ทีมวิจัยนกแต้วแร้วท้องดำ ลงพื้นที่ "เขานอจู้จี้" จ.กระบี่ ป่าแห่งเดียวของไทย ที่เคยพบนกตัวเล็กสุดหายาก "แต้วแร้วท้องดำ" แต่ยังไม่พบ ยันไม่ท้อเตรียมลงพื้นที่หาต่อ โดยพบนกแต้วแร้วชนิดอื่นจากต่างถิ่นอพยพลงมาจับคู่แล้ว...

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเกรียงศักดิ์ ศรีบัวรอด นักวิทยาศาสตร์ ชำนาญการ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าคลองแสง กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ภายหลังจากเจ้าหน้าที่และนักวิจัย ได้ลงสำรวจค้นหานกแต้วแร้วท้องดำ ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ - บางคราม ในพื้นที่ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์ ที่ผ่านมา จนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งปรากฏว่าไม่พบนกแต้วแร้วท้องดำเลย แต่ก็ยังไม่ถอดใจว่า นกชนิดนี้ที่พบเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยจะสูญพันธุ์ไป ภายหลังจากการค้นหาครั้งล่าสุดเมื่อปี 2553 ที่พบนกชนิดนี้ 16 ตัว

โดยในปลายเดือนนี้ ทางเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ค้นหาอีกครั้ง แต่จะปรับแผนการค้นหาใหม่ โดยจะเพิ่มพื้นที่ใหม่ คือ พื้นที่อยู่เหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไปอีกประมาณ 100-200 เมตร จากระดับน้ำทะเล เพราะนกอาจจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่เคยพบในจุดเดิม ประกอบกับขณะนี้ เริ่มมีฝนตกทำให้เหมาะสมที่นกจะออกมาจับคู่ ทำรัง และวางไข่

อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ได้มีนกแต้วแร้วธรรมดา และนกแต้วแร้วอกเขียว อพยพเข้ามาจับคู่แล้ว ซึ่งนกทั้ง 2 ชนิดนี้ อยู่ในพื้นที่อื่น โดยนกแต้วแร้วธรรมดา อาศัยอยู่ในภาคเหนือ ส่วนนกแต้วแร้วอกเขียวอาศัยอยู่ในภาคใต้ของไทยและในแถบมาเลเซีย ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ถิ่นที่อยู่แถบนี้ยังเหมาะสมในการผสมพันธุ์และวางไข่ แม้ว่าจะมีจำนวนไม่มากก็ตาม

ส่วนปัจจัยที่ทำให้นกแต้วแร้วท้องดำ ที่มีอยู่เพียงในป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ - บางคราม มีหลายปัจจัย เช่น ด้านธรรมชาติที่เปลี่ยนไป ฝนตกน้อยลงและมาช้า การใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรม ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปลูกพืช เช่น จากเดิมเคยปลูกยาง เปลี่ยนมาปลูกปาล์มน้ำมัน การสร้างสาธารณูปโภค ทั้งถนน บ้านเรือน และการท่องเที่ยว ที่ปัจจุบันมีการเติบโตสูงมาก นอกจากนั้น ก็พบว่าปัจจุบันยังมีการรบกวนจากมนุษย์ เช่น การล่าสัตว์ หาของป่า และพบแร้วดักสัตว์ในพื้นที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการรบกวนทั้งสิ้น