี สมัยต้นรัชกาลที่ 6 เพื่อโชว์ฝีมือเชิงช่างเมืองเพชร ได้ถูกช่างจากต่างจังหวัดซึ่งพระครูสังฆรักษ์ ว่าจ้างมาบูรณะให้เป็นของใหม่ รื้อส่วนประกอบจนเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะธรรมาสน์หลังที่ 2 ซึ่งสร้างโดยขุนศรีวังยศ บรมครูสกุลช่างเมืองเพชรบุรี ในส่วนที่ถอดได้ถูกรื้อถอดจนหมดสิ้น และนำมากองไว้ด้านข้างธรรมาสน์ กระจกสีประดับถูกถอด ตัวธรรมาสน์กำลังได้รับการทาสีขาวและสีแดงรองพื้นได้ครึ่งๆ กลาง ๆ เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง ทำโดยขาดความระมัดระวัง งัดแงะจนของเก่าที่ทรงคุณค่าเสียหาย สร้างความเสียหายในเชิงช่างศิลป์เมืองเพชรบุรีอย่างประเมินค่ามิได้ ซึ่งเบื้องต้นได้มีการให้ช่างหยุดซ่อมแซมไว้
...
นายล้อมกล่าวว่า ตามความเชื่อแต่โบราณ ธรรมาสน์นี้ตั้งใจทำให้เป็น "วิมานเทวดา" การที่ช่างลอกหรือแงะกระจัง นาค ครุฑ สัตว์ป่าหิมพานต์ ดาวเพดาน ที่ปรากฏบนธรรมาสน์ อย่างไม่ระวัง และนำลงมากองไว้ เหมือนเทวดาถูกเปลื้องเครื่องทรง หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า เปลื้องผ้าเทวดา นับเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง การใช้สีวิทยาศาสตร์ทาให้เป็นสีทอง ก็ไม่อาจเทียบเคียงกับสีทองโบราณที่ทำจากทองคำจริง กระจกที่ใช้ประกอบสลับทำเป็นลายแบบของเก่าก็หาไม่ได้ การใช้ของใหม่จะสามารถแทนค่าศิลปะเมืองเพชรบุรีดั้งเดิมคงไม่ได้ นอกจากนี้ ขอให้วัด หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาไปดำเนินการแจ้งความ รวมถึงกรณีที่ ส่วนล่องถุนธรรมาสน์ทั้ง 4 ด้าน ที่จำหลักเป็นเรื่องราวของทศชาติชาดก แสดงความใกล้ไกลด้วยตำแหน่งภาพแบบ 3 มิติ ในไม้กระดานแผ่นเดียว โดยเฉพาะล่องถุนด้านหน้าเป็นภาพจันทกุมารจะถูกบูชายัญ ซึ่งเป็นภาพจำหลักอันทรงคุณค่าที่หายไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามสืบหาด้วย
ด้านพระครูสังฆรักษ์ เจ้าอาวาสวัดพระทรง กล่าวว่า ตนเห็นว่าธรรมาสน์หลังนี้อยู่ในสภาพทรุดโทรม จึงได้ว่าจ้างช่าง ให้ซ่อมแซมให้สวยงามตามแบบตำรับของเดิมทั้งหมด มิได้มีเจตนาทำให้เสียหายแต่อย่างใด ตั้งใจจะทำให้เหมือนเดิมทุกรายละเอียดเพียงแต่ทองที่ใช้ซึ่งเดิมใช้ทองคำแท้ในการปิดทอง ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นใช้สีทองทาแทน เนื่องจากหากใช้ทองคำแท้เช่นของเดิมจะต้องใช้งบประมาณสูงมาก แต่เมื่อถูกทักท้วงก็ยอมรับผิด และพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่
ขณะที่ นางประภาพรรณ ศรีสุข หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานพระนครคีรี กล่าวว่า กรมศิลปากรมีทีมช่างผู้เชี่ยวชาญในการซ่อมบำรุงวัตถุโบราณเช่นนี้อยู่ จากการประเมินความเสียหายเบื้องต้นเชื่อว่า ยังสามารถซ่อมบำรุงและบูรณะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ยินดีจะประสานให้ช่างจากกรมศิลป์มางานร่วมกับช่างเมืองเพชรเพื่อดำเนินการบูรณะซ่อมแซมอย่างถูกวิธีและคงอนุรักษ์ความเป็นเอกลักษณ์ฝีมือช่างของเพชรบุรีให้ได้มากที่สุด
นายสนธยา เสนเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักพุทธศาสนาจังหวัดเพชรบุรี ในฐานะประธานอนุกรรมการบูรณะซ่อมแซมธรรมาสน์วัดพระทรง กล่าวว่า เบื้องต้น ที่ประชุมได้เสนอให้ระงับการบูรณะทั้งหมดไว้ก่อน และให้คงสภาพธรรมาสน์เก่าที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ไว้ดังเดิม ส่วนธรรมาสน์ฝีมือ ขุนศรีวังยศ ให้หยุดการซ่อมแซมบูรณะเป็นการชั่วคราวและให้ตั้งคณะทำงาน ซึ่งประกอบด้วย คณะสงฆ์ นักประวัติศาสตร์ นักวิชาการ ช่างศิลป์เมืองเพชรบุรี ช่างสิบหมู่ของสำนักศิลปากร สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขึ้นมาเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหา หาแนวทางที่ดีที่สุดในการบูรณะซ่อมแซมให้คล้ายและเหมือนของดั้งเดิมมากที่สุด และเสนอให้สำนักวัฒนธรรมจังหวัดขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุทุกชิ้นที่พบในวัดเป็น “โบราณวัตถุเพชรบุรี” สมบัติของจังหวัดเพชรบุรี ก่อนพิจารณาคัดเลือกขึ้นทะเบียนกรมศิลปากรเป็นสมบัติชาติต่อไป.