ข่าว
100 year

เด้งฟ้าผ่า‘พ.อ.’ พันค้าโรฮิงญา

ไทยรัฐฉบับพิมพ์7 พ.ค. 2558 06:15 น.
SHARE

ชงจับพ.ต.-ย้ายกราวรูด38ตร.

จ่อเด้ง 38 นายตำรวจจากหลายหน่วยงานพัวพันโรฮิงญาประจำ ศปก.ตร.โดยไม่มีกำหนด หากมีพยานหลักฐานมัดตัวต้องถูกดำเนินคดีซ้ำ ส่วนของ ทหาร ผบ.ทบ.สั่งย้าย พ.อ.ออกนอกพื้นที่แล้ว 1 นาย

ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนเสนอออกหมายจับนายทหารยศ พ.ต.อีก 1 นาย สำหรับผลตรวจสอบหลุมพบอีก 6 ศพที่ ต้องส่งชันสูตรหารายละเอียด ขณะที่ 2 พยานปากเอกถูกคุ้มกันไว้ในค่ายทหารหวั่นถูกฆ่าปิดปาก

ปัญหาของโรฮิงญายังเป็นเรื่องที่ต่างชาติจับตามองว่าทางการไทยจะแก้ปัญหาอย่างไรรวมทั้งการดำเนินคดีค้ามนุษย์กับบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกลุ่มคนมีสี หลังจากพบหลุมฝังศพบนเกาะโต๊ะกระ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา นับ 10 หลุม มีโครงกระดูกผู้หญิงและเด็กถูกฝังไว้ 2 หลุม และที่เทือกเขาแก้ว ชายแดนปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา พบที่พักที่เพิ่งสร้างใหม่ ห่างจากจุดพบหลุมศพจุดแรก 2 กม. นอกจากนี้ คาดว่ามีหลุมศพอีก 70 หลุม ส่วนการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องหลังพบแหล่งพักพิงในพื้นที่เทือกเขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 คน เข้ามอบตัว 3 คน และนายประสิทธิ์ เหลมแหละ รองนายกเทศมนตรีตำบลปาดังเบซาร์กับพวกอีก 1 คนอยู่ระหว่างหลบหนีขณะเดียวกันมีคำสั่งย้ายนายตำรวจที่พัวพันออกนอกพื้นที่หลายนายนั้น

ขุดหลุมตรวจสอบเจออีก 6 ศพ

การขุดหลุมตรวจสอบจุดที่คาดว่าเป็นสถานที่ฝังศพชาวโรฮิงญา บริเวณเชิงเขาแก้ว ชายแดนปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 พ.ค. พ.ต.อ.พุทธิชาติ เอกฉันท์ รอง ผบก.ภ.จ.สงขลา พร้อมตัวแทนสำนักจุฬาราชมนตรี เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน มูลนิธิมิตรภาพหาดใหญ่และหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ ระดมขุดหลุมฝังศพอีก 8 หลุมบริเวณเชิงเขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ ลึกประมาณ 1.20 เมตร ปรากฏว่าพบโครงกระดูกมนุษย์ถูกฝังอยู่ในโรงไม้ทั้งหมด 6 หลุม โดยแยกเป็นโครงกระดูกเพศชาย 2 และหญิง 4 แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นศพชาวโรฮิงญาหรือไม่ จึงเก็บรวบรวมส่งไปยัง รพ.สงขลานครินทร์ เพื่อให้แพทย์ชันสูตรอีกครั้ง ส่วนอีก 2 หลุมเป็นหลุมเปล่า

เปิดศูนย์คลี่คลายคดีที่หาดใหญ่

ที่ห้องประชุม สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. ได้เรียกประชุมเพื่อมอบนโยบายแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ โดยกำชับไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม หากพบเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 9 ส่วนหน้า โดยใช้สถานที่ในห้องประชุมชั้น 3 ของ สภ.หาดใหญ่ เพื่อเป็นศูนย์บูรณาการในการทำงานทั้งภาค 8 และภาค 9 เพื่อร่วมคลี่คลายคดีทั้งการเรียกค่าไถ่ที่ จ.นครศรีธรรมราช และกรณีโรฮิงญาในพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย อ.สะเดา จ.สงขลา โดยจะมีการเปิดแถลงข่าวทุกวันในเวลา 09.30 น. เพื่อให้ข้อมูลที่ออกมาถูกต้องทั้งสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ขอหมายจับนายทหารยศ พ.ต.

