ที่ห้องประชุมศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 4 ส.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมคณะกรรมการแก้ไขผังเมืองรวม จ.นครศรีธรรมราช ที่มีการคัดค้านอย่างหนัก โดยเฉพาะภาคประชาสังคมใน อ.ท่าศาลา อ.พระพรหม และ อ.หัวไทร เวลา 13.30 น.ซึ่งเป็นเวลานัดหมายการประชุมท่ามกลางการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร และ อส.เข้ารักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายผู้ยื่นคัดค้านการแก้ไขผังเมืองรวมและผู้สื่อข่าวถูกกันให้อยู่หน้าห้องประชุมห้ามเข้าร่วมรับฟัง โดยก่อนหน้านี้กลุ่มผู้คัดค้านได้ยื่นคำ ร้องที่ขอให้ยกเลิกการแก้ไขผังเมืองฉบับนี้ ให้เหตุผลว่าเอื้อต่อโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์ ทางกลุ่มผู้คัดค้านได้ถูกขอร้องให้มาร่วมประชุมเพียง 10 คน แต่ถูก จนท.เชิญตัวไปยังห้องกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน จ.นครศรีธรรมราช ก่อนที่ทุกคนจะรู้ตัวว่าถูกหักหลัง จึงเดินออกมาประท้วงแสดงสัญลักษณ์ปิดหู ปิดตา และปิดปากที่ถูกห้ามเข้าร่วมรับฟังการประชุมเครือข่ายผู้คัดค้านนำโดยนายทรงวุฒิ พัฒแก้ว ผู้ประสานงานกลุ่มเครือข่ายรักษ์บ้านเกิดท่าศาลา ได้หารือนอกรอบกับ กอ.รมน.จังหวัดนครศรีธรรมราช และผู้แทนมณฑลทหารบกที่ 41 ศูนย์ดำรงธรรมและตัวแทนประชาชนผู้คัดค้าน กระทั่งบรรลุข้อตกลงขอให้ยกเลิกการแก้ไขผังเมืองฉบับนี้ไว้ก่อน และเปิดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมตามความต้องการของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เช่นเดียวกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่แจ้งมายัง จ.นครศรีธรรมราช ให้ยุติเรื่องนี้และให้เริ่มต้นกระบวนการขึ้นใหม่ แต่ปรากฏว่าไม่เป็นไปตามข้อตกลงและมีการเดินหน้าการแก้ไขผังเมืองรวมท่ามกลางการคัดค้านอย่างหนัก ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าเอื้อต่อการใช้พื้นที่ของโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน รวมทั้งกักเก็บเคมีภัณฑ์อันตรายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมขุดเจาะปิโตรเลียมหรือไม่
...
นายทรงวุฒิ พัฒแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายรักษ์บ้านเกิดท่าศาลา เปิดเผยว่า ภาคประชาชนเหมือนถูกหลอกจากข้อตกลงวันที่ 3 ส.ค.แต่ถูกนำตัวไปเก็บไว้ในห้อง กอ.รมน.และไม่ยอมให้เข้าไปร่วมประชุม ทั้งที่มีการเชิญมาเข้าร่วมประชุมทั้งหมด 10 คน
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าในการประชุมหลังจากผ่านวาระสำคัญที่ไม่ต้องการให้เครือข่ายผู้คัดค้านและผู้สื่อข่าวรับฟัง ปรากฏว่าประธานในที่ประชุมคือนายสมาน แสงสะอาด รอง ผวจ.นครศรีธรรมราช ได้อนุญาตให้กลุ่มผู้คัดค้านเข้าไปในห้องประชุมได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา 3 องค์กรภาคธุรกิจใน จ.นครศรีธรรมราช ประกอบด้วย สนง.สภาอุตสาหกรรม หอการค้าและสภาเกษตรกรจังหวัดนครศรีธรรมราช แถลงจุดยืนกรณีการแก้ไขผังเมืองรวมจังหวัดนครศรีธรรมราช 8 ม.ค. 2557 โดยนายเจษฎา อังวิทยาธร รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดในฐานะตัวแทน 3 องค์กรธุรกิจ ชี้แจงว่า ที่ประชุมมีความเห็นเป็นเอกฉันท์โดยขอคัดค้านประเภทอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดภาวะมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ โรงงานผลิตไฟฟ้าที่ใช้เฉพาะถ่านหินและพลังงานนิวเคลียร์เป็นเชื้อเพลิง โรงงานกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมและสารตั้งต้น โรงงานถลุง หลอม หล่อ รีด ดึง หรือผลิตเหล็ก หรือเหล็กกล้า โรงงานผลิตสารเคมีภัณฑ์ โรงงานดูดทราย ทั้งขอสนับสนุนประเภทอุตสาหกรรมที่ผังเมืองห้ามตั้ง แต่มีผลต่อการพัฒนาจังหวัดและประเทศที่เป็นหลักประกอบด้วย
1.โรงงานผลิตไฟฟ้า จากแสงอาทิตย์ การผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะชีวมวลและก๊าซชีวภาพ
2.โรงงานผลิตก๊าซซึ่งมิใช่ก๊าซธรรมชาติส่งหรือจำหน่ายเพื่อใช้ในการกำจัดน้ำเสียจากโรงงานยาง โรงงานปาล์ม อุจจาระจากฟาร์มเลี้ยงหมู
3.โรงงานปรับคุณภาพของเสียรวม
4.โรงงานผลิตเกี่ยวกับน้ำดื่มน้ำประปาและน้ำแร่
5.โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์ม
6.โรงงานประกอบกิจการซ่อม สร้าง ดัดแปลง ทำชิ้นส่วนเกี่ยวกับรถไฟ ระบบรางเพื่อสนับสนุนการให้ อ.ทุ่งสงเป็นศูนย์รวมและกระจายสินค้าครบวงจร และเป็นศูนย์กลางระบบรางของภาคใต้ตอนบนและภูมิภาค กับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย
7.โรงงานที่เป็นศูนย์ซ่อมแซมผลิตชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์สำหรับอากาศยาน เพื่อสนับสนุนให้จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นสนามบินนานาชาติ
น.ส.วาริน ชินวงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ขอให้มั่นใจว่าพวกเราคือนักธุรกิจซึ่งเป็นลูกหลานของคนนครโดยแท้จริง ไม่คิดที่จะทำลายอย่างแน่นอนขอให้มั่นใจ เราจะช่วยผลักดันให้จังหวัดมีความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจโดยรวม ยืนยันอีกครั้งว่านักธุรกิจที่เป็นสมาชิกของหอการค้าเป็นลูกหลานชาวนครอย่างแน่นอน ส่วนลูกหลานที่ไม่สนใจร่วมพัฒนาบ้านเมืองก็ได้ออกจากนครไปพัฒนาจังหวัดอื่นแล้วเช่นกัน.