ช้างป่าแก่งกระจาน ในป่าละอู ตายปริศนา 3 ตัว ในป่าโครงการพระราชดำริห้วยสัตว์ใหญ่ นอนเรียงรายติดกัน พบช้างตัวเล็กสุดถูกมีดฟันปลายงวงขาดอย่างมีเงื่อนงำ สันนิษฐานอาจกินสารพิษจากเหตุวางยาหรือกินเคมีการเกษตร และอาจถูกไฟฟ้าช็อต

วันที่ 15 ก.ค. 58 เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ได้รับแจ้งจากชาวบ้านบ้านเฉลิมเกียรติพัฒนา หมู่ 1 ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่า พบช้างป่านอนตายเรียงรายติดกันถึง 3 ตัว บริเวณขอบคันดินของสระนํ้ากลางป่าในพื้นที่ของอาศรมบูรพา หมู่ 1 บ้านเฉลิมเกียรติพัฒนา ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการพระราชดำริ หมู่บ้านสหกรณ์ห้วยสัตว์ใหญ่ จึงรายงานให้ นายกมล นวลใย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ทราบต่อมา นายกมล นวลใย หน.อุทยานฯ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานเดินทางเข้าพื้นที่ที่พบซากช้างดังกล่าว

เมื่อเดินทางถึงพบว่า จุดที่พบซากช้างอยู่ริมขอบคันดินของสระนํ้าขนาดใหญ่ที่ขุดไว้สำหรับทำการเกษตร โดยช้างทั้ง 3 ตัว นอนเรียงรายชิดติดกัน โดยตัวแรกเป็นช้างเพศผู้มีงา อายุประมาณ 10 ปี นอนตะแคงขวา ที่ปลายเท้าทั้งสองวางอยู่บนหลังช้างอีกตัวหนึ่ง เพศเมีย อายุประมาณ 7 ปี นอนตะแคงซ้าย และปลายเท้าหลังขวาแตะที่ลำคอของช้างตัวที่สามซึ่งมีขนาดเล็กสุด เพศเมีย อายุประมาณ 2-3 ปี

จากการตรวจสอบพบว่า ช้างทั้งสามตัวไม่มีร่องรอยถูกทำร้าย มีเพียงช้างตัวเล็กที่อยู่ด้านท้ายสุดพบว่ามีบาดแผลถูกของมีคมตัดเฉือนปลายงวงขาดหายไป และพบอุจจาระช้างขนาดเล็กใกล้กับก้นของช้างตัวเล็ก สภาพซากช้างทั้งสามขึ้นอืด ส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง คาดว่าตายมาแล้วกว่า 2 วัน รอบบริเวณที่พบซากช้างมีรอยเท้าช้างขนาดใหญ่ยํ่าจนดินขอบสระนํ้ายุบเป็นรอยเท้ามากมาย

ด้านนายสรพงษ์ ยะภักดี อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 58 หมู่ 1 ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน เป็นคนดูแลอาศรมบูรพา สถานที่เกิดเหตุเปิดเผยกับเจ้าหน้าที่ว่า เป็นคนมาพบซากช้างดังกล่าว ตอนมาเจอนึกว่าช้างกำลังนอนเล่น จึงไม่ได้สนใจ แต่มาเอะใจว่าทำไมนอนเล่นนานและแดดเริ่มร้อนแล้ว ซึ่งผิดปกติของช้างที่ไม่ชอบแดด จึงเดินมาดูพบว่าตายแล้วและมีกลิ่นเหม็นขึ้นอืด จึงรีบแจ้งไปยังอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ช้างทั้ง 3 ตัว น่าจะเป็นช้างในโขลงละแวกนี้ที่มีประมาณ 35-40 ตัว และเดินไปมาแถวนี้จนชาวบ้านคุ้นตา และไม่ดุร้าย โดยเฉพาะช้างตัวผู้ที่มีงาที่ตายวันนี้เห็นบ่อยมาก และน่าจะเป็นตัวเดียวในฝูงที่มีงา และน่าจะตายมาได้ 2 วันแล้ว แต่ที่ไม่เห็นก่อนหน้านี้เพราะไม่ได้เข้ามาบริเวณนี้บ่อยนัก เนื่องจากภารกิจของอาศรมบูรพา ซึ่งส่วนใหญ่จะปลูกพืชไร้สารพิษแบบออร์แกนิก ที่มีพื้นที่ปลูกอยู่ห่างจากบริเวณนี้ ส่วนสาเหตุตนว่าอาจจะกินสารพิษพวกยาฆ่าแมลง ส่วนที่จะมีคนเอายาพิษมาฆ่าช้างข้อนี้ตนไม่ทราบ เพราะบริเวณนี้ไม่มีความขัดแย้งระหว่างช้างกับคน ส่วนผลิตผลของอาศรมบูรพาก็ไม่ใช่พืชที่ช้างป่าใช้เป็นอาหาร

ต่อมา นายสรัชชา สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักบริหารทรัพย์สินที่ 3 เพชรบุรี ได้เดินทางพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจสอบซากช้าง จากนั้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลย้อนรอยเส้นทางของช้างป่าว่าเดินมาจากทางใด และให้เก็บตัวอย่างมูลช้างไปทำการตรวจสอบหาสารพิษ หรือสิ่งผิดปกติ โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า คาดว่าช้างตายมาแล้ว 2 วัน ส่วนสาเหตุเบื้องต้นยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่คาดว่าน่าจะเกิดจากช้างกินสารพิษเข้าไป ซึ่งตามธรรมชาติหากช้างได้รับสารพิษ หรือสิ่งผิดปกติ อุณหภูมิในตัวจะร้อนจะต้องหาแหล่งนํ้าดื่ม คาดว่าทั้งสามตัวได้พากันมากินนํ้าแต่อาการอาจรุนแรงจนตายในที่สุด

