ยุทธศาสตร์แก้ภัยแล้ง..น้ำท่วมให้กับเกษตรกรชาวไร่ ชาวนา ภาพรวมการบริหารจัดการวันนี้พื้นที่ในเขตชลประทานรวมแหล่งน้ำธรรมชาติเกือบ 30% มีศักยภาพ...จะเพิ่มขึ้นได้อีกก็แค่ 10% เท่านั้น อนุมานได้ว่าพื้นที่อีกกว่า 60% ก็ยังต้องอาศัย...“น้ำฝน”
การเพาะปลูกโดยอาศัยน้ำฝนไม่ใช่เรื่องแปลก ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า แม้ในประเทศที่เจริญแล้วก็ปลูกพืชหนเดียว หรือปลูกพืชหลังนาอีกหนหนึ่ง
ในแง่การบริหารจัดการมีพื้นที่นอกเขตกับในเขตชลประทาน...ในเขตก็แยกได้อีก 2 ประเภท ในเขตที่เป็นระบบ อย่างลุ่มเจ้าพระยามี 4 อ่างบริหารร่วมกัน กับอีกประเภท...พื้นที่หลังเขื่อนแต่ละเขื่อน
ปมปัญหา...อยู่ในพื้นที่เป็นระบบที่ต้องบริหารน้ำร่วมกัน เกษตรกรเคยชินกับการทำนา...สองครั้ง มาตั้งแต่แรกเริ่ม ยิ่งรัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือราคาสินค้าเกษตร ชาวนาก็ยิ่งปลูกข้าวมากขึ้น บางทีปลูกปีละสามครั้ง...สองปีห้าครั้ง การใช้น้ำในเรื่องเหล่านี้จึงเพิ่มมากขึ้นทุกปี
ปีติพงศ์ บอกว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้งก็ช่วยเหลือเกษตรกรตลอดมา...แต่ช่วงที่มารับงานปริมาณน้ำมีน้อยอยู่แล้ว เดือนสิงหาคมปีที่แล้วน้ำในเขื่อนหลัก 4 แห่ง ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ ป่าสักฯ
รวมกันอยู่ที่ 7,796 ล้านลูกบาศก์เมตร...ใช้การได้ 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร
ข้าวนาปรังปี 2556 ปลูกไป 9 ล้านไร่ พอเข้ามาตอนแรกก็ลดให้ปลูกเหลือแค่ 5 ล้านไร่เท่านั้น ในปีการเพาะปลูก 2557 ลดแล้ว น้ำที่เหลือก็พยายามเก็บไว้ให้ถึงฤดูกาลนี้...ในช่วงเวลานั้นก็มี 3 มาตรการ
ออกมาแก้ปัญหาปากท้อง...จ้างงานโดยกรมชลประทาน ชดเชยรายได้เกษตรกร 1,000 บาทต่อไร่...รายละไม่เกิน 15 ไร่
และโครงการสร้างรายได้พัฒนาการเกษตรแก่ชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งซ้ำซากและผลจากราคาสินค้าตกต่ำ 3,051 ตำบล ตำบลละ 1 ล้านบาท ผลสำรวจมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 2.67 ล้านครัวเรือน
...
พอมาถึงปีการเพาะปลูกนี้ ปริมาณน้ำในเขื่อนมีน้อยอยู่แล้วอีกเช่นกัน แต่หลายฝ่ายก็กลัวว่าน้ำจะท่วมอีก พื้นที่จังหวัดสุโขทัยเข็ดขยาด โดน
ท่วมเสียจนย่ำแย่ ก็เลยปรับแผนคิดกันใหม่ ตั้งแต่เดือนเมษายนปล่อยให้สุโขทัย...พิจิตร พื้นที่แถบนั้นปลูกข้าวก่อนเพื่อเลี่ยงน้ำหลาก ที่เรียกกันว่า “บางระกำโมเดล”
ตั้งแต่นั้นมาจนถึงพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม ฝนก็ไม่ตกเลย
ถ้าลองจินตนาการข้าวที่ปลูกก่อนก็เริ่มโตแล้ว พื้นที่ล่างลงมาเดือนพฤษภาคมก็จะเริ่มทยอยปลูก น้ำชลประทานก็เริ่มมา...แต่ฝนยังไม่ตก พอมาถึงใกล้เดือนมิถุนายนก็เหมือนเคราะห์ซ้ำ ฝนก็ยังไม่มาอย่างที่ตั้งหวัง ก็ชักจะยุ่ง เลยต้องประกาศขอให้เลื่อนการทำนาออกไป...สำหรับคนที่ยังไม่ได้ทำ ในช่วงเวลานั้นมีพื้นที่ปลูกข้าวกันไปแล้วเกือบ 4 ล้านไร่ แล้วก็เพิ่มขึ้นทุกวัน
เดือนมิถุนายน...ลุ่มเจ้าพระยาลดการส่งน้ำลงมาเหลือ 28 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน แล้วก็ปล่อยอย่างนั้นสักพัก ต่อมาฝนก็ยังไม่ตก ในที่สุดก็ต้องปรับลดลงมาอีก เดือนกรกฎาคมเหลือวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร
ถึงตรงนี้ถือว่าเป็นช่วงวิกฤติหนัก ชาวบ้านเริ่มเดือดร้อน...พื้นที่ปลูกข้าว 3.4 ล้านไร่แรก ข้าวก็เริ่มโตแล้ว ที่ปลูกช่วงเดือนพฤษภาคมเริ่มจะมีปัญหา บริหารจัดการด้วย 2 วิธี อย่างแรก...เริ่มมาตรการประหยัดน้ำ พิจิตร พิษณุโลก จนถึงแถวกรุงเทพฯ มีปั๊มน้ำ 300 กว่าปั๊ม...ดึงน้ำมาใช้อุปโภคบริโภค เพาะปลูก
“เราก็เลยขอร้อง ให้หยุดปั๊มน้ำกันสักพักราวสองสัปดาห์ เพื่อบริหารจัดการ...ทราบว่าน้ำหลังเขื่อนเจ้าพระยามีมากขึ้น ส่วนหนึ่งเราจะนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของคนหลังเขื่อนเจ้าพระยา พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง...ขั้นต่อไปก็คือการส่งชุดบูรณาการ ทีมงานทุกหน่วยงานในกระทรวงฯลงพื้นที่ไปช่วยชาวบ้าน”
ในภาวะที่ปริมาณน้ำมีจำกัด เงื่อนปัญหาสำคัญคือประสิทธิภาพในการส่งน้ำคงทำไม่ได้ 100% ยิ่งเวลาความต้องการน้ำมีมากกันทุกคน ใครๆก็อยากได้น้ำ ถ้าจะจ้องเอาแต่น้ำใส่นา น้ำคงไปไม่ถึงนาทุกผืน...
“น้ำไหลผ่านหน้าบ้านใคร...ถ้ายังไม่ต้องใช้หรือยังไม่ถึงเวลาจำเป็นจริงๆ ไม่ให้ดูดเก็บกักไว้โดยไม่จำเป็น เพราะถ้าทำอย่างนั้น คนปลายน้ำที่จำเป็นต้องใช้น้ำจริงๆคงไม่มีทางได้น้ำเลย”
เจ้าหน้าที่ชุดที่ลงพื้นที่ เป็นกลไกสำคัญในการทำความเข้าใจ ช่วยให้การส่งน้ำไปถึงพื้นที่นาที่จำเป็นต้องใช้น้ำ...ส่งผ่านไปถึงปลายน้ำให้แก้ปัญหาให้ได้ โดยเฉพาะเขตวิกฤติที่ข้าวกำลังตั้งท้อง ส่วนอีกพวกหนึ่งที่กำลังอยู่ในช่วงปลูกจะมีความสำคัญรองลงมา แล้ว...สถานการณ์ก็เริ่มคลี่คลายเมื่อฝนเริ่มตก มีปริมาณน้ำเติมเข้าเขื่อน
เพื่อคลี่คลายปัญหาปากท้องก็ให้กรมชลฯไปจ้างงานอีก ให้ชาวบ้านมีค่าใช้จ่ายในการยังชีพ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับน้ำ วันนี้เท่าที่ดูปริมาณน้ำเข้าเขื่อนสูงกว่าปริมาณน้ำออกจากเขื่อนแล้ว ฉะนั้นน้ำที่เหลือเข้าใจว่าจะแก้ไขปัญหาให้ลุ่มเจ้าพระยาได้ ซึ่งอาจจะมีความเสียหายอยู่บ้าง เท่าที่ประเมินครั้งแรกอยู่ที่ราวๆ 4 แสนไร่
ยุทธศาสตร์สำคัญที่จะอยู่คู่กับธรรมชาติที่ไม่เป็นใจไม่ว่า “ภัยแล้ง” หรือ “น้ำท่วม” ปีติพงศ์ มองไกลในระยะยาว หลังจากหมดฝนเกษตรกรต้องหันไปปลูกพืชที่กินน้ำน้อย เช่น ถั่ว ข้าวโพด พืชผักต่างๆ หรือทำอาชีพเสริมอื่นอย่าง ปลูกหญ้า เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา อย่าไปปลูกข้าวรอบใหม่ทำนาปรังเด็ดขาด
แม้ว่ารายได้จะหดหายไปบ้าง แต่กระทรวงฯจะพยายามหางบประมาณมาสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนอาชีพซึ่งไม่ใช่ทั้งหมด สมมติว่ามีที่นา 10 ไร่...กันเอาไว้ 1-2 ไร่ เพื่อทำการเกษตรแบบผสมผสานหรือเกษตรกรรมที่ยั่งยืน คาดว่าจะให้กู้วงเงินครอบครัวละ 1 แสนบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ระยะเวลา 5 ปี
...
กรณีเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง แต่มีแรงงานส่วนเกิน ได้นำแนวคิดของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หาพื้นที่ที่จะเอาคนมาลงแรงลงใจร่วมกันแล้วส่วนราชการทั้งหมดที่มีอยู่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้เกิดการผลิตให้ได้ ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งก็กลับไปใช้ที่บ้าน ...บริโภคเอง ส่วนที่เหลือก็เอาไปขาย แต่ละอำเภอจะมีศูนย์ลักษณะนี้กระจายอยู่ทั่วไป
“ถ้าขยายไปได้เยอะๆก็จะดึงกลุ่มคนที่ไม่มีงานทำในชนบทเข้ามาทำงานร่วมกัน จะทำเร็วได้แค่ไหนอยู่ที่เงื่อนไขสำคัญก็คือข้อจำกัดของตัวเกษตรกรโดยเฉพาะปัจจัยเรื่องอายุ”
“โครงการฟาร์มชุมชน”...แหล่งผลิตที่ผลิตเพื่อกินและขาย ใช้แรงงานส่วนเกินมาช่วยกันทำ เพราะทำนาไม่ต้องทำตลอดทั้งวันทั้งคืนหรือทำทุกวัน ทำนาตัวเองแล้วว่างก็มาทำงานในฟาร์มรวมเป็นผลผลิตของชุมชน
สถานการณ์วันนี้หลายเขื่อนยังมีน้ำไม่เต็ม อาจจะต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปีที่จะบริหารจัดการน้ำให้มีน้ำอย่างที่เคยมี ยกตัวอย่างเขื่อนภูมิพลคงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร เพราะเราใช้น้ำเกินไปเยอะ...
ต่อจากนี้ประมาทไม่ได้ ช่วง 3–4 ปีข้างหน้า สมมติว่าบริหารจัดการลดความต้องการน้ำลงได้ 10% ความสมดุลของปริมาณน้ำที่ใช้กับที่มีอยู่จะไม่วิกฤติอีก 7–8 ปี
เร่งหาน้ำเข้าระบบ แต่ถ้าความต้องการไม่ลดลงเลยก็ไม่สมดุล ในทางกลับกัน ปีหน้าน้ำมาเยอะก็ต้องบริหารจัดการให้ดี...สถานการณ์ต่อจากนี้ชาวบ้าน ชาวนา ชาวไร่ คนไทยต้องรับรู้ข้อมูลที่แท้จริง จะได้รับมือทันท่วงทีดีกว่าไม่บอกแล้วชาวบ้านเสียหาย ยิ่งปิดเอาไว้พอเปิดออกมาแผลเต็มไปหมดทั้งตัว ถึงเวลาก็แก้ไม่ได้...
น้ำท่วม...ภัยแล้ง ยังเกี่ยวโยงกับผืน “ป่า” พื้นที่ด้านบนของประเทศ...มีป่าก็เหมือนคนที่มีผม ยิ่งผมมากป่ามากน้ำมาก็จะซึมซับไม่ไหลพรวดพราด แต่ถ้าหัวล้านเขาหัวโล้นไม่มีต้นไม้ ฝนตกลงมาน้ำก็ไหลลงมาทันที
...
ภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลง เราต้องปรับตัว เปลี่ยนระบบการปลูก...สร้างระบบกักเก็บเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ และปรับการใช้น้ำให้ลดลง...เมืองไทยต้องมองปัญหา “ความมั่นคงของน้ำ” จริงจังมากขึ้น
ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฝากความหวังทิ้งท้าย.