หลังจากที่นำเสนอไปแล้ว 2 ตอนคือ ปริศนาคาใจคนกรุง ไฉนฟุตปาทพังซ้ำซาก EP.1 สร้างห่วย ขยันรื้อ แพงเว่อร์ และ ปริศนาคาใจคนกรุง ไฉนฟุตปาทพังซ้ำซาก EP.2 คำตอบจากโยธา ซ่อมจริงหรือผลาญภาษีประชาชน? ในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะได้พาทุกท่านไปรับฟังข้อมูลที่รอบด้าน จาก นายเลิศฤทธิ์ นิธิไชโย นายกสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบวางแผนและจัดการพื้นที่ใช้สอยภายนอกอาคาร จะมาเป็นผู้ไขคำตอบทุกปริศนาในวันนี้...
เทียบหมัดต่อหมัด ข้อดี-ข้อเสีย อิฐตัวหนอน VS กระเบื้องซีเมนต์
จากการที่ทางเท้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครเปลี่ยนวัสดุจากอิฐตัวหนอนที่หลายท่านคุ้นเคย กลายเป็นกระเบื้องซีเมนต์สี่เหลี่ยมซึ่งมีหลากหลายลวดลาย นายเลิศฤทธิ์ ระบุว่า วัสดุทั้งสองอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันหลายด้าน ขึ้นอยู่กับการใช้งาน
ในแง่ของความทนทานแล้ว บล็อกตัวหนอนทนทานกว่าแผ่นกระเบื้องซีเมนต์แน่นอน เนื่องจากบล็อกตัวหนอนมีความหนาที่มากกว่ากระเบื้องซีเมนต์ นอกจากนี้กระบวนการผลิตอิฐตัวหนอนเป็นแบบแห้ง (Dry Process) ซึ่งเป็นการอัดประสานตัวคอนกรีต จะทำให้เกิดความแข็งแรงมากกว่าแผ่นกระเบื้องซีเมนต์ที่ผลิตแบบเปียก (Wet Process) ด้วยการหล่อขึ้นรูป
...
แต่ในแง่ของการก่อสร้าง อิฐตัวหนอนจะมีน้ำหนักมากกว่า การขนย้ายก็ยุ่งยากกว่า กระเบื้องซีเมนต์ที่มีน้ำหนักเบาจึงสามารถนำเข้าไปยังพื้นที่ที่มีขนาดจำกัดได้ง่ายกว่า ติดตั้งเป็นผิวทางเท้าได้รวดเร็วกว่า สะดวกกับการทำงาน และยังมีความสวยงาม เนื่องจากมีลวดลายและสีสันให้เลือกอย่างหลากหลาย ทำให้กลายเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในการปูทางเท้า
ส่วนเรื่องลวดลายของกระเบื้องซีเมนต์ก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อด้านความทนทาน แต่ด้านราคา ถึงจะเป็นวัสดุแบบเดียวกัน แบบที่มีลวดลายก็จะมีราคาแพงกว่าแบบที่เป็นสี
นายกสมาคมภูมิสถาปนิก กล่าวต่อว่า วัสดุที่จะนำมาให้ทำทางเท้าได้ดี ขึ้นอยู่กับงบประมาณที่ได้รับ ถ้าใช้วัสดุแข็งแรงทนทานก็ต้องใช้งบประมาณในการสร้างตอนแรกสูง ซึ่งในหน่วยงานต่างๆ มีงบประมาณที่จำกัด จึงต้องใช้วัสดุตามที่งบอำนวยให้ได้
“ส่วนตัวคิดว่า พื้นที่แต่ละเขตในกรุงเทพมหานครคงได้รับงบประมาณมากน้อยไม่เท่ากัน ถ้าเป็นเขตพื้นที่ท่องเที่ยวอาจจะได้รับงบประมาณมากกว่าเพราะว่าเก็บภาษีได้เยอะ ก็อาจจะทำลวดลายที่สวยงามให้เหมาะสมกับเป็นแหล่งท่องเที่ยว ส่วนทางชานเมืองที่งบประมาณส่วนตรงนี้น้อยก็จะใช้วัสดุเป็นลายเรียบๆ” นายเลิศฤทธิ์ แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม
รื้อง่าย ซ่อมง่าย คุณสมบัติวัสดุทางเท้า ตอบโจทย์สภาพ กทม.
