จากปัญหาความขัดแย้งในการก่อสร้างศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช มูลค่า 2, 158 ล้านบาท ซึ่งได้คาราคาซังมานานตั้งแต่เริ่มลงนามสัญญาจ้างก่อสร้าง ตั้งแต่ปลายปี 2556 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้ข้อสรุป จนถึงขั้นฟ้องร้องกันไปมาระหว่าง จนท.กับผู้บริหารมหาวิทยาลัย ทั้งเรื่องการแต่งตั้ง รก.อธิการบดี ที่ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัย โดยกล่าวหาว่ามีการละเว้นในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ดำเนินการกับผู้กระทำผิดในการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ ทั้งยังร้องเรียนแม่ทัพภาคที่ 4 ศูนย์ดำรงธรรมและนายกรัฐมนตรีให้ใช้ ม.44 เข้ามาจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยผู้ร้องเรียนเตรียมยื่นหนังสือถึง พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ และร้องต่อ ป.ป.ช.ให้สอบสวนดำเนินคดี ขณะที่ สนง.การตรวจเงินแผ่นดินเดินหน้าสอบเข้มและเตรียมดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามข่าวที่เสนอมาแล้วนั้น
ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มี จนท.จากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่ 14 นครศรีธรรมราช ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้เข้าไปตรวจสอบกรณีที่นายอาคม จิตร์พาณิชย์ นิติกรประจำ ม.วลัยลักษณ์ ที่ได้ทำหนังสือบันทึกถึงนายสุเมธ แย้มนุ่น รก.อธิการบดี มวล.ให้ดำเนินการสอบสวนเอาผิดกับผู้บริหาร มวล. คนหนึ่งซึ่งอดีตเคยเป็นหัวหน้าส่วนใน มวล. สืบเนื่องจากปี 2545 ผู้บริหารคนดังกล่าวใช้ใบเสร็จเพียงใบเดียวเบิกเงินค่าซื้อวัสดุภัณฑ์จำนวน 7 แสนบาท โดยไม่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ ทั้งยังเคยถูกฝ่ายนิติกรตรวจพบและมีการสอบสวนเอาผิด แต่เรื่องกลับเงียบหายไป ทางนายอาคมได้มีการรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาสอบสวนใหม่ ล่าสุดทาง สตง.ได้เข้าไปตรวจสอบพบความผิดชัดเจนและได้ดำเนินการตามขั้นตอนของ สตง. เพื่อเอาผิดกับผู้บริหารคนดังกล่าวต่อไปแล้ว ขณะเดียวกัน นายพีระวัฒน์ โชติธรรมโม ผู้อำนวยการฝ่ายบรรณาธิการ “ไทยรัฐทีวี” ได้ส่งทีมข่าวลงพื้นที่เพื่อร่วมปฏิบัติการรายงานข่าวกับทีมข่าว นสพ.ไทยรัฐและไทยรัฐออนไลน์ รายงานความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นใน ม.วลัยลักษณ์ด้วย
...
