เจ้าของร้านทองตลาดโพธาราม เจอเล่ห์กล แก๊งแสบตุ๋นเปื่อย โทร.ติดต่อขอซื้อทองคำแท่ง น้ำหนัก 120 บาท รวมมูลค่า 2.25 ล้านบาท อ้างจะใช้เป็นสินสอดงานแต่ง ทำทีขอเบอร์บัญชีจะโอนเงิน ก่อนใช้ช่องโหว่นำเช็คไปเข้าบัญชีเพื่อให้มีตัวเลขโชว์ ขณะที่เหยื่อหลงเชื่อสนิทใจเพราะมี sms จากธนาคารแจ้งเงินเข้าบัญชีแล้ว รีบนำสมุดบัญชีไปอัพเดตพบมียอดเงินตรงเป๊ะ หลงเชื่อยอมมอบทองให้กับคนในแก๊ง ผ่านไปวันเดียวแบงก์โทร.มาแจ้งเช็คเด้ง เหยื่อเข่าอ่อนสูญเงินล้านชั่วพริบตา ตำรวจรอประสานธนาคารตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัด

เตือนระวังตกเป็นเหยื่อแก๊งต้มตุ๋นหลอกลวงจะซื้อสินค้า แต่ขอชำระค่าสินค้าด้วยการโอนเงินเข้าบัญชี ก่อนอาศัยช่องโหว่ของระบบธนาคารแจ้งมีการโอนเงินเข้าบัญชีแล้ว เหยื่อหลงเชื่อยอมมอบสินค้าให้ไปจนต้องสูญเงินไปหลายล้านบาทครั้งนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 พ.ค. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังมีผู้นำข้อมูลมาโพสต์เตือนลงในเฟซบุ๊กว่า มีแก๊งต้มตุ๋นไปหลอกลวงร้านทองชื่อ ร้านทองพรพรรณ เลขที่ 98-100 ตั้งอยู่ในเขตตลาดเทศบาลโพธาราม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี หลอกเชิดทองคำแท่งไป 12 แท่ง น้ำหนัก 120 บาท สูญเงินไปกว่า 2.2 ล้านบาท เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพคนร้ายที่มารับทองไว้ได้

น.ส.รพี ผาสุก อายุ 68 ปี เจ้าของร้านทองพรพรรณ เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.วันที่ 7 พ.ค. มีโทรศัพท์จากลูกค้าอ้างชื่อ นางอุไรวรรณ โทร.มาสอบถามราคาทองคำแท่ง เพื่อนำไปใช้เป็นสินสอดในงานแต่งงาน ครั้งแรกถามว่าที่ร้าน มีทองแท่งถึง 50 บาท หรือไม่ พอบอกไปว่ามี ลูกค้าก็บอกว่าอยากได้ทองแท่ง น้ำหนักแท่งละ 10 บาท จำนวน 12 แท่ง รวม 120 บาท หลังพูดคุยตกลงซื้อขายกันในราคา 2,250,000 บาท ลูกค้าจะขอจ่ายเงินโดยการโอนเข้าบัญชีธนาคารทหารไทย จึงให้เลขบัญชีไป ต่อมาเวลา 13.57 น.วันเดียวกัน มี sms จากธนาคารทหารไทย ส่งข้อความเข้ามาทางโทรศัพท์มือถือว่ามีเงินเข้าบัญชี จำนวน 2,250,000 บาท ตนรีบนำสมุดบัญชีธนาคารไปปรับยอด พบว่ามีจำนวนเงินดังกล่าวจริง จึงติดต่อไปทางโทรศัพท์มือถือให้ลูกค้ามารับทองที่ซื้อไว้ได้

...