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้ยังเร่งติดตามจับกุมผู้ต้องหาอีก 3 คนที่ยังไม่ได้เข้ามอบตัวและอยู่ระหว่างเร่งสืบสวนขยายผลไปยังตัวการใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาการค้ามนุษย์จะต้องหมดไปภายใต้แผนยุทธการปิดพื้นที่ปลายทางบริเวณชายแดนไทยมาเลเซีย จ.สงขลา ซึ่งเป็นแหล่งพักพิงสุดท้ายของชาวโรฮิงญา และบัง-กลาเทศก่อนที่จะถูกส่งไปยังประเทศที่ 3 ส่วนมีการออกหมายจับทหาร 2 นายที่เรียกค่าไถ่นายหน้าค้าชาวโรฮิงญานั้นยังไม่ทราบเรื่องนี้ จากนั้นคณะของ พล.ต.อ.เอกเดินทางไป จ.สตูล เพื่อมอบแนวทางการแก้ปัญหาชาวโรฮิงญาเช่นกัน ต่อมาช่วงบ่ายวันเดียวกันพนักงานสอบสวน สภ.ปาดังเบซาร์ ได้คุมตัวนายร่อเอน สนยาแหละ กับนายอาหลี ล่าเม๊าะ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ต.ปาดังเบซาร์ ไปฝากขังผัดแรกที่ศาลจังหวัดนาทวีเป็นเวลา 12 วัน ส่วนนายประสิทธิ์ เหลมแหละ รองนายกเทศมนตรีตำบลปาดังเบซาร์ที่นัดจะมอบตัววันเดียวกันนี้ยังไม่โผล่มาตามนัด และจากการตรวจสอบปูมหลังทราบว่านายประสิทธิ์ตกเป็นผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์เมื่อวันที่ 13 ม.ค.2556 อีกหนึ่งคดี ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนเสนอศาลขออนุมัติออกหมายจับนายทหารยศ พ.ต.คนหนึ่งใน จ.ระนอง ที่พัวพันเรื่องจับชาวโรฮิงญาเรียกค่าไถ

เร่งสกัดใช้ไทยเป็นเส้นทางผ่าน

พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า นายบาหลี เขร็ม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านตะโบ๊ะเล๊ะ ผู้ต้องหาคนสำคัญเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนเข้าสู่ขบวนการขยายผลถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยได้ตรวจค้นแคมป์ที่พักของชาวโรฮิงญานอกเหนือจากจุดแรกซึ่งมีการพบหลุมฝังศพในสุสานซึ่งจะต้องมีการพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญโดยเจ้าหน้าที่ได้ปูพรมตรวจค้นในพื้นที่ใกล้เคียงและพบชาวโรฮิงญาที่หลบหนีมาสอบปากคำเพื่อเชื่อมโยงหาผู้ที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลเบาะแสต่างๆ เพื่อกระทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นการอพยพเคลื่อนย้ายชาวโรฮิงญาที่ใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางผ่านเข้าประเทศมาเลเซียโดยจะเอาสำนวนคดีทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกับทีมสืบสวนพิเศษของ พล.ต.อ.จักร–ทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. เพื่อเอาข้อมูลมาแปลงเป็นรูปสำนวนคดีเชื่อมโยงพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง

เปิดยุทธการ “ปิดปลายทางฯ”

