ศาลตัดสินคดีสาวซีวิคต้องชดใช้ โทษความผิดที่ขับรถเก๋งซีวิคชนรถตู้โดยสารทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ บนโทลล์เวย์เมื่อปี 53 หลังศาลฎีกาไม่รับคำฎีกา เพราะไม่มีสาระ ยังคงให้จำคุก 2 ปี รอลงอาญา 4 ปี รวมทั้งห้ามขับรถยนต์จนอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ญาติเหยื่อผู้เสียชีวิตตัดพ้อ จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับการเยียวยา ขอให้เหลียวแลกันบ้าง เจอหน้าทักทายกันบ้างก็ยังดี

ศาลฎีกาไม่รับฎีกาของสาวซีวิค กรณีขับรถเก๋งฮอนด้า ซีวิค ชนรถตู้มีผู้เสียชีวิตรวม 9 ศพ บนโทลล์เวย์เมื่อปี 53 คงให้จำคุก 2 ปี รอลงอาญา 4 ปี ครั้งนี้ เปิดเผยขึ้น เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 11 พ.ค. ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ถนนกำแพงเพชร ศาลได้อ่านคำสั่งศาลฎีกา ในคดีที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ฟ้อง สาวซีวิค (นามสมมุติ) อายุ 21 ปี เป็นจำเลย ในความผิด ฐานขับรถยนต์โดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายต่อร่างกายบาดเจ็บสาหัส และทรัพย์สินเสียหาย และใช้โทรศัพท์ขณะขับรถยนต์ กรณีวันที่ 27 ธ.ค.53 ขณะจำเลยมีอายุ 17 ปี ขับรถยนต์ฮอนด้า รุ่นซีวิค ทะเบียน ฎว 8461 กรุงเทพมหานคร ขึ้นบนทางยกระดับโทลล์เวย์ก่อนพุ่งชนกับรถตู้โดยสาร ทะเบียน 13-7795 กรุงเทพมหานคร วิ่งระหว่าง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต-อนุสาวรีย์-ชัยสมรภูมิ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวม 9 ศพ

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 ส.ค.55 ว่า จำเลยมีความผิดฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทำให้ทรัพย์สินเสียหาย เป็นเวลา 3 ปี คำให้การในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 2 ปี โทษจำคุก ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี โดยคุมประพฤติจำเลย 3 ปี และให้รายงานตัวทุกๆ 3 เดือน พร้อมให้ทำงานบริการสังคมด้วยการดูแลผู้ป่วยจากอุบัติเหตุเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ห้ามจำเลยขับรถยนต์จนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ต่อมาวันที่ 22 เม.ย.57 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 ปี และแก้จากที่รอลงอาญา 3 ปี เป็นรอลงอาญา 4 ปี และให้บำเพ็ญประโยชน์ 48 ชั่วโมงต่อปี เป็นเวลารวม 4 ปี ห้ามจำเลยขับรถยนต์จนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ จากนั้นจำเลยได้ยื่นฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว มีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย เนื่องจากคำร้องฎีกาไม่มีสาระสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งของศาลล่าง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้มีญาติของผู้เสียชีวิตมาร่วมฟังการอ่านคำสั่ง ขณะที่ สาวซีวิคมาฟังคำสั่งด้วยตัวเองพร้อมญาติและผู้ติดตามส่วนหนึ่ง แต่หลังจากศาลมีคำสั่ง สาวซีวิคได้เดินทางกลับทันที ขณะที่ น.ส.อิสรีย์ยา ธนะชวาลย์ ทนายความญาติผู้เสียหาย กล่าวว่า จำเลยได้ยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้วแต่ศาลไม่รับฎีกา จำเลยจึงยื่นคำร้องฎีกาต่อศาลฎีกาอีกครั้ง ประเด็นที่จำเลยยื่นนั้นต่อสู้ว่าไม่มีเจตนากระทำประมาท แต่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคำร้องฎีกาของจำเลยไม่เป็นประเด็นที่จะรับไว้พิจารณา ดังนั้น คดีอาญานี้ผลจึงถือว่าสิ้นสุดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ หลังจากนี้จะขอคัดคำสั่งของศาลฎีกา และนำไปยื่นต่อศาลแพ่ง เพื่อให้ดำเนินการสืบพยานต่อในคดีที่ญาติผู้เสียชีวิตได้ยื่นฟ้องบิดามารดาจำเลยให้ชดใช้ค่าเสียหาย 120 ล้านบาท โดยศาลแพ่งสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวเพื่อรอผลคดีอาญา

...

นางทองพูน พานทอง มารดาของ น.ส.นฤมล ปิตาทานัง คนขับรถตู้ผู้เสียชีวิตกล่าวว่า ขอบคุณสื่อที่ให้ความสนใจและไม่ลืมกัน อยากให้คดีจบโดยเร็ว ความรู้สึกตอนนี้คล้ายกับแผลที่กำลังจะหาย แต่กลับมาเจอสะกิดอยู่เรื่อยทำให้ยังรู้สึกเจ็บและเสียใจทุกครั้งที่คิดถึง ถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ จากจำเลย ไร้การพูดคุยหรือโทรศัพท์มาหา ขอให้เหลียวแลกันบ้าง แค่เจอหน้าคุยกันบ้าง หรือแค่บอกว่าเสียใจด้วยนะคงทำให้รู้สึกดีขึ้นได้บ้าง แต่จำเลยกลับไม่เคยทำเลย