ส่วนกรณีที่ช้างตัวเล็กถูกตัดปลายงวง นายสรัชชา กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด อาจจะเป็นเพราะถูกสัตว์อื่นกัดแทะ แต่บาดแผลมีรอยคม ซึ่งจะต้องดูว่าเกิดจากอะไร ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นที่จะต้องสอบสวนว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายอย่างไร หรือไม่ โดยในช่วงเย็นวันนี้จะทำการย้ายซากช้างทั้ง 3 ตัว ไปยังหุบเต่าที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล และมีความสะดวกมากกว่าเพื่อรอให้สัตวแพทย์ทำการผ่าซากพิสูจน์หาสาเหตุการตายที่แน่ชัด

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ถึงกรณีปลายงวงช้างที่คล้ายถูกของมีคมเฉือนขาดหายไปว่า สันนิษฐานว่าช้างตัวเล็กอาจใช้งวงจับลวดไฟฟ้าที่ชาวบ้านวางไว้สำหรับกันช้างป่า เมื่อถูกช็อตช้างงาตัวใหญ่ที่นำโขลงมา พร้อมกับช้างพี่เลี้ยงได้วิ่งมาช่วยตามสัญชาตญาณที่เวลาช้างเล็กเกิดเรื่องช้างใหญ่จะวิ่งเข้ามาช่วย ทำให้ไฟฟ้าช็อตช้างทั้งสามตัวตายล้มลงพร้อมกันอย่างที่เห็นนอนเรียงชิดติดกัน และผู้ที่รู้เห็นการตายของช้างอาจกลัวความผิด จึงจำเป็นต้องเฉือนปลายงวงช้างที่มีรอยไหม้จากไฟฟ้าช็อตทิ้งไปเพื่ออำพรางการตายก็เป็นได้

สำหรับอาศรมบูรพา เป็นพื้นที่ทำการเกษตร อยู่ในตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน สินค้าหลักคือปลูกชาใบหม่อนแบบออร์แกนิก และทำเป็นชาจำหน่ายในชื่อว่า "ชาละอู" นอกจากนี้ยังปลูกสร้างเป็นรีสอร์ตสำหรับฝึกนั่งสมาธิกลางป่า มีลานยันต์สำหรับทำพิธีต่างๆ เช่น การบูชาพระราหู การอาบนํ้าเพ็ญ และมีสระมรกตด้านข้าง มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมจำนวนมาก

...

นายกมล นวลใย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุกล่าวว่าจุดที่เกิดเหตุอยู่นอกพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานประมาณ 3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ที่ทางกรมสวัสดิการสังคม ขอใช้ประโยชน์เพื่อทำโครงการพระราชดำริเฉลิมพระเกียรติพัฒนา ให้สมาชิกของสหกรณ์ห้วยสัตว์ใหญ่ ทำกิน ซึ่งจากการสังเกตพบว่า เป็นการตายแบบผิดธรรมชาติ เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเกิดจากการกินสารเคมีเข้าไป โดยเบื้องต้นได้ประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน จาก กก.ตำรวภูธร จ.ประจวบคีรีขันธ์ เข้าเก็บหลักฐานในบริเวณซากช้างและที่เกิดเหตุรวมทั้งประสานหน่วยสัตวแพทย์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เข้าทำการผ่าพิสูจน์หาสาเหตุการตายในครั้งนี้

กระทั่งต่อมาเวลา 16.00 น. ทีมพิสูจน์หลักฐานตำรวจและทีมสัตวแพทย์ได้ทำการตรวจสอบทางกายภาพแล้ว จึงได้ทำการเคลื่อนย้ายซากช้างป่าทั้ง 3 ตัวไปทำการผ่าพิสูจน์ที่ หน่วยพิทักษ์ป่าอุทยานแห่งชาติ กจ.7 เขาหุบเต่า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทีมงานสัตวแพทย์จะสามารถทำการผ่าพิสูจน์ได้อย่างสะดวก เนื่องจากต้องใช้แสงสว่างในการทำการผ่าพิสูจน์ โดยได้มีการนำรถบรรทุก 4 ล้อจำนวน 2 คัน และใช้รถแบ็กโฮ ทำการยกช้างทั้ง 3 ตัวขึ้นรถและนำไปผ่าพิสูจน์ต่อไป

สำหรับพื้นที่เกิดเหตุช้างตายทั้งสามตัวพบว่า มีการซื้อขายเปลี่ยนมือจากสมาชิกสหกรณ์ห้วยสัตว์ใหญ่ ไปเป็นของนายทุนจากกรุงเทพฯ ที่มารวบรวมซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวประมาณ 200 ไร่ เพื่อทำสถานที่ปฏิบัติธรรมโดยเรียกบริเวณดังกล่าวเป็นอาศรมของ อ.บูรพา ผดุงไทย อีกทั้งมีการขุดสระน้ำขนาดใหญ่โดยไม่มีการขออนุญาตจากกรมป่าไม้ก่อนดำเนินการ โดยพื้นที่ดังกล่าวทางกรมสวัสดิการสังคม ได้ขอใช้ประโยชน์เพื่อทำโครงการพระราชดำริเฉลิมพระเกียรติพัฒนา ให้สมาชิกของสหกรณ์ห้วยสัตว์ใหญ่ ทำกิน เนื่องจากเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ ที่ทางเจ้าหน้าที่กำลังทำการสอบสวนในกรณีดังกล่าว.

...