โจรวัยรุ่นเหิม บุกเดี่ยวชิงเงินร้านสะดวกซื้อบนถนนรามคำแหงคืนเดียว 3 ร้านรวด เหยื่อให้การพฤติกรรมทั้ง 3 คดีเหมือนกัน คนร้ายสวมหมวกกันน็อกทำทีเข้ามาซื้อของ พอสบโอกาสใช้มีดขู่ชิงเงินหลบหนีลอยนวล ตำรวจเชื่อคนร้ายอายุระหว่าง 20-25 ปี เร่งตรวจสอบผู้ที่มีประวัติการก่ออาชญากรรมแบบเดียวกัน พร้อมส่งชุดสืบสวนและปราบปรามป้องกันเหตุซ้ำ

โจรบุกเดี่ยวชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อรายนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 20 พ.ค. พ.ต.ท.วชิระชัย พันธ์ทอง พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สน.บางชัน รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธมีดจี้ชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นติดต่อกัน 2 สาขา ประกอบด้วยสาขาปากซอยรามคำแหง 154 และปากซอยรามคำแหง 102 ถนนรามคำแหง แขวงและเขตสะพานสูง กทม. จึงรุดตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.บางชัน ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น บริเวณปากซอยรามคำแหง 154 พบ น.ส.กนกวรรณ ขาวจรัส อายุ 22 ปี พนักงานร้านให้การด้วยท่าทางตื่นตระหนกว่า คนร้ายเป็นชาย 1 คน สูงประมาณ 170 - 180 ซม. สวมหมวกกันน็อกแบบเต็มใบสีขาว ใส่เสื้อแขนยาวผ้าร่มสีน้ำเงินคาดขาว กางเกง ขาสามส่วนสีเข้ม ขี่รถ จยย.ไม่มั่นใจว่าเป็นยี่ห้อยามาฮ่า ฟีโน่ หรือฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ มาจอดหน้าร้าน จากนั้นเดินเข้ามาในร้านแล้วใช้อาวุธมีดข่มขู่ พร้อมบอกให้เปิดลิ้นชักเก็บเงิน ก่อนหยิบเงินสด 3,000 บาท และบุหรี่ไปอีก 3 ซอง หนีไปขึ้นรถ จยย.หลบหนีไป

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปสอบสวนที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นปากซอยรามคำแหง 102 พบ น.ส.อัจฉรา บุญรัตน์ อายุ 24 ปี พนักงานร้านให้การว่า คนร้ายเข้ามาในร้านเดินไปโซนเครื่องดื่มหยิบน้ำอัดลม 2 ขวด มาวางหน้าเคาน์เตอร์เหมือนจะจ่ายเงิน แล้วเดินไปที่ประตูทางเข้ามองออกไปนอกร้าน ก่อนเดินกลับมาบอกให้เปิดลิ้นชักเก็บเงิน แต่ตนปฏิเสธอ้างว่าไม่มีกุญแจ คนร้ายจึงเปิดเสื้อให้เห็นมีดที่พกมาด้วย ตนตกใจรีบเปิดลิ้นชักหยิบเงินให้ไป หลังจากนั้นคนร้ายยังเดินไปอีกเคาน์เตอร์ซึ่งมี น.ส.อิศรินทร์ พินิธ ยืนอยู่ บอกให้เปิดลิ้นชักก่อนหยิบเงินไป ได้เงินไปทั้งหมด 1,800 บาท พร้อมหยิบน้ำอัดลมติดมือหลบหนีออกจากร้านไป ระหว่างนั้นสังเกตเห็นคนร้ายใส่นาฬิกาคล้ายยี่ห้อคาสิโอ รุ่นจีช็อค สีดำ ที่ข้อมือขวา จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของร้านคนร้ายมีลักษณะการแต่งกายคล้ายกับคนร้ายที่ก่อเหตุร้านแรก

...

