พริตตี้สาวอุ้มท้องใกล้คลอดให้ปากคำกองปราบฯเพิ่ม ย้ำชัดเสี่ยชูวงษ์โอนหุ้นให้ไว้เลี้ยงดูตัวเอง หลังรู้ผลตรวจอัลตราซาวนด์ได้ลูกชาย แต่ไม่นึกจะมากมายขนาดนี้ ด้านทนายความรับ ลูกความไม่มีเจตนาหนี แต่ต้องเก็บตัวเพราะถูกกลุ่มชายฉกรรจ์สะกดรอยตามตั้งแต่วันมาให้ปากคำครั้งแรก รับเคยคบหากับลูกชายรองผู้ว่าฯสุราษฎร์ฯก่อนมาคบเสี่ย แต่เลิกราไป 3-4 ปีแล้ว ด้าน ผบ.ตร.เฉียบ สั่งโอนคดีให้กองปราบฯ มอบ “ประวุฒิ” คุมทีม เผยเหตุระแคะระคายมีไอ้โม่งใช้อิทธิพลและอำนาจเงินหวังบิดเบือนคดี ส่วนครอบครัว “เสี่ยชูวงษ์” โร่ร้อง “หมอพรทิพย์” เหตุสงสัยในสภาพศพกับรายงานการตรวจศพที่ไม่สอดคล้อง

ตามที่ครอบครัวเสี่ยจืด-นายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง เศรษฐีนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เคลื่อนไหวกดดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งคลี่ปมสงสัยในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่มี พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์เพื่อนผู้ตายเป็นคนขับ โดยเฉพาะการยื่นหนังสือให้ ผบ.ตร.สั่งโอนคดีการเสียชีวิตจาก สน.อุดมสุข ไปรวมกับคดีโอนหุ้นมูลค่ารวมเกือบ 300 ล้านบาทให้กับพริตตี้สาวท้องแก่ และโบรกเกอร์สาวคนสนิทเสี่ยผู้ตาย ที่กองปราบปรามกำลังดำเนินการอยู่จนใกล้จะออกหมายจับผู้อยู่เบื้องหลัง ล่าสุดยังเปิดปมสงสัยใหม่ ไม่เชื่อว่าเด็กในท้องพริตตี้สาวจะเป็นลูกเสี่ยชูวงษ์ โดยพี่สาวร้องขอให้ตรวจดีเอ็นเอ เพราะพบข้อมูลพริตตี้สาวมีหนุ่มลูกชายข้าราชการระดับสูงใน จ.สุราษฎร์ธานีติดพัน ระหว่างทั้งคู่คบหากันด้วย

โดยความคืบหน้าคดีนี้ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 ส.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป) น.ส.กัญฐณา ศิวาธนพล อายุ 26 ปี พริตตี้สาวท้องแก่ พร้อมด้วยนายเสกสรรค์ เสนาชู ทนายความเข้าพบ พล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี ผบก.ป. พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.1.บก.ป. พ.ต.ท.ณัฐพงษ์ เกิดเอี่ยม พงส.ผนก. กก.1 บก.1 ป. หลังจากตำรวจออกหมายเรียกเข้าสอบปากคำเพิ่มเติม

...

นายเสกสรรค์กล่าวว่า ตนและลูกความมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกเพื่อให้การเพิ่มเติมในหลายประเด็น ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเรื่องใดบ้าง ส่วนที่ญาตินายชูวงษ์ขอให้โอนคดีการเสียชีวิตของนายชูวงษ์มารวมกับคดีการโอนหุ้นที่กองปราบปรามรับผิดชอบ ไม่ขอออกความคิดเห็น แต่ขอให้ตำรวจคำนึงถึงหลัก ป.วิอาญา ในส่วนของการตรวจดีเอ็นเอ ไม่อยากให้นำมาเกี่ยวข้องกับคดี มองว่าไม่เกี่ยวกับการปลอมเอกสารหรือไม่ปลอมเอกสาร แต่หากผลดีเอ็นเอออกมาจะทำให้เอกสารสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงที่จะมาพูดเรื่องดีเอ็นเอ แต่ควรจะพูดว่าเอกสารเป็นการปลอมหรือไม่ ส่วนตัวมองว่านายชูวงษ์ อาจจะทำเอกสารปลอมขึ้นเอง เพราะจากที่ติดตามในข่าวพบว่าลายเซ็นในเอกสารเป็นลายเซ็นนายชูวงษ์จริง และไม่ควรเอาดีเอ็นเอมาพูดตอนนี้ เพราะเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ ตอนนี้ น.ส.กัญฐณาไปตรวจดีเอ็นเอมาแล้ว แต่ไม่ขอบอกว่าผลเป็นอย่างไร ส่วนสภาพจิตใจนั้นปกติไม่ได้มีความกังวลใดๆ

