เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่สำนักงานแผนนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นางรวีวรรณ ภูริเดช ผู้ตรวจราชการกระทรวง รกท. เลขาธิการ สผ. แถลงข่าวกรณีการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง (อีเอชไอเอ) โครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ของการไฟฟ้าผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่า โครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ (ส่วนขยายครั้งที่ 1) เป็นโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตสุทธิประมาณ 800 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินซับบิทูมินัสที่นำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย หรือออสเตรเลียเป็นเชื้อเพลิง สผ.โดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) มีมติให้ กฟผ.เพิ่มเติมข้อมูลในรายงานให้ครบถ้วนรวม 17 ประเด็นหลัก 143 ประเด็นย่อย
อาทิ การศึกษาทางเลือกและเหตุผลความจำเป็นของโครงการ ด้านการใช้น้ำและการจัดการน้ำทิ้ง ด้านคุณภาพอากาศและโลหะหนัก ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินและการท่องเที่ยว ด้านการจัดการเถ้า เป็นต้น ส่วนโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว คชก.มีมติให้ กฟผ.ปรับปรุงและเพิ่มเติมรายละเอียด 12 ประเด็นหลัก 173 ประเด็นย่อย เช่น ประเด็นด้านผลกระทบจากอุโมงค์และแนวสายพานลำเลียงขนถ่ายถ่านหิน ด้านคุณภาพอากาศ เสียงและความสั่นสะเทือน ด้านคมนาคม ด้านอาชีวอนามัยและการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สผ.ยังจะไม่มีการพิจารณารายงานที่ กฟผ.เสนอเพิ่มเติม โดยจะรอผลการ พิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งสำนักนายก-รัฐมนตรีจะเป็นผู้กำหนดคณะกรรมการฯขึ้นมา โครงการดังกล่าวเป็นโครงการของรัฐ จึงไม่มีกรอบระยะเวลาว่าต้องพิจารณาให้เสร็จสิ้นเมื่อไหร่
เลขาธิการ สผ. กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีกลุ่มคัดค้านที่อ้างว่าไม่ได้เข้าร่วมแสดงความเห็นในการจัดทำรายงานฯนั้น สผ.จะเร่งตรวจสอบข้อมูล เนื่องจากการจัดทำรายงานจะต้องจัดให้มีการรับฟังความเห็นของประชาชน ส่วนกรณีการก่อสร้างโครงการผ่านพื้นที่ป่าชายเลนจะต้องสอดคล้องกับพ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2558 และต้องขออนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่จาก ครม.ด้วย โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจะร่วมประสานข้อมูลกฎหมายในกรณีที่โครงการมีการขนส่งผ่านทะเลและป่า ชายเลน สผ.ได้พิจารณาอีเอชไอเอและอีไอเอของโครงการฯด้วยความเป็นกลาง ตามหลักวิชาการไม่มีใบคำสั่งใดๆทั้งสิ้น
...
“โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นกระแสหลักที่มีการต่อต้านทั่วโลก เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ถ่านหินที่ใช้กันทั่วโลกแต่ละพื้นที่จะมีกระบวนการจัดการ การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงถ่านหินที่นำเข้า การลดและกำจัดมลพิษ ในส่วนของไทยไม่มีเทคโนโลยีที่คลีนหมดจด แต่ต้องลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด คชก.จะมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นและเลือกเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ส่วนที่ชาวบ้านเสนอใช้ปาล์มเป็นพลังงานทดแทนถ่านหิน สผ.เห็นควรว่า กฟผ.น่าจะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาและศึกษาอย่างจริงจังว่านำมาผลิตไฟฟ้าได้ตรงตามที่ต้องการหรือไม่ ซึ่งเป็นผลดีและลดความขัดแย้งได้”.