ด้านวัสดุที่เหมาะสมในการใช้สร้างทางเท้าในกรุงเทพมหานคร นายกสมาคมภูมิสถาปนิกให้ความเห็นว่า ควรเป็นวัสดุที่เมื่อรื้อซ่อมแล้วจะสามารถนำกลับไปประกอบคืนได้เหมือนเดิมจะสะดวกต่อการทำงาน เนื่องจากฟุตปาทมักขุดเจาะจากการซ่อมสาธารณูปโภค
“อิฐตัวหนอนก็ดี เพราะว่าแต่ละตัวจะล็อกกันเองได้ทำให้เกิดความแข็งแรงในตัวเอง แต่หลายครั้งก็เห็นปัญหาว่า ช่างที่มาซ่อมมักต่ออิฐตัวหนอนไม่เหมือนเดิม เช่น สลับสี สลับลาย จากตัวหนอนลายสีแดงสลับเทา กลายเป็นเทาสลับแดง ส่วนกระเบื้องซีเมนต์ก็มีความเหมาะสม แต่เวลารื้อจะทำให้กระเบื้องซีเมนต์พังเสียหายได้มากกว่า” สถาปนิกผู้ออกแบบ...อธิบายเพิ่มเติม
ส่วนถ้าเทราดทางเท้าด้วยคอนกรีต ส่วนตัวเห็นว่าไม่เหมาะสมกับสภาพการใช้งานของพื้นที่กรุงเทพฯ เพราะเมื่อซ่อมคืนแล้วไม่มีทางเหมือนเดิม เมื่อทุบแล้วจะเป็นรอยปะ แต่ถ้ามีกระเบื้องซีเมนต์ปูทับด้านบน แม้ว่าด้านล่างจะไม่สวยงามอย่างไรก็ไม่มีคนมองเห็น
...
ฟุตปาทแข็งแกร่งอย่างต่างประเทศ เป็นได้แค่ฝัน จริงหรือ?
นายเลิศฤทธิ์ เล่าให้ฟังว่า ความเป็นมาของทางเท้าเกิดมาพร้อมกับพัฒนาการของมนุษย์ เนื่องจากในสมัยก่อนเดินทางด้วยการเดินเท้า ในยุคกรีก - โรมัน จะมีการดาดผิวเพื่อทำให้กลายเป็นพื้นทางเดินที่สามารถเดินได้สะดวก จนเมื่อมีถนนสำหรับรถ ทางเท้าจึงถูกเลื่อนไปด้านข้าง และมีพัฒนาการต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ส่วนในประเทศไทยน่าจะเริ่มมีทางเท้าที่เป็นกิจจะลักษณะก็น่าจะตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์
เมืองเก่าในต่างประเทศ มักจะใช้เป็นหินที่มีในท้องถิ่นนั้นๆ ปูเป็นพื้นทางเท้า เช่น แถบยุโรปใช้หินแกรนิต ทรงลูกบาศก์ ปูทั้งถนนและทางเท้า ส่วนใหญ่ถ้าเป็นเมืองเก่าในต่างประเทศ จะใช้เป็นหินที่มีในท้องถิ่นนั้นๆ เช่น แถบยุโรปใช้หินแกรนิต ทรงลูกบาศก์ โดยปูทั้งถนนและทางเท้า ทางฝั่งเอเชีย มักจะใช้หินหรือกระเบื้อง ส่วนในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากหินหายากและมีราคาแพง เพราะไม่มีแหล่งหินในประเทศ จึงออกมาในรูปแบบของการเลียนแบบ บล็อกตัวหนอนก็เป็นการเลียนแบบหินปูทางเท้าอย่างหนึ่ง
...
ส่วนในต่างประเทศที่ใช้หินแกรนิตปูทั้งทางเท้าและพื้นถนนบริเวณเมืองเก่า แต่กลับไม่พบปัญหาการทรุดตัวของถนนที่ปูจากหินเป็นเพราะสภาพของภูมิประเทศ เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่ลุ่มต่ำ หรือเมืองปากแม่น้ำ หากย้อนกลับไปยังอดีตก็ยังเคยเป็นทะเลมาก่อน โอกาสที่ดินจะทรุดตัวจะมีมากกว่าประเทศในยุโรป ทำให้ความแน่นของพื้นดินมันไม่แข็งแรงเหมือนยุโรปที่เป็นภูเขา แม้รถขึ้นไปเหยียบก็ยังไม่ทรุดตัว และเชื่อว่าทางเท้าเก่าในต่างประเทศมีความจำเป็นต้องซ่อมแซมบ่อยจึงทำให้ยังคงสภาพสวยงามเหมือนเดิมอยู่ได้
ฟุตปาท กทม. ที่สุดแล้ว ดีหรือห่วย?