พล.ต.อ.เอก กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะเปิดยุทธการปิดปลายทางเข้าประเทศไทยและไม่ให้ชาวโรฮิงญาเข้าประเทศมาเลเซียซึ่งชาวโรฮิงญาจะใช้เส้นทางเริ่มมาจากรัฐยะไข่ ประเทศพม่า เข้ามาทาง จ.ระนอง ก่อนลำเลียงผ่านเส้นทางหลัก จ.สตูล แล้วนำมารอพักเพื่อคัดเลือกชาวโรฮิงญาที่ปาดังเบซาร์ก่อนลำเลียงเข้าประเทศ มาเลเซียโดยมีคนไทย พม่าและมาเลเซียเข้ามาเกี่ยวข้อง มีทั้งนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่ช่วยเหลือสนับสนุนให้ความคุ้มครองแลกกับผลประโยชน์ซึ่งเป็นเป้าหมายต้องดำเนินการเพื่อให้ยุติบทบาท และการปิดช่องทางเข้าที่ จ.ระนอง เส้นทางลำเลียง จ.สตูลและที่พักพิงที่ปาดังเบซาร์ไม่มีจุดนี้จะไม่มีการลำเลียงชาวโรฮิงญาอีกเพราะตัดเส้นทางลำเลียงให้ได้จะทำให้ปัญหาชาวโรฮิงญาในไทยไม่มีอีกต่อไปพร้อมกันนี้ได้กำชับ พล.ต.ต.เอกภพ ประสิทธิ์วัฒนชัย รรท.ผบก.ภ.จ.สตูล วางมาตรการเพื่อให้ตัดเส้นทางลำเลียงชาวโรฮิงญาให้ได้

สนธิกำลังทุกฝ่ายสยบปัญหา

ต่อมา พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.มนตรี โปตระนันทน์ ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.พุทธิชาติ เอกฉันท์ รอง ผบช.ภ.9 และคณะไปประชุมมอบนโยบายในการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ ที่ห้องประชุมเฉลิมเกียรติ บก.ภ.จ.สตูลโดยนายตำรวจที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยรวมทั้งด่านศุลกากร กรมเจ้าท่าเพื่อสนธิกำลังป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ เนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติโดยต่อไปนี้จะมีการเปิดยุทธการในการปราบปรามไม่ให้มีการตั้งที่พักพิงของกลุ่มผู้ค้าแรงงานตามแนวชายแดน จ.สตูล กับ จ.สงขลา กับประเทศมาเลเซีย นอกจากนี้มีการเปิดศูนย์พิทักษ์เด็กและสตรีและป้องกันการค้ามนุษย์ภาค 9 โดยมี พล.ต.ต.พุทธิชาติ เอกฉันท์ รอง ผบช.ภ.9 เป็นหัวหน้าศูนย์

กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านมีเอี่ยวปลดทันที

ที่ว่าการอำเภอสะเดา จ.สงขลา นายทวีวุฒิ สังข์ศิริ นอภ.สะเดา พ.อ.ไพศาล หนูสังข์ ผบ.ร.5 พ.ต.อ.ธรรมนูญ ไตรทิพย์พงศ์ รอง ผบก.ภ.จ.สงขลา รรท.ผกก.สภ.ปาดังเบซาร์ และ พ.ต.อ.กิตติชัย สังข์ถาวร ผกก.สภ.สะเดา ได้ประชุมด่วนร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่อำเภอสะเดาเพื่อมอบนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่สั่งการเร่งด่วนเรื่องปัญหาการค้ามนุษย์และมอบหมายให้ พล.ร.5 มีหน้าที่ในการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนตั้งแต่ อ.ควนโดน อ.เมืองสตูล ถึง อ.สะเดา อ.นาทวี จ.สงขลา ให้บูรณาการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร ตำรวจตระเวนชายแดน กองร้อยอาสาฯและกองกำลังภาคประชาชนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเข้าตรวจสอบพื้นที่ตามแนวชายแดน พร้อมคอยสอดส่องไม่ให้ขบวนการค้ามนุษย์ลักลอบอาศัยพื้นที่ส่งโรฮิงญาข้ามแดนอย่างเด็ดขาด พร้อมคาดโทษหากพบกำนัน ผู้ใหญ่บ้านมีเอี่ยวการค้ามนุษย์จะถูกไล่ออกหรือปลดออกจากราชการทันที และดำเนินคดีไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

