กระทรวงทรัพยากรฯไม่หวั่นค่าโง่ เดินหน้าต่อโครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ของบ 315 ล้านบาทศึกษาความเป็นไปได้เพื่อใช้งานต่อ ให้องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) เป็นเจ้าภาพ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษชี้คุ้มค่า สวนทางกับแกนนำคลองด่าน หวั่นเสียภาษีประชาชน เป็นค่าโง่รอบสอง หนำซ้ำระบบท่อกับบ่อบำบัดใช้งานไม่ได้ ปี 2548 ศึกษามาแล้ว ไม่ควรดำเนินการต่อ
หลังจากที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ข้อสรุปว่าจะจ่ายค่าเสียหายให้กับกลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี ผู้ก่อสร้างโครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ เป็นเงิน 9 พันล้านบาทถ้วน ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2557 โดยแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด คือในเดือน พ.ค.2559 จ่าย 3,000 ล้านบาท และเดือน พ.ย.2559 จำนวน 6,000 ล้านบาทนั้น
ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ส.ค.นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรฯ มีแนวคิดที่จะศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเอาโครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ที่ปัจจุบันไม่มีการใช้งาน และรกร้างว่างเปล่าอยู่มาใช้งานใหม่ได้หรือไม่ และเป็นที่ยอมรับของประชาชนในพื้นที่หรือไม่ โดยจะต้องไปสอบถามความคิดเห็นของประชาชนก่อน ทั้งนี้ ได้มอบให้องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) ซึ่งเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจของกระทรวงทรัพยากรฯ เป็นเจ้าภาพในการวางแผนงานและกรอบการศึกษาว่าจะต้องทำอะไรบ้าง โดยใช้งบประมาณ 300 กว่าล้านบาท คาดว่าอีก 2-3 สัปดาห์แผนงานการศึกษาความเป็นไปได้จะแล้วเสร็จ จากนั้น พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรฯ จะเป็นผู้แถลงข่าว
เมื่อถามว่า การใช้งบประมาณศึกษาถึง 300 กว่าล้านบาทจะคุ้มค่าหรือไม่ เพราะกระทรวงทรัพยากรฯ ต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับกลุ่มเอกชนถึง 9 พันล้านบาท อธิบดีกรมควบคุมมลพิษกล่าวว่างบประมาณจำนวน 300 ล้านบาทถือว่าไม่มาก เมื่อเทียบกับโครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ที่มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท
...
แต่อีกด้านหนึ่ง นางดาวัลย์ จันทรหัสดี แกนนำชาวบ้านคลองด่าน จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า โครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ไม่ควรมีการศึกษาต่อแล้ว และไม่ควรเสียงบประมาณแม้แต่บาทเดียว เพราะไม่คุ้มค่า เกรงว่าจะกลายเป็นค่าโง่อีกรอบ ที่สำคัญที่ผ่านมาเมื่อปี 2548 เคยศึกษามาแล้ว และพบว่าโครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ไม่ควรดำเนินการต่อ โดยเสนอให้ทำเป็นศูนย์วิจัยและขยายพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องจากไม่คุ้มค่า และชาวบ้านก็ไม่เห็นด้วย หากจะมีศึกษาเพิ่มเติม
แกนนำชาวบ้านคลองด่านกล่าวต่อว่า อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรฯ เดินทางมาดูพื้นที่จริงก่อนตัดสินใจ จะได้ไม่เสียงบประมาณ ซึ่งเป็นภาษีของประชาชนเพิ่มเติม เพราะสภาพพื้นที่ตั้งของโครงการฯปัจจุบัน แทบจะใช้งานไม่ได้ ระบบท่อหรือบ่อบำบัด ก็ใช้งานไม่ได้ โครงการฯกลายเป็นป่าชายเลนที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไปแล้ว มีหอยนางรมเกาะอยู่เต็มท่อของบ่อบำบัด ซึ่งแสดงให้เห็นความอุดมสมบูรณ์ หากดำเนินการต่อเชื่อว่าจะต้องใช้งบประมาณในการฟื้นฟูมากถึง 5-6 พันล้านบาท ซึ่งไม่คุ้มค่าและชาวบ้านไม่ยอมแน่นอน
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน กระทรวงทรัพยากรฯมีแนวคิดที่จะศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเอาระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่านที่รกร้างว่างเปล่าอยู่ในเวลานี้มาใช้ โดยมีคำสั่งให้องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) ไปแปลงงบประมาณที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนมาใช้ศึกษาจำนวน 300 ล้านบาท นอกจากนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรฯก็แปรญัตติงบประมาณสำหรับทำโครงการประเมินศักยภาพทางเทคนิคและการยอมรับของประชาชน สำหรับการใช้ประโยชน์ของโครงการระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียในเขตควบคุมมลพิษ จ.สมุทรปราการ (โครงการระบบบำบัดน้ำเสียคลองด่าน) ระยะที่ 2 จำนวน 285 ล้านบาทอีกด้วย เป็นงบประมาณแบบผูกพัน 2 ปี คือในปี 2559 ตั้งเป็นงบประมาณเอาไว้ 57 ล้านบาท และปี 2560 ผูกพันงบประมาณอีก 228 ล้านบาท โดยให้เหตุผลความจำเป็นต้องตั้งงบประมาณผูกพันข้ามปีเอาไว้ว่า เป็นรายการที่ดำเนินการไม่เสร็จภายใน 1 ปีงบประมาณ ซึ่งหลังจากนี้จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป รวมงบประมาณดำเนินการ 315 ล้านบาท