เมื่อสอบถามถึงเรื่องปัญหาความแข็งแรงของพื้นฟุตปาท กทม. นายเลิศฤทธิ์ ให้คำตอบว่า ความแข็งแรงทนทานเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น หากมุ่งเน้นไปทางเรื่องนี้ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด แต่ต้องคำนึงว่าทางเท้าต้องเป็นทางเท้าที่ดี ซึ่งมีลักษณะดังนี้
1. ทางเท้าต้องตอบสนองกับการใช้งานของแต่ละพื้นที่ เพราะแต่ละพื้นที่มีความต้องการในการใช้สอยไม่เหมือนกัน เช่น จุดประสงค์ของทางเท้าเพื่อเป็นทางเดินของประชาชน ก็ต้องเป็นทางเดินจริงๆ ไม่ควรปล่อยให้มีหาบเร่แผงลอย ตู้โทรศัพท์ หรือป้ายโฆษณามากีดขวางการเดิน
...
2. ทางเท้าต้องสะอาดและสะดวก เมื่อทางเท้าสะอาดจะจูงใจให้คนอยากเดินบนทางเท้า ในขณะเดียวกันทางเท้าที่สกปรก มีน้ำท่วมขัง หรือเป็นหลุมเป็นบ่อ ก็จะทำให้คนไม่อยากเดิน ควรจะรักษาทางเท้าให้อยู่ในสภาพดี กล่าวคือ มีความแข็งแรงทนทานและสามารถรักษาสภาพได้ตลอด อีกทั้งตอนนี้ทางสมาคมภูมิสถาปนิกก็กำลังรณรงค์เรื่อง Universal Design (กำลังหานิยามอยู่ในขณะนี้) ซึ่งเป็นการออกแบบสำหรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกาย ไม่จำกัดเพียงผู้พิการเพียงแค่นั้น
3. ทางเท้าต้องปลอดภัย ไม่มีเป็นมุมที่จะสามารถก่อให้เกิดอาชญากรรมได้ เช่น โจร ขโมย ปล้นจี้ ควรจะมีแสงสว่างเพียงพอทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน
4. ทางเท้าต้องมีความชัดเจน เมื่อมองไปแล้วต้องสามารถระบุว่าจะเดินไปได้ถึงไหน ไม่ควรจะมีซอกหลืบที่ทำให้ไม่แน่ใจว่าเมื่อเดินไปแล้วจะไปถึงจุดหมายหรือไม่
5. ทางเท้าต้องมีสภาพแวดล้อมที่ดี จากที่เคยติดตามการประเมินคนกรุงเทพฯ ว่าอยากเดินในระยะเท่าไร พบว่า ระยะทางประมาณ 800 เมตร หรือระยะเวลาประมาณ 10 นาที อยู่ในระยะที่คนอยากเดิน เฉพาะฉะนั้นระยะ 800 เมตรของทุกที่ ควรจะมีบรรยากาศน่าเดิน มีต้นไม้ มีร่มเงา มีความสวยงาม ปลอดจากสภาพที่เป็นมลพิษทั้งหลาย
ออกแบบ – ก่อสร้างไม่ใช่ปัญหาใหญ่ สำคัญกว่าคือ...
ส่วนในเรื่องการออกแบบ นายเลิศฤทธิ์กล่าวว่า แม้ว่าทางสมาคมภูมิสถาปนิกจะไม่ได้ดูแลการออกแบบทางเท้าของภาครัฐ แต่หากประสานเรื่องเข้ามา ทางสมาคมฯ ก็ยินดีให้ความคิดเห็น เพียงแต่ทางสำนักการโยธาอาจเห็นว่าการออกแบบทางเท้าไม่ได้เป็นงานที่มีความซับซ้อน ส่วนตัวเห็นว่ายังมีปัญหาที่น่าเป็นห่วงกว่าปัญหาเรื่องการออกแบบทางกายภาพ
ด้านการพัฒนาทางเท้าให้กลายเป็นทางเท้า ภาครัฐควรมีการจัดการเพื่อทำให้ทางเท้ากลายเป็นทางเท้าที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการดูแล การซ่อมบำรุง และการจัดการทางเท้าให้เป็นทางเท้าสำหรับคนเดินจริงๆ และไม่ใช้งานทางเท้าผิดประเภท
“ในการก่อสร้างทางเท้าจะใช้วัสดุอุปกรณ์ใดก็ได้ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือจะทำอย่างไรให้ทางเท้าสามารถคงสภาพต่อไปได้ยาวนาน” นายกสมาคมภูมิสถาปนิกกล่าวทิ้งท้าย