เจ้าของร้านทองกล่าวถึงเล่ห์กลของแก๊งต้มตุ๋นต่อไปว่า นางอุไรวรรณแจ้งว่าจะให้ญาติไปรับ เป็นผู้ชายสวมเสื้อสีน้ำเงิน ต่อมาไม่นานชายคนดังกล่าวได้มาที่ร้าน และขอรับทองคำแท่งทั้งหมดไป พร้อมกับนำสำเนาใบฝากเงินและสำเนาเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา มามอบให้ไว้ด้วย ต่อมาวันที่ 8 พ.ค. ธนาคารทหารไทย สาขาบางขุนนนท์ ที่ตนเปิดบัญชีไว้โทรศัพท์มาแจ้งว่า เช็คฉบับที่นำมาฝากเข้าบัญชีถูกอายัดเพราะไม่มีเงินให้เรียกเก็บ ขอให้มารับเช็คกลับคืนไป ตนรีบนำสมุดธนาคารไปปรับยอดอีกรอบ ปรากฏว่าครั้งนี้ไม่มียอดเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว จึงรีบไปรับเช็คคืนที่ธนาคาร พบเป็นเช็คของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุชื่อเจ้าของเช็คคือ นายสมชาย สาฆอ

น.ส.รพีกล่าวอีกว่า สอบถามเจ้าหน้าที่ธนาคารว่า เมื่อเงินเข้าบัญชีมาแล้วจะอายัดได้อย่างไร เจ้าหน้าที่บอกว่าเมื่อทางธนาคารติดต่อขอเก็บเงินจากธนาคารที่เจ้าของเช็คเปิดบัญชีไว้ ปรากฏว่าในบัญชีดังกล่าวมีเงินไม่พอจ่าย ทำให้ธนาคารไม่สามารถนำเงินเข้าบัญชีให้ลูกค้าได้ และให้ไปแจ้งความเรียกร้องความเสียหายเอาเอง เพราะถือเป็นคดีเช็คเด้งทั่วๆไป เมื่อรู้ว่าถูกหลอกลวงแน่นอน จึงไปแจ้งความไว้กับ ร.ต.ท.ไพศาล ชูสิทธิสกุล พนักงานสอบสวน สภ.โพธาราม เพื่อให้ดำเนินคดีกับคนร้ายกลุ่มนี้ เพราะเชื่อว่าน่าจะทำกันเป็นขบวนการ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ตนยังไม่เข้าใจในระบบของธนาคารว่า เมื่อมีการโอนเงินเข้าบัญชีมาแล้วจะมีการอายัดได้อย่างไร

ภายหลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ประสานไปยังธนาคารทหารไทย สาขาโพธาราม เพื่อขอดูหลักฐาน ปรากฏว่าเช็คฉบับจริงกับสำเนาเช็คที่ชายต้องสงสัยนำมามอบให้ผู้เสียหายไม่เหมือนกัน โดยเช็คฉบับดังกล่าวสั่งจ่ายในชื่อ นายสมชาย สาฆอ อาศัยอยู่ในพื้นที่ จ.ยะลา เมื่อตำรวจติดต่อไปยังนายสมชาย ได้อ้างว่า ตนปิดบัญชีเงินฝากดังกล่าวไปนานแล้ว แต่เมื่อตรวจสอบพบว่ายังไม่มีการปิดบัญชีแต่อย่างใด มีแต่การอายัดเช็คเกิดขึ้นเท่านั้น และ บัญชียังใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้นัดผู้เสียหาย นำหลักฐานเข้าตรวจสอบกับธนาคาร ทหารไทย สำนักงานใหญ่ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง พร้อมประสานชุดสืบสวน ติดตามตัวคนร้ายแก๊งนี้มาดำเนินคดีแล้ว

เบื้องต้นตำรวจคาดว่า คนร้ายอาศัยช่องโหว่ของระบบธนาคาร กรณีเมื่อมีผู้นำเช็คมาฝากเข้าบัญชี ธนาคารจะรับฝากไว้ก่อน โดยมียอดเงินแสดงให้เห็นในสมุดบัญชี แต่ยังเบิกเงินไม่ได้ ต้องรอจน ขั้นตอนเรียกเก็บเงินจากผู้สั่งจ่ายเช็คได้สำเร็จเสร็จสิ้น จึงจะเบิกเงินได้ แต่หากผู้สั่งจ่ายเช็คไม่มีเงินในบัญชี หรือมีเงินไม่พอจ่าย ธนาคารจะสั่งอายัดเช็ค หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “เช็คเด้ง” ซึ่งเป็นคดีแพ่งที่ผู้เสียหายต้องไปฟ้องร้องเรียกเงินคืนจากผู้สั่งจ่ายเช็ค อย่างไร ก็ตาม จะต้องตรวจสอบข้อมูลกับทางธนาคารให้แน่ชัดอีกครั้งว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร