ศาลอาญาทำพิธีเปิด 3 แผนกใหม่ คดีค้ามนุษย์ ยาเสพติด และคดีทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมลงนามร่วมมือ 5 หน่วยงานพัฒนาการทำคดีค้ามนุษย์...

วันนี้ (10 ส.ค.58) เมื่อเวลา 09.00 น. นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานพิธีเปิดทำการแผนกคดีค้ามนุษย์ แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ และแผนกคดียาเสพติดในศาลอาญา จากนั้นมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาระบบงานยุติธรรมทางอาญาในคดีค้ามนุษย์ระหว่างศาลอาญา สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อให้การดำเนินคดีค้ามนุษย์เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายดิเรก เปิดเผยถึงความจำเป็นในการจัดตั้ง 3 แผนกคดี เนื่องจากคดีทั้ง 3 ประเภทนี้มีลักษณะแตกแต่างจากคดีอาญาทั่วไป คือเป็นการกระทำความผิดที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง ผู้กระทำความผิดมักเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลหรือองค์กรอาชญากรรมที่มีเครือข่ายกว้างขวาง รวมทั้งการแสวงหาพยานหลักฐานในคดีที่ทำได้ยาก พยานมักถูกข่มขู่คุกคามจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองพยาน และคดีมีกฎหมายกำหนดวิธีการสอบสวนและวิธีพิจารณาคดีไว้เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากคดีเหล่านี้จะมีผู้เสียหายจำนวนมาก หรือจำเป็นต้องสืบพยานล่วงหน้าสำหรับพยานที่อยู่ในต่างประเทศ การพิจารณาคดีทั้ง 3 ประเภทนี้ควรมีผู้พิพากษาที่มีความรู้ความเข้าใจในปัญหารวมทั้งวิธีพิจารณาที่กำหนดขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อจะได้ดำเนินกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านนายอธิป จิตต์สำเริง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวว่า การจัดตั้งแผนก 3 คดีดังกล่าวอาจมีการปฏิรูปกฎหมายเพื่อนำมาตรการพิเศษที่จำเป็นมาใช้พิจารณาพิพากษาคดีของศาลด้วย เพื่อให้ศาลสามารถไต่สวนคู่ความได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากจำเลยหลบหนีควรให้นับอายุความในระหว่างหลบหนีเพื่อมิให้จำเลยใช้วิธีการหลบหนีรอให้คดีขาดอายุความ

...

สำหรับบันทึกข้อตกลงที่จัดทำขึ้นมีความร่วมมือใน 2 ด้านหลัก คือจัดให้มีศูนย์ประสานงานคดีค้ามนุษย์ในแต่ละหน่วยงานเพื่อทำหน้าที่ประสานงานและแก้ไขข้อขัดข้องในการดำเนินคดี รวมทั้งคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายและพยานไว้ล่วงหน้า

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2553-2557 มีจำเลยที่ทำผิดพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ แล้วถูกศาลพิพากษาไปแล้วถึง 490 คน ในจำนวนนี้มีจำเลยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป 316 คน หรือคิดเป็นเป็นร้อยละ 64 ของจำเลยที่ถูกศาลพิพากษา