ระดมล่าตัวคนทำร้ายโรฮิงญา

ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร.เป็นประธานประชุมคณะทำงานเตรียมการประชุมระหว่างตำรวจไทย-มาเลเซีย ระดับบริหารครั้งที่ 23 ที่ห้องประชุม 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า เรื่องของขบวนการลักลอบขนแรงงานโรฮิงญาได้มอบหมายให้ บช.ภ.8 ไปประสานข้อมูลไปยังพม่า เนื่องจากประเทศพม่าเป็นต้นทางของโรฮิงญา กรณีมีทหารยศ พ.ต.ถูกเสนอออกหมายจับฐานเป็นผู้นำพาชาวโรฮิงญาไปเรียกค่าไถ่นั้นยังไม่ทราบรายละเอียด ส่วนนายสุพจน์ หมื่นซิ่ว ที่ถูกออกหมายจับเป็นรายที่ 9 เชื่อว่ายังคงหลบหนีอยู่ในประเทศไทย เนื่องจากตำรวจมีข้อมูลพบว่านายสุพจน์เป็นผู้ลงมือทำร้ายร่างกายชาวโรฮิงญาจนเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการหารือกับ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร.ที่รับผิดชอบเรื่องการค้ามนุษย์อีกครั้งหนึ่ง เพราะเป็นผู้รับผิดชอบการสอบสวนรวมถึงการออกหมายจับ ส่วนตนรับผิดชอบเฉพาะงานสืบสวนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ นอกจากนี้ยังมีข้าราชการตำรวจหน่วยอื่นๆ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ส่วนที่กระแสข่าวว่ามีนักธุรกิจกว่า 60 คน ใน จ.ระนอง มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้มีการเรียกตัวมาสอบถามบางส่วนแล้ว

จ่อเด้งตำรวจ 38 นายไม่มีกำหนด

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร.และโฆษก ตร.กล่าวว่า พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.จะมีคำสั่งเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับโรฮิงญามาช่วยราชการที่ ศปก.ตร. มีคำสั่งย้ายนอกวาระและมีการแจ้งข้อหาดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดี เบื้องต้น ผบ.ตร.จะมีคำสั่งเรียก ผกก. รอง ผกก. และ สว.ใน ภ.จ.สตูล ภ.จ.ระนอง. กก.5 บก.ปคม. กก.6 บก.ปคม. กก.5 บก.รน. กก.6บก.รน. ตม.สตูลและ ตม.ระนอง รวมทั้งสิ้น 38 นายมาปฏิบัติหน้าที่ประจำ ศปก.ตร. ไม่มีกำหนด และขาดจากตำแหน่งเดิม ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้แก้ไขปัญหาโรฮิงญาภายใน 10 วัน โดยในส่วนตำรวจจะมีการโยกตำรวจในพื้นที่เกี่ยวข้อง กับการอพยพโรฮิงญาออกจากพื้นที่เพื่อดำเนินการสืบสวน หากมีส่วนเกี่ยวข้องจะเสนอย้ายออกจากตำแหน่ง และถ้ามีพยานหลักฐานเรียกรับผลประโยชน์จะมีการดำเนินคดีทันที ในส่วนของพื้นที่อื่น ผบ.ตร.ได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบ หากไม่ดำเนินการจับกุมในพื้นที่จะมีการพิจารณาลงโทษอย่างเด็ดขาดทั้งวินัยและอาญา

ย้าย พ.อ.ออกนอกพื้นที่แล้ว 1 นาย

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับให้ดำเนินการเสร็จสิ้นภายใน 10 วัน ให้ตรวจสอบทั่วประเทศว่าบริเวณไหนมีสถานกักกันแบบนี้อีก หากสืบสวนสอบสวนเชื่อมโยงไปถึงใครต้องถูกดำเนินคดีทุกคน เรื่องนี้ข้าราชการมีส่วนรู้เห็น ในส่วนของกองทัพบก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ.ได้ย้ายผู้การยศ พ.อ.ในพื้นที่ไปแล้ว 1 คน