ดอกเตอร์ทะเล ‘ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์’ โพสต์ภาพลากูน เกาะพีพีเล เรือท่องเที่ยวรอคิวเข้าอ่าวเพียบ ขณะที่ปะการังตายเหี้ยนไม่เหลือแม้แต่ซาก ชี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือคนตื่นตัวกระแสรักทะเลเข้มข้น เสนอ 5 ข้อกู้วิกฤติก่อนที่จะสายไป

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.58 ผู้สื่อข่าว จ.กระบี่ รายงานว่า ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการทางทะเล และสมาชิก สปช. ได้โพสต์ภาพของ อ่าวปิเละ หรือลากูน ที่เกาะพีพีเล จ.กระบี่ เปรียบเทียบภาพ 2 ภาพ โดยภาพแรกระบุปี 2545 ซึ่งพบว่ามีปะการังอยู่หลายจุด และอีกภาพถ่ายเมื่อปี 2558 พบว่าไม่มีปะการังเหลืออยู่เลย

นอกจากนั้น ยังมีเรือวิ่งเข้าวิ่งออกจุดดังกล่าวจำนวนมาก ซึ่ง ดร.ธรณ์ ได้เขียนระบุว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ใน 2 สถานการณ์ที่ดุเดือดอย่างยิ่ง มองมุมร้ายคือปัญหาที่สะสมมานาน ทำให้เกิดความพินาศของแนวปะการังอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ ดังภาพเปรียบเทียบเกาะพีพีในช่วง 13 ปี เราขยี้แนวปะการังจนไม่เหลือแม้ซาก

พร้อมกันนี้ ได้ยกตัวอย่าง ข้อมูลล่าสุดจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ปะการังของไทยเสื่อมโทรมจนเหลือปะการังที่มีสภาพดีถึงดีมาก อยู่ในปริมาณไม่ถึง 5% และปัญหายังรุมเร้า ทั้งสมอเรือ น้ำเสีย อวนติดปะการัง ถ้าเป็นเช่นนี้ภายใน 20 ปี แนวปะการังของไทยจะพินาศสิ้นโดยสมบูรณ์

แต่ถ้ามองในมุมดี กระแสรักทะเลเข้มข้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน การเรียกร้องได้รับการตอบสนองที่ดีจากผู้บริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการเก็บค่าธรรมเนียมในอุทยาน จนถึงประเด็นปะการังตายที่เกาะตาชัย เกาะพีพี และเกาะอื่นๆ โดยมีข้อสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรีเป็นหลักฐานยืนยัน เมื่อมองทั้ง 2 มุม คงต้องจัดการกับวิกฤติให้ได้โดยเร็วที่สุด ทำอย่างไรก็ได้ที่จะรักษาปะการังที่สมบูรณ์ที่เหลืออยู่น้อยนิดไว้ หยุดการลดลงของปะการังที่เป็นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีนี้ โดยใช้ผลงานจาก "กู้ชีวิต" แนวปะการัง เป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือของผู้ปฏิบัติหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องโดยตรง

...

ดร.ธรณ์ ยังได้มีข้อเสนอ คือ 1. ขอให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ประกาศแนวปะการังทั้งประเทศเป็น "เขตวิกฤติ" และอาศัยอำนาจในมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ทะเล (ฉบับที่กำลังจะมีผลบังคับใช้) เพื่อจัดการกับปัญหาอย่างเฉียบขาด 2. ตั้งคณะกรรมการ "กู้วิกฤติแนวปะการัง" โดยระดมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชนและประชาชน เข้ามาช่วยกันจัดทำมาตรฐานเร่งด่วนโดยเร็วที่สุด คณะกรรมการดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะลำพังแค่หน่วยงานเพียง 2-3 หน่วยตามข้อสั่งการท่านนายกฯ ไม่สามารถจะกู้วิกฤติครั้งนี้ได้แน่นอน ผมยืนยันด้วยประสบการณ์ที่ทำมาตลอด 3. คณะกรรมการต้องออกมาตรการต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในเชิงปฏิบัติอย่างรวดเร็วเป็นลำดับแรก (1-3 เดือน)

4. เมื่อมาตรการขั้นต้นได้รับการปฏิบัติต้องวางยุทธศาสตร์ในระยะต่อไป โดยแนะนำว่า สผ. มียุทธศาสตร์เรื่องปะการังที่ใช้เวลาทำนานมาก มีรายละเอียดอยู่มาก แต่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชักประมาณ 5 ปีมาแล้ว (ม.รามคำแหงเป็นผู้ทำ) 5. ท้ายสุด มาตรการและยุทธศาสตร์ครั้งนี้ต้องมีตัวชี้วัดชัดเจน ต้องกำหนดพื้นที่ในการติดตามความเปลี่ยนแปลงของปะการังอย่างใกล้ชิด มีการรายงานข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ มิใช่ให้ปะการังตายมาตั้งหลายปีแล้วเพิ่งจะตื่นตัวกัน ดัชนีชี้วัดต้องดูจากปะการังฟื้นหรือไม่ฟื้น ไม่ใช่เราประชุมกันไปกี่ครั้ง จะประชุมล้านครั้งถ้าปะการังไม่ฟื้นก็ไร้ค่า

"ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องงบประมาณ เราจะได้เงินคืนมามหาศาลจากการปฏิรูประบบเก็บค่าธรรมเนียมอุทยาน เรื่องอย่างนี้ต้องนำมาใช้ และนักท่องเที่ยวทุกคนคงดีใจ เมื่อทราบว่าเงินของเขาได้ถูกนำมากู้วิกฤติทะเล ผมนำเสนอแนวทางแบบสรุป เพื่อให้เพื่อนธรณ์อ่านง่ายเข้าใจง่าย หากชอบก็รบกวนกดไลค์และแชร์กันต่อไป มิฉะนั้น ในอีกไม่กี่ปี ถึงตอนนั้นจะด่าจะคร่ำครวญอย่างไรก็ไร้ค่า นี่คือโอกาสสุดท้าย" ดร.ธรณ์ ระบุ.