ทนายความพริตตี้สาวกล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ น.ส.กัญฐณาสนิทสนมกับลูกชายข้าราชการผู้ใหญ่ใน จ.สุราษฎร์ธานีนั้น จากการสอบถามพบว่ารู้จักจริง มีความสนิทสนมคบหากันมา 3-4 ปีก่อนจะเลิกรากันไป ก่อนไปคบหากับนายชูวงษ์ โดยผู้ตายไม่รู้จักลูกชายข้าราชการคนนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ชายคนดังกล่าวไม่ใช่คนที่พา น.ส.กัญฐณาไปฝากครรภ์ที่ รพ.ศิริราช รายละเอียดไม่ขอเปิดเผยเพราะเชื่อว่าต้องอยู่ในสำนวน ทั้งนี้ ยอมรับว่าเป็นกังวลมาก หลังจากที่มีข่าวออกมา มีแหล่งข่าวเปิดเผยเรื่องลูกชายของข้าราชการ โดยตนไม่ทราบว่าแหล่งข่าวที่ว่าเป็นใคร ได้มาอย่างไร แต่ข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นสาระสำคัญมีผลต่อรูปคดีมาก ไม่ควรนำมาเปิดเผย

เมื่อถามว่าลูกชายของข้าราชการที่สุราษฎร์ธานีใช่ ลูกชายรอง ผวจ.สุราษฎร์ธานีหรือไม่ ทนายความพริตตี้สาวตอบสั้นๆว่า ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปิดบัง เราพูดความจริง เมื่อถามต่อว่า ญาตินายชูวงษ์เผยว่าหากผลดีเอ็นเอออกมาว่าเป็นลูกนายชูวงษ์จริงยินดีจะช่วยเหลือ นายเสกสรรค์กล่าวว่า มองว่าญาตินายชูวงษ์คงไม่ยอม เพราะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อตั้งเงื่อนไขกับ น.ส.กัญฐณาต่างจากเราที่ไม่ตั้งเงื่อนไขใดๆ ทั้งนี้ ยอมรับว่าเกิดความกังวลใจที่ญาตินายชูวงษ์ ออกมาร้องเรียนตามที่ต่างๆ อยากบอกผ่านสื่อไปยังตำรวจว่า ขอให้ทำคดีอย่างตรงไปตรงมา ยึดพยานหลักฐานเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับกระแสข่าวว่า น.ส.กัญฐณาหายตัวไป ติดต่อไม่ได้นั้น ขอชี้แจงว่า ไม่ได้มีเจตนาหลบหนี แต่หลังเข้าให้ปากคำครั้งแรกที่กองปราบปราม ขณะเดินทางกลับ พบรถต้องสงสัย 2-3 คัน สลับติดตามตั้งแต่หน้ากองปราบปรามไปถึงถนนเลียบด่วนรามอินทรา เป็นจุดที่ น.ส.กัญฐณาเปลี่ยนรถเพื่อกลับบ้านที่ย่านจรัญสนิทวงศ์ จากนั้นยังมีชายฉกรรจ์หลายคนมาซุ่มอยู่หน้าบ้าน ด้วยความหวาดกลัว น.ส.กัญฐณาได้ปรึกษาตน ซึ่งได้แนะนำให้ไปพักอยู่ที่บ้านญาติใน จ.กาญจนบุรี ทั้งนี้ ไม่ทราบมาก่อนว่าชายฉกรรจ์ดังกล่าวเป็นใคร นอกจากนี้ยังมีบุคคลรอบข้าง น.ส.กัญฐณาถูกคุกคาม เช่น เพื่อนสาวของ น.ส.กัญฐณาก็ถูกติดตาม หรือแม้กระทั่งตนก็ถูกเช็กโทรศัพท์ มีชายปริศนาโทรศัพท์ไปยังบุคคลที่อยู่ในสมุดโทรศัพท์เพื่อสอบถามความเคลื่อนไหวตน

