อุทธรณ์ยืนยกฟ้องแนวร่วม "มูจาฮีดีน" กบฏแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ ชี้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน้อย ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความยืนยัน ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย...
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 พ.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 703 ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.4208/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายมาหามะสกรีมา หะมะอูเซ็ง หรือ นายอาหามะ มะอูเซ็ง อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดยะลา เป็นจำเลยในความผิดฐานสะสมกำลังพล หรืออาวุธตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อกระทำการอันเป็นอั้งยี่ ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป กระทำผิดฐานซ่องโจร ผู้ใดร่วมประชุมกันของอั้งยี่หรือซ่องโจร
ตามฟ้องโจทก์บรรยายสรุปว่า เมื่อเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2545 จำเลยเป็นสมาชิก "มูจาฮีดีน" อิสลามปัตตานี เพื่อแบ่งแยกดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยร่วมกันแสวงหาประโยชน์จากการข่มขู่ กรรโชกทรัพย์ และมีอาวุธปืนเล็กกล HK 33 ขนาด .223 หลายกระบอก และอาวุธปืนเล็กกล อาก้า AK 47 ขนาด 7.62 มม. RUSSSIAN และกระสุนปืนจำนวนมากติดตัวไปในเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่ ต.บุดี อ.เมือง และ ต.โกตาบารูอ.รามัน จ.ยะลา และ ตำบล-อำเภอใด ไม่ปรากฏชัด ในเขตจังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาส เกี่ยวพันกัน ซึ่งจำเลยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2555 โดยจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และถูกคุมขังโดยไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์มาเบิกความยืนยัน จึงมีน้ำหนักน้อยไม่อาจรับฟังว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้อง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์
ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องนั้นเห็นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามบันทึกคำให้การของพยานโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนหาข่าว และพนักงานสอบสวน รวมทั้งพยานแวดล้อมซึ่งเป็นบุคคลใกล้กับชิดกับจำเลย ได้เคยให้การไว้ในบันทึกคำให้การต่อหน้านายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตามคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าพบชื่อจำเลยอยู่ในบัญชีรายชื่อสมาชิกกลุ่มมูจาฮีดีนในระดับลูกแถว และพบข้อมูลสถานที่ในการก่อเหตุรวม 3 ครั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต่อมาก็ได้มีการก่อเหตุดังกล่าวขึ้นจริง แม้โจทก์จะนำพยานแวดล้อมมาเบิกความในชั้นศาล แต่ก็ไม่ได้เบิกความถึงรายละเอียดสาระสำคัญในพฤติการณ์ของจำเลยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับสมาชิกกลุ่มมูจาฮีดีนอย่างไรบ้าง
อีกทั้งพยานก็บอกว่าจำเหตุการณ์ไม่ค่อยได้ และไม่เคยได้ยินว่าจำเลยพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องก่อการร้าย และเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ประกอบกับพยานมีอายุมากแล้ว รวมทั้งเหตุการณ์ดังกล่าวระยะเวลาล่วงเลยผ่านมาถึง 2 ปีแล้ว โจทก์จึงไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความประกอบการกระทำผิดของจำเลยตามที่ฟ้อง มีเพียงบันทึกคำให้การตามพยานบอกเล่าเท่านั้น ซึ่งโจทก์ก็ไม่ได้นำพยานที่เคยให้ปากคำตามบันทึกคำให้การของเจ้าหน้าที่มาเบิกความต่อหน้าศาล และต่อหน้าจำเลยตามกฎหมาย พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้น้อย และไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องได้ จึงยังมีเหตุความสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรค 2 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืนยกฟ้อง.
...