ทางด้าน ดร.สุเมธ แย้มนุ่น รักษาการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) เปิดเผยถึงกรณีความขัดแย้งการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ ว่าเมื่อวันที่ 9 พ.ย.2556 ได้มีพิธีลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารศูนย์การแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ มูลค่า 2,158 ล้านบาท ที่หน่วยประสานงาน ม.วลัยลักษณ์ กรุงเทพมหานคร ระหว่าง ดร.กีร์รัตน์ สงวนไทร อธิการบดีม.วลัยลักษณ์ และกรรมการผู้จัดการกิจการร่วมค้าพีวีที โดยมีกรรมการสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร ร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากเซ็นสัญญาทางมหาวิทยาลัยอนุญาตให้ผู้รับเหมาเริ่มก่อสร้างศูนย์การแพทย์ผ่านไปได้ระยะหนึ่ง ผู้รับเหมาต้องการเบิกเงินล่วงหน้าจำนวน 300 ล้านบาท ซึ่งตามสัญญาว่าจ้างกรณีเบิกเงินล่วงหน้าได้ต้องไม่เกิน 300 ล้านบาท และต้องนำเอกสารธนาคารค้ำประกันสัญญา (แบงก์การันตี) มาเป็นหนังสือค้ำประกัน
แต่เอกสารค้ำประกันสัญญาดังกล่าวที่ผู้รับเหมานำไปยื่นเจ้าหน้าที่การเงินได้นำไปตรวจสอบกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารที่ระบุไว้ในเอกสารธนาคารค้ำประกันสัญญา ทางธนาคารปฏิเสธความรับผิดชอบ ทางมหาวิทยาลัยจึงไม่สามารถจ่ายเงินล่วงหน้าให้ได้ เมื่อตรวจสอบเอกสารธนาคารค้ำประกันสัญญาที่แนบกับคู่สัญญาปรากฏว่าธนาคารก็ไม่รับรองเช่นกัน หลังจากนั้นบริษัทผู้รับเหมาได้ขอผ่อนผันการยื่นเอกสารธนาคารค้ำประกันสัญญา รวม 5 ครั้ง ขณะที่ ดร.กีร์รัตน์ สงวนไทร อธิการบดีม.วลัยลักษณ์ในสมัยนั้นกำหนดให้นำไปส่งภายในวันที่ 21 ต.ค.2557 เท่านั้น แต่ผู้รับเหมายังไม่สามารถนำเอกสารธนาคารค้ำประกันสัญญาฉบับใหม่ไปยื่นให้ได้ ดร.กีร์รัตน์จึงบอกเลิกสัญญาผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยให้เหตุผลว่าผู้รับเหมาไม่สามารถนำเอกสารธนาคารค้ำประกันสัญญาที่ธนาคารรับรองไปยื่นได้ จากนั้น ดร.กีร์รัตน์ได้ขอพักงาน เนื่องจากเกรงว่าไม่ปลอดภัยและตนจึงเข้ารักษาการอธิการบดี ม.วลัยลักษณ์แทน เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2557
ดร.สุเมธเปิดเผยอีกว่า หลังจากที่ สนง.การตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบพบ จึงได้ยื่นหนังสือขอข้อเท็จจริงหลายครั้ง พร้อมกับให้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ทำเอกสารธนาคารค้ำประกันสัญญาปลอม และตรวจสอบผู้ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องดังกล่าว ขณะที่ตนเข้ารักษาการแทนอธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ พร้อมเดินหน้าโครงการศูนย์การแพทย์ฯให้แล้วเสร็จโดยเร็ว จึงมีการประชุมพิจารณากำหนดขอบเขตงาน หรือ TOR ของโครงการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ ม.วลัยลักษณ์รอบใหม่ของผู้รับเหมาที่จะเข้าประมูลราคา โดยมีนายประพาส ศรีวิลัย วิศวกรส่วนสถานที่ ม.วลัยลักษณ์ เป็นคณะกรรมการ ในที่ประชุมนายประพาสได้เสนอให้ตัดข้อความบางส่วนใน TOR ทิ้ง คือผู้รับเหมาที่เข้าไปประกวดราคา ต้องเป็นนิติบุคคล มีประสบการณ์สร้างโรงพยาบาลที่มีวงเงินไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาทมาแล้ว ระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี และต้องมีประสบการณ์ก่อสร้างงานระบบห้องผ่าตัด และไอซียู โรงพยาบาล
“หลังจากมติที่ประชุมให้ตัดข้อความดังกล่าวออก นายประพาสกลับยื่นใบลาออกจากการเป็นคณะกรรมการ TOR ให้เหตุผลว่าไม่เห็นด้วยกับการตัดข้อความดังกล่าวทิ้ง ผมรู้สึกเป็นกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพื่อความกระจ่างชัด และโปร่งใส” ดร.สุเมธกล่าวในที่สุด และข่าวคืบหน้าเรื่องนี้จะเสนอต่อไป.