ในหลวงโปรดเกล้าฯ ถนนพระราชทาน ทางเข้าที่นา 2 พี่น้องชาวบ้าน ต.เวียงคอย อ.เมืองเพชรบุรี หลังทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของความช่วยเหลือ จนได้รับการประสานจากทาง อบต.ไร่ส้ม ทำถนนจากที่ดินบริจาคของผู้อื่น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 นายสุวิช ชูตระกูล อัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ภาค 7 เดินทางมาเป็นประธานพิธีเปิดถนนพระราชทาน หมู่ 1 ต.วังตะโก อ.เมือง จ.เพชรบุรี พร้อมด้วย นายทนง ตะภา อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี นายรัฐฐะ สิริธรังศรี นายอำเภอเมืองเพชรบุรี นายชัชชัย แสงมณี รองนายกเทศมนตรีตำบลหัวสะพาน และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมทั้งประชาชนชาวตำบลเวียงคอย และตำบลวังตะโก ร่วมในพิธีเปิดถนนพระราชทาน
สำหรับถนนพระราชทานดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก น.ส.บรรจง กองเมือง อายุ 58 ปี และ น.ส.บุญเรือน เกิดทรัพย์ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ 1 ต.เวียงคอย อ.เมือง จ.เพชรบุรี ได้เขียนหนังสือถวายฎีกาขอพระราชทานความช่วยเหลือจากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เรื่องประสบปัญหาไม่มีถนนทางเข้าออกที่นามาเป็นเวลานานหลายสิบปี โดย สำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง ได้รับเรื่องดังกล่าว พร้อมทั้งประสานงานกับอธิบดีอัยการ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน โดยส่งเรื่องมายังสำนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี รับผิดชอบงานคุ้มครองสิทธิฯ ให้การช่วยเหลือ
น.ส.บรรจง เปิดเผยว่า ตนเองประกอบอาชีพทำนามาหลายสิบปี ตั้งแต่เรียนจบชั้น ป.4 มีที่ดินทำนาซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากพ่อแม่อยู่ 3 ไร่เศษ อยู่ในเขตตำบลวังตะโก อ.เมือง จ.เพชรบุรี และเช่าที่ดินคนอื่นในละแวกเดียวกันทำนาอีก 4 ไร่ รวมเป็น 7 ไร่เศษ โดยมี น.ส.บุญเรือน ผู้เป็นน้องสาวช่วยกันทำนา โดยสภาพผืนนาดังกล่าวติดกับคูน้ำและติดกับแปลงนาเจ้าของอื่น ไม่มีถนนทางเข้าออก ที่ผ่านมาต้องอาศัยผ่านแปลงนาคนอื่นเข้าไปทำนามาโดยตลอด ระยะหลังเจ้าของนาใกล้เคียงไม่ให้ผ่านนา หากจะนำเครื่องจักรเข้านาต้องเสียค่าผ่านทางให้กับเจ้าของนาที่อยู่ติดกัน ครั้งละ 300-500 บาท เป็นเวลานานหลายปี ซึ่งก่อนหน้าได้ทำหนังสือร้องทุกข์กับทางจังหวัดเพชรบุรี และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตรับผิดชอบ แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือแก้ไขปัญหา
“เมื่อไม่สามารถนำรถเกี่ยวข้าว ผ่านนาคนอื่นได้ ครั้งหนึ่งเมื่อข้าวในนาสุก จึงลงทุนซื้อไม้ยูคาลิปตัส มูลค่าเกือบหนึ่งแสนบาทนำมาเรียงใส่ในคูน้ำกว้าง 1 เมตร ลึก 80 เซนติเมตรยาวประมาณ 50 เมตร ใส่จนเต็มคูน้ำที่แห้ง ทำเป็นทางลูกระนาดเพื่อให้รถเกี่ยวข้าววิ่งไปกระทงนาโดยตนเองกับน้องสาวแบก ท่อนไม้ใส่คูน้ำเป็นเวลา 20 วัน จนบ่าแตกเป็นแผล เพราะไม่มีใครช่วยเหลือในครั้งนั้นเสียเงินค่าไม้และค่ารถเกี่ยวข้าวทั้งหมด 120,000 บาท แต่ขายข้าวเปลือกได้ 70,000 บาท ภายหลังเกี่ยวข้าวได้ไม่นานมีคนร้ายรื้อทางไม้ดังกล่าวและจุดไฟเผาทิ้งจนได้รับความเสียหาย ตนเดือดร้อนและถูกกลั่นแกล้งอย่างหนัก แต่ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร จนเมื่อปี 2556 จึงได้เขียนหนังสือร้องทุกข์พร้อมชักชวนน้องสาว เดินทางขึ้นรถเมล์ประจำทางไปยังอำเภอหัวหิน ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ วังไกลวังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์”
นางสาวบรรจง กล่าวต่อว่า หลังทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาได้ไม่นาน ต่อมาได้รับจดหมายแจ้งกลับจากสำนักเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบเรื่องแล้ว และได้ให้สำนักราชเลขาฯ ประสานงานส่งเรื่องไปยังอธิบดีอัยการ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน โดยส่งเรื่องมายังสำนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งรับผิดชอบงานคุ้มครองสิทธิฯ ให้การช่วยเหลือ และต่อมาได้มีการประสานงานมายังสำนักงานเทศบาลตำบลหัวสะพาน ที่มีนายชัยวัฒน์ แสงมณี นายกเทศมนตรีตำบลหัวสะพาน และองค์การบริหารส่วนตำบลไร่ส้ม ร่วมกันหาทางแก้ไขด้วยการบริจาคที่ดินของผู้อื่นเพื่อสร้างถนนไปยังแปลงนาผืนดังกล่าว
"นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเกล้าล้นกระหม่อม ที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานความช่วยเหลือให้กับชาวนาได้พ้นจากความทุกข์ ซาบซึ้งในน้ำพระทัยอันเปี่ยมล้น เพราะที่ผ่านมาได้ไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ แต่ไม่เป็นผล จึงขอความช่วยเหลือจากพระองค์ท่าน ซึ่งได้รับพระเมตตาให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาจนสำเร็จ ตนรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงจัดพิธีทำบุญเปิดถนนพระราชทานเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนและชาวเพชรบุรี" นางบรรจง กล่าวทั้งน้ำตา
ส่วน นายชัชชัย แสงมณี รองนายกเทศมนตรีตำบลหัวสะพาน กล่าวว่า เทศบาลได้ประชุมหารือกับเจ้าของที่ดินรอบแปลงนาของ น.ส.บรรจง ปรากฏว่านายจำลอง ภาวสุทธิไพศิฐ อายุ 46 ปี กำนันตำบลเวียงคอย ซึ่งเป็นเจ้าของที่นาอีกแปลงหนึ่งที่อยู่ติดกับแปลงนาของ น.ส.บรรจง ได้แสดงความประสงค์บริจาคที่ดินติดคูน้ำฝั่งขวาให้สร้างเป็นทางสาธารณะ เทศบาลจึงใช้งบประมาณเหลือจ่ายปลายปี 2557 จำนวนเงิน 95,000 บาท ก่อสร้างถนนดินลูกรังความกว้าง 3 เมตร ยาว 125 เมตร สูงเฉลี่ย 1 เมตร ขนานกับคูน้ำฝั่งขวาไปยังที่นาของ น.ส.บรรจง เพื่อแก้ไขปัญหาไม่มีถนนทางเข้านา และได้ดำเนินการจนเสร็จสิ้นแล้วด้วยพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของประชาชน ขอพระองค์ทรงพระเจริญ.
...