นอกจากนี้เวลาไล่เลี่ยกัน ร.ต.ท.อภินันท์ สุนันทะ พนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก รับแจ้งเหตุชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อ ไทเกอร์ฟู้ด มาร์เก็ต ภายในปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ใกล้ปากซอยรามคำแหง 76 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. เดินทางไปตรวจ สอบพร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.หัวหมาก พบ น.ส.ภัทราพร แพรจาด อายุ 27 ปี พนักงานของร้านให้การว่า คนร้ายเป็นชายสวมหมวกกันน็อกแบบเต็มใบสีขาว ใส่เสื้อแขนยาวสีฟ้าคาดขาว เดินเข้ามาในร้านตรงมาที่เคาน์เตอร์ บอกให้เปิดลิ้นชักนำเงินออกมา รู้ทันทีว่าถูกชิงทรัพย์รู้สึกตกใจมาก จึงเปิดลิ้นชักหยิบเงิน 1,600 บาท ให้คนร้ายไป ใช้เวลาในการก่อเหตุ 1-2 นาที แล้วเดินออกไปขึ้นรถ จยย.ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ สีขาว ไม่ทราบแผ่นป้ายทะเบียน ที่จอดไว้หน้าร้านขี่หลบหนีไปทางถนนศรีนครินทร์

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าคนร้ายที่ก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อทั้ง 3 แห่ง น่าจะเป็นคนร้ายคนเดียวกัน เพราะจากคำให้การของพนักงานร้านพบว่า มีรูปร่างลักษณะและพฤติกรรมการก่อเหตุเหมือนกัน ขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดของทั้ง 3 ร้านอย่างละเอียด เพื่อติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

ต่อมาเมื่อเวลา 11.30 น. พ.ต.อ.สุวิชชา จินดาคำ ผกก.สน.บางชัน เผยว่า หลังเกิดเหตุผู้บังคับบัญชามีความเป็นห่วง เพราะเป็นการก่อเหตุต่อเนื่องและอาจไปก่อเหตุที่อื่นซ้ำอีก จึงเร่งเรียกประชุมชุดทำงานและแบ่งหน้าที่ระหว่างฝ่ายสืบสวน สน.บางชัน และ กก.สส.บก.น.4 ระดมกำลังลงพื้นที่หาเบาะแส ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด เช็กประวัติกลุ่มคนร้ายที่มีประวัติการก่อเหตุลักษณะนี้มาก่อน และตรวจสอบแผนประทุษกรรมเพื่อหาเส้นทางหลบหนี อย่างไรก็ตาม คนร้ายสวมหมวก กันน็อกแบบเต็มใบ ทำให้ไม่เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง นอกจากนี้ผู้บังคับบัญชายังกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งฝ่ายปราบปรามและฝ่ายสืบสวน ลงพื้นที่กวดขันตรวจตราอย่างรัดกุมไม่ให้คนร้ายก่อเหตุซ้ำได้อีก พร้อมให้คำแนะนำกับร้านสะดวกซื้อว่า ช่วงกลางดึกหากมีบุคคลต้องสงสัยให้ปิดประตูไว้ก่อน แล้วแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ และแนะนำผู้ประกอบการให้ติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัยเช่น สัญญาณเตือน เพื่อส่งสัญญาณให้ตำรวจรู้ว่ากำลังมีคนร้ายมาก่อเหตุจะได้ตามจับกุมได้อย่างทันท่วงที

ด้าน พ.ต.อ.ศราวุธ จุณณวัตต์ ผกก.สน.หัวหมาก กล่าวว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบรูปพรรณคนร้ายเป็นชายอายุประมาณ 20-25 ปี กำลังตรวจสอบประวัติเยาวชนที่ติดยาเสพติดในย่านนั้น อย่างไรก็ตาม ตำรวจวางตัวผู้ต้องสงสัยไว้หลายกลุ่ม อาจเป็นคนนอกพื้นที่แวะเวียนมาหาเพื่อนหรือเช่าพักอาศัยชั่วคราวเมื่อสบโอกาสจึงก่อเหตุ ขณะนี้อยู่ระหว่างระดมข้อมูลของตำรวจชุดคลี่คลายคดีให้เกิดความแน่ชัดมากกว่านี้ หลังจากนี้จะมอบหมายให้ทลายแหล่งมั่วสุมที่ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมทุกแห่งให้หมดไป