เมื่อถามว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ ยังคงติดต่อกับ น.ส.กัญฐณาอยู่หรือไม่ นายเสกสรรค์กล่าวว่า พ.ต.ท.บรรยินติดต่อมายัง น.ส.กัญฐณา อยู่บ้าง และได้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวน เป็นไปด้วยความห่วงใยในฐานะที่รู้จักกันมาก่อน แต่ไม่ได้มาพบ และไม่ได้เป็นผู้ติดต่อประสานงานให้ตนมาทำหน้าที่ทนายความในกรณีที่เกิดขึ้น รวมทั้งกรณีเอกสารที่ได้นำมายื่นให้กับพนักงานสอบสวนในวันเดียวกันนี้ ตนได้ทำหนังสือทวงถามความคืบหน้ากรณีที่ได้ร้องขอให้ถอนอายัดการทำธุรกรรมซื้อขายหรือโอนหุ้นในส่วนของ น.ส.กัญฐณา เพราะหลังตกเป็นข่าว หุ้นของ น.ส.กัญฐณา ได้รับผลกระทบจนเกิดความเสียหายกว่า 10 ล้านบาทแล้ว

ขณะที่ น.ส.กัญฐณากล่าวว่า ไม่ได้ต้องการทรัพย์สินในส่วนนั้น แต่ทราบว่านายชูวงษ์จะโอนหุ้นให้ โดยไม่ทราบมาก่อนว่าจะมากมายถึง 228 ล้านบาท สำหรับสาเหตุที่โอนหุ้นให้นั้น นายชูวงษ์ให้เหตุผล ต้องการเพื่อให้ตนเลี้ยงดูตนเองหลังจากที่ตนตั้งครรภ์ได้ไปอัลตราซาวนด์แล้วเป็นลูกชาย เมื่อถามว่า จากนี้จะวางแผนเลี้ยงลูกอย่างไร พริตตี้สาวท้องแก่ใกล้คลอดปฏิเสธที่จะตอบคำถาม

ต่อมาเวลา 13.30 น. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. มาสมทบกับพนักงานสอบสวนกองปราบฯ และเชิญตัว น.ส.กัญฐณาไปสอบปากคำต่อที่ห้อง ศปก.กก.1บก.ป. ชั้น 2 บก.ป. โดย พล.ต.ท.ประวุฒิเผยว่า มาร่วมสอบปากคำด้วยตนเอง เบื้องต้นทราบว่า หลังจากสอบปากคำครั้งแรก น.ส.กัญฐณาถูกคุกคามโดยมีชายฉกรรจ์ติดตาม จากนี้จะสืบสวนว่ากลุ่มชายฉกรรจ์เป็นใคร หาก น.ส.กัญฐณาเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย สามารถร้องขอตำรวจช่วยคุ้มกันให้ได้ ส่วนการโอนคดีการเสียชีวิตนายชูวงษ์มาให้กองปราบปราม ต้องทำเรื่องเสนอ ผบ.ตร. อยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการ

มีรายงานข่าวแจ้งว่า ในเวลา 13.00 น. วันที่ 18 ส.ค. น.ส.อุรชา วชิรกุลฑล โบรกเกอร์สาวคนสนิทอีกคนที่นายชูวงษ์โอนหุ้นให้เกือบ 40 ล้านบาท จะเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปรามตามหมายเรียกเช่นกัน

...

วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.กล่าวว่า คดีนี้ต้องปล่อยให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทำให้เต็มที่ ไม่เร่งรัดเรื่องผลสืบสวนสอบสวนคดี มีหลายประเด็นที่คนทั่วไปและญาติสงสัย จะต้องหาคำตอบให้ได้ โดยยึดหลักพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงผลตรวจพิสูจน์ของสถาบันนิติเวช รพ.ตร. และสำนักงานพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีที่ญาตินายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง อ้างว่าเอกสารนิติเวชไม่ตรงกับแพทยสภา ยังไม่เห็นรายละเอียดว่าไม่ตรงอย่างไร แพทยสภามีความเห็นอย่างไร มีการใช้ข้อมูลตรงไหนในการแสดงความคิดเห็น ต้องขอเหตุผลเหล่านั้น ยืนยันว่าแพทย์นิติเวช ได้ดำเนินการตามหลักวิชาการทางการแพทย์ครบถ้วน ส่วนการตรวจสอบคลิปเสียงการโอนหุ้นของนายชูวงษ์ต้องใช้เวลาตรวจสอบ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องใช้เทคโนโลยี ส่วนหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติม เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวน กำชับทำตรงไปตรงมา ว่าไปตามพยานหลักฐาน ไม่กดดัน หมายจับอาจจะพิจารณามากกว่าจำนวนที่กองปราบเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน ส่วนการโอนหุ้นและการเสียชีวิตของนายชูวงษ์ จะเชื่อมโยงกันหรือไม่ ยังไม่ได้รับรายงานจากพนักงานสอบสวน

พล.ต.อ.สมยศกล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ทราบว่าครอบครัวของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนถึงตน ผ่าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่า ต้องการให้โอนสำนวนการสอบสวนที่ บช.น.รับผิดชอบมารวมไว้ที่ บก.ป.เพื่อให้ข้อมูลในการสอบสวนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ครอบครัวนายชูวงษ์เห็นว่า การโอนหุ้นที่ไม่ชอบมา พากลน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดอุบัติเหตุหรือเกิดเป็นการฆาตกรรม ตรงนี้จะสั่งการให้โอนสำนวนการสอบสวนที่อยู่ในความรับผิดชอบของ บช.น.มาไว้ที่ บก.ป. และให้ พล.ต.ท.ประวุฒิเป็นผู้รับผิดชอบการสืบสวนสอบสวนคดีนี้ทั้งหมด หลังจากนี้จะให้ พล.ต.ท.ประวุฒิ ตั้งคณะพนักงานสอบสวนพิเศษ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขึ้นมาอีกชุด จะมีการคัดพนักงานสอบสวนที่มีความรู้ ความชำนาญ ความสามารถ มาสอบสวนคดีนี้ เป็นกรณีพิเศษ

...

“พูดง่ายๆคดีนี้จะอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของ พล.ต.ท.ประวุฒิ ทั้งสืบสวนและสอบสวน โดยคดีนี้จะโอนมาไว้ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะผมต้องการให้คดีนี้บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่มีการกลั่นแกล้งให้ร้ายป้ายสี และเป็นคดีที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงเป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากผมได้ยินว่า มีความพยายามของบุคคลบางคน ที่ใช้อำนาจบารมี ทั้งด้านส่วนตัวและเงินเข้ามาแทรกแซง เพื่อให้คดีนี้ถูกบิดเบือน ผมยืนยันว่า ผมระแคะระคายและรู้สึกไม่ดีกับเรื่องที่ผ่านมา ผมอาจจะมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา ผบ.ตร.ด้านนิติวิทยาศาสตร์ ลงไปดูคดีนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวและเป็นทางการด้วย เพื่อให้ทุกคนสบายใจ ถ้าท่านไม่ได้ทำผิดก็อย่ากังวล” ผบ.ตร.กล่าว

ส่วนความเคลื่อนไหวของครอบครัวนายชูวงษ์ เวลา 11.00 น. วันเดียวกัน ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ชั้น 8 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารบี น.ส.วันเพ็ญ ธนธรรมศิริ นายกันต์ แซ่ตั๊ง พี่สาวและบุตรชายของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง และนายเอนก คำชุ่ม ทนายความ เข้าพบ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติ-วิทยาศาสตร์ เพื่อยื่นหนังสือขอให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ช่วยวิเคราะห์สภาพศพ และสาเหตุการเสียชีวิตของนายชูวงษ์ เนื่องจากสงสัยในสภาพศพกับรายงานการตรวจศพที่ไม่สอดคล้องกัน โดยนายเอนกกล่าวว่า ญาติๆมีข้อสงสัยถึงสาเหตุการเสียชีวิตของนายชูวงษ์ โดยเฉพาะรายงานผลการตรวจศพกับสภาพศพมีความสอดคล้องต้องกันหรือไม่ เชื่อว่านิติเวชฯและนิติวิทยาศาสตร์จะช่วยอธิบายข้อสงสัยดังกล่าวให้เกิดความกระจ่างขึ้นได้ จึงมาพบ พญ.คุณหญิงพรทิพย์

ด้าน พญ.คุณหญิงพรทิพย์เผยว่า บทบาทสถาบันนิติฯ คือ 1.ดำเนินการตรวจพิสูจน์หลักฐาน ขึ้นอยู่กับผู้ร้องเรียนว่ามีอำนาจในการเข้าถึงหลักฐานนั้นหรือไม่ เช่น การตรวจศพใหม่ และหลักฐานใหม่ 2.ให้ความรู้ ความช่วยเหลือในเรื่องหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ว่า จำเป็นต้องนำส่วนใดไปใช้ได้บ้างเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3.สถาบันนิติ–วิทยาศาสตร์เป็นเพียงเครื่องมือในการพิสูจน์ทราบ โดยผู้ที่มีอำนาจในการตรวจสอบสืบสวนสอบสวนต้องเป็นตำรวจหรือหน่วยงานในกระทรวงยุติธรรม ทั้งนี้คดีดังกล่าวเป็นคดีอุบัติเหตุจราจร หลักการทางนิติวิทยาศาสตร์ จำเป็นต้องประมวลหลักฐาน ได้แก่ 1.ศพ 2.รถ และ 3.สิ่งแวดล้อมในบริเวณที่เกิดเหตุ หรือเกี่ยวข้องกับที่เกิดเหตุ แต่คดีนี้มีข้อจำกัดคือศพถูกเผาแล้ว แต่ศพไม่ได้อยู่ในสภาพเน่าเปื่อย เป็นศพสภาพใหม่ มีรายงานการตรวจศพ ตามสิทธิของญาติสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ แนะนำให้ไปขอภาพถ่ายจากสถาบันนิติเวช หากไม่ได้ ให้ไปขอที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร เพื่อจะได้หมดข้อสงสัย ว่าที่ไม่มีบาดแผลบนใบหน้าจริงหรือไม่ หรือไปพบแพทย์ที่ผ่าชันสูตรศพ เพื่อสอบถามผู้เสียชีวิตมีบาดแผลตรงไหนบ้าง สำหรับข้อมูลที่ปรากฏบนสื่อระบุว่า บาดแผลที่พบส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ส่วนหลัง ไม่เข้ากับหลักการของอุบัติเหตุจราจรที่เป็นการชนจากด้านหน้า เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะสรุปได้ โดยต้องเห็นของจริง ไม่ใช่เห็นเพียงรายงานผลการตรวจว่าแผลอยู่ด้านหลัง บางทีมีแผลที่ด้านหน้าก็อาจจะมี แต่แพทย์ไม่ได้ระบุลงก็เป็นได้

...

พญ.คุณหญิงพรทิพย์กล่าวต่อว่า หลักฐานส่วนที่ 2 คือ รถยนต์ เท่าที่ทราบไม่มีความต่อเนื่อง หลักฐานในส่วนนี้ไม่ใช่หลักฐานของคนตายหรือศพ นิติวิทยาศาสตร์ไม่สามารถตรวจสอบได้ เป็นหน้าที่ของตำรวจหรือดีเอสไอ และหลักฐานส่วนที่ 3 คือ ที่เกิดเหตุ ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงที่เกิดเหตุ วันนี้กระบวนการที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นไปในลักษณะของการทำงานกันอย่างเป็นทีม โดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำงานร่วมกันกับสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าพระนครเหนือ ที่มีประสบการณ์การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวมานานกว่า 4 ปี โดยใช้วิศวกรที่รู้เรื่องรถยนต์ ขณะนี้รอหุ่นจำลองของบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อจำลองเหตุการณ์ให้สามารถตอบโจทย์ได้ ทางสถาบันนิติ–วิทยาศาสตร์คงให้คำแนะนำกับทางครอบครัวเพียงอย่างเดียวว่าจะสามารถทำอย่างไรได้บ้าง เมื่อครอบครัวได้ภาพตามที่เราได้แนะนำ จึงจะสามารถช่วยเหลือในขั้นตอนต่อไปได้ หากยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ให้มาร้องกระทรวงยุติธรรม ให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หรือดีเอสไอเข้าร่วมตรวจสอบได้ ขอให้ญาติผู้ตายดำเนินการตามขั้นตอนก่อน