กฎหมายลิขสิทธิ์ใหม่ (ฉบับ 2) พ.ศ. 2558... ใครจะทำอะไรในโลกออนไลน์ ต้องพึงระวังให้ถ้วนถี่...และต้องตอกย้ำเตือนตัวเอง...ท่องจำในหลายประเด็นให้ขึ้นใจ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์การ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) บอกว่า เจตนารมณ์กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่อยู่ที่การปกป้องเจ้าของผลงานไม่ให้โดนละเมิดสิทธิ หรือเรียกง่ายๆว่าขโมย ลอก ก๊อป ซึ่งจะมีผลต่อเจ้าของผลงาน เช่น เสียโอกาสในการขายผลงานชิ้นนั้น
ดังนั้น สิ่งที่ต้องเตือนตัวเองเป็นอันดับแรกในการนำผลงานของผู้อื่นมาเผยแพร่ต่อไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป องค์กรธุรกิจ หรือสื่อมวลชนก็คือ...“นี่ไม่ใช่ผลงานของเรา” ซึ่งก็เหมือนกับในโลกจริง ถ้าเราเห็นรูปภาพ หรือข้อมูลกองหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะโดยไม่มีใครเฝ้าอยู่ แล้วเราอยากจะนำไปเผยแพร่ต่อ เราควรจะทำอย่างไร?
ในระดับบุคคล เมื่อไม่ใช่ของๆเรา เราก็ไม่ควรที่จะหยิบขึ้นมาถ่ายรูปหรือนำไปถ่ายเอกสารแล้วนำไปแจกเพื่อนๆต่อโดยไม่ขออนุญาตก่อน โดยเฉพาะถ้าเรานำรูปภาพหรือข้อมูลนั้นไปขายต่อ เพราะเจ้าของอาจจะไม่ยินดีให้เราทำอย่างนั้นก็ได้ ดังนั้น คำถามแรกที่เราต้องถามตัวเองหลังจากเตือนตัวเองว่านี่ไม่ใช่ของๆเราก็คือ “นี่ของใคร”
เมื่อเราตระหนักในเบื้องต้นนี้แล้ว ขั้นต่อไปก็จะแตกต่างกันระหว่างผู้ใช้ทั่วไป กับการใช้ทางธุรกิจ โดยกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่กำหนดว่า อนุญาตให้ผู้ใช้ทั่วไปเผยแพร่ผลงานของผู้อื่นได้ถ้าไม่ได้ทำเพื่อการค้า เช่นนำไปประกอบโฆษณาขายสินค้า โดยต้อง “ให้เครดิต” เจ้าของผลงานที่แท้จริงด้วย
เพื่อบอกคนอื่นว่านี่ “ไม่ใช่ผลงานของเรา”...การแชร์ภาพทั่วไป จึงไม่มีอะไรน่ากังวลและยังทำได้เช่นเดิม แต่จะมีความซับซ้อนมากขึ้นคือ ไม่สามารถที่จะทำการดัดแปลงเนื้อหานั้น เช่น ลบลายน้ำในภาพ ข้อความบ่งบอกว่าใครเป็นเจ้าของ เนื่องจากถือว่าเป็นเจตนาที่จะบิดเบือนไม่ให้ผู้อื่นรู้ว่าเป็นของใคร
...
ส่วนทางด้านบริษัท องค์กรต่างๆ รวมทั้งสื่อมวลชน รวมทั้งเพจต่างๆที่รวบรวมข่าวหรือคลิปวีดิโอ ที่สามารถหารายได้จากการนำเสนอเนื้อหานั้น หลักการให้เครดิตและไม่ดัดแปลงข้อมูลนั้นยังคงเป็นพื้นฐาน แต่ที่ต้องเคร่งครัดมากขึ้นกว่าผู้ใช้ทั่วไปก็คือ ก่อนจะใช้ผลงานนั้นได้ ต้อง “ขออนุญาต” เจ้าของผลงานก่อนเสมอ
ซึ่งเจ้าของผลงานอาจมีสิทธิในการปฏิเสธ หรือสามารถเรียกร้องค่าลิขสิทธิ์ในการใช้ได้
ดังนั้น หลัก 3 ประการของการไม่ละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ คือหนึ่ง... “ขออนุญาต” สอง...“ให้เครดิต” และสาม...“ห้ามดัดแปลง” สำหรับผู้ใช้ทั่วไปเน้นที่สองข้อหลัง
คำถามต่อมามีว่า...สำหรับผู้ที่ทำคอนเทนต์ ข้อมูล ภาพ ข่าวบทความ จะเกิดความเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยหรือไม่อย่างไร? ดร.วรัชญ์ มองว่า กฎหมายนี้น่าจะเป็นข่าวดีสำหรับผู้ผลิตเนื้อหาเอง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล ภาพ ข่าว หรือบทความ เนื่องจากผู้ที่เคยหยิบเนื้อหานั้นไปใช้เป็นของตนเองอาจจะเกิดความระวังและไม่กล้านำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือให้เครดิต ซึ่งอาจมีผลสืบเนื่องให้ผู้สร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพสูงหรือได้รับความนิยม “มีอำนาจในการต่อรอง” อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และอาจสามารถสร้างรายได้จากการสร้างคอนเทนต์นั้นได้
เพราะผู้ต้องการใช้อาจยอมซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยง เช่น ภาพถ่าย ภาพวาด การออกแบบ หรืออื่นๆ...เป็นการช่วยผลักดันให้มีการผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพดียิ่งๆขึ้นไป และสร้างคอนเทนต์ที่มีลักษณะเฉพาะสำหรับคนกลุ่มต่างๆ รวบรวมไว้ในโซเชียลมีเดียที่เป็นเหมือนแกลเลอรี่ออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านและไม่ต้องกังวลว่า การโพสต์แบบนี้จะถูกคนขโมยผลงานไปใช้
ทว่าในอีกมุมหนึ่ง ก็เริ่มมีการมองว่า อาจมีผู้ผลิตคอนเทนต์ที่ใจร้ายหรือเจ้าเล่ห์ที่ต้องการหารายได้ด้วยการตามสอดส่องผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตนเองและใช้กฎหมายที่แรงขึ้นนี้เรียกร้อง หรือพูดง่ายๆว่า...“ข่มขู่” เอาเงินจากผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ก็เป็นได้ หรืออาจถึงกับ “หลอกล่อ” ให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ก็เป็นได้
“คนไทยมีลักษณะนิสัยประจำชาติอย่างหนึ่ง คือชอบอะไรที่ง่ายไว้ก่อน สะดวกไว้ก่อน แต่บางอย่างความง่ายหรือสะดวกนั้นกลับไปข้ามเส้นแบ่งของการละเมิดสิทธิบุคคลอื่น” ดร.วรัชญ์ เปิดประเด็น
ในกรณีลิขสิทธิ์ก็เช่นกัน เราจึงไม่ควรถามว่าเราจะทำงานได้ยากขึ้นหรือไม่ แต่ควรถามว่าจะทำให้ถูกต้องมากขึ้นหรือไม่ต่างหาก แม้ว่าจะเป็นสื่อเล็กที่ไม่มีทุน แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น เนื่องจากผลงานแต่ละชิ้นที่ออกมานั้นเป็นสิ่งที่มีต้นทุนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายหรือเวลาที่เจ้าของลิขสิทธิ์ต้องเสียไป
หากใช้ข้ออ้างว่าเป็นสื่อเล็กแล้วจะนำเนื้อหาผู้อื่นไปใช้ได้...ก็เหมือนเปรียบเทียบว่าคนจนมีสิทธิในการขโมยทรัพย์สินอันชอบธรรมของผู้อื่นไปใช้ได้
ถ้าจะถามว่าสถานการณ์โลกออนไลน์วันนี้ เป็นอย่างไร? ก็ต้องบอกว่า ผลกระทบของกฎหมายทุกฉบับอยู่ที่การบังคับใช้ หากมีการบังคับใช้จริงอย่างเข้มงวด ผู้ใช้อาจมีอาการ “แหยง” หรือระแวงในการแชร์หรือโพสต์เนื้อหาต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม ประชากรส่วนใหญ่ของโลกออนไลน์ ก็คือผู้ใช้ทั่วไป ที่พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนรูปภาพและความคิดเห็นกันในเครือข่ายสังคมต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก หรือไลน์ โดยไม่ได้มีจุดประสงค์ทางธุรกิจ...
ซึ่งไม่ได้เป็นเป้าหมายของกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ ที่อนุญาตให้มีการใช้เนื้อหาของผู้อื่นได้ ตราบใดที่ไม่ได้ใช้เพื่อการค้า โดยให้เครดิตเจ้าของผลงาน ดังนั้น...ด้วยหลักเพียงแค่นี้ ชาวเน็ตก็ยังสามารถใช้ชีวิต แลกเปลี่ยนความเห็น อวยพร แซวกันได้เช่นเดิม
“ความจริงกฎหมายลิขสิทธิ์ในลักษณะนี้ ต่างประเทศก็มีมานานแล้ว และก็ยังมีการสนทนาแลกเปลี่ยนกันได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่ผู้ที่จะต้องระมัดระวังและอาจไม่ได้ช่างคุยเหมือนเดิมก็คือเว็บไซต์...หรือเพจต่างๆที่เคยยืมตา ยืมปาก คนอื่นมาใช้ ซึ่งตอนนี้ทำไม่ได้ง่ายเหมือนเดิมแล้ว”
...
บริบทของประเทศไทย สิ่งที่เราพบเห็นมาตลอดจนเชื่อได้ว่าเป็นลักษณะประจำตัวของคนไทยก็คือ ความสามารถในการปรับตัวด้วยความคิดสร้างสรรค์ได้ในทุกสถานการณ์ และเล่นสนุกได้ภายใต้ข้อจำกัดที่มี เชื่อได้ว่า ถ้าโลกออนไลน์จะเหงาก็แค่ในช่วงแรก แต่จะได้รับการทดแทนจากความคิดสร้างสรรค์ในไม่ช้าอย่างแน่นอน
การพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ที่ยั่งยืน ต้องอาศัยนักสร้างสรรค์ผลงานต้นฉบับ ที่ไม่ใช่เป็นแค่ “นักก๊อป” ซึ่งการลดจำนวน “นักก๊อป” ลงไป ทำให้ผู้ผลิตตัวจริงสามารถยืนอยู่ได้ โดยเฉพาะบริษัทเล็กๆที่สามารถแข่งขันได้ด้วยเนื้อหาที่แปลกใหม่ เป็นการบังคับให้เริ่มจากฐานคิดแห่งการสร้างสรรค์ตั้งแต่แรก ไม่ใช่เริ่มจากการลอกเลียนแบบคนอื่น ส่วนในเรื่องค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนที่อาจจะสูงขึ้น เช่นการทำข่าว สามารถมีแนวทางในการเจรจาแลกเปลี่ยนกัน เช่นระบบสำนักข่าว และภาครัฐ ควรที่จะให้การช่วยเหลือด้วย
“สังคมออนไลน์”...สำหรับผู้ใช้ในประเทศไทย ที่ผ่านมาเป็นเหมือนดินแดนอันกว้างใหญ่ที่ไร้กฎระเบียบ กฎหมายเข้าไปไม่ถึงหรือถึงก็ไม่ทัน และเป็นที่ปลดปล่อย ปล่อยของหรืออะไรก็ตามไปกองๆกันอยู่ในนั้นโดยไม่ได้ผ่านการพิจารณาว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร ทำให้เกิดผลกระทบในทางลบหลายประการ...รวมถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ การดูถูกดูหมิ่น การยุยงให้เกิดความเกลียดชัง การล่อลวง และอื่นๆ
แต่อีกด้านหนึ่งก็มีสิ่งดีที่เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะที่จุดกระแสได้อย่างรวดเร็ว เช่นกรณี Ice Bucket Challenge ที่ระดมทุนให้องค์กรการกุศล หรือการตามหาคนหาย การเชิญชวนเข้าร่วมโครงการต่างๆ รวมไปถึงหน่วยที่เล็กที่สุดอย่างผู้ใช้เน็ตแต่ละคนในการทักทายยามเช้า อวยพรวันเกิด ให้กำลังใจกันในยามท้อแท้ การรักษามิตรภาพทางออนไลน์ที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ในชีวิตจริงดีขึ้น
...
สิ่งเหล่านี้...จะยังคงเป็นสิ่งที่ยังคงรักษาให้ “โลกออนไลน์” ดำรงอยู่ได้ต่อไป
โลกออนไลน์คงเป็นเหมือนดาบสองคม ขึ้นอยู่กับผู้ใช้...ที่มีทั้งด้านดี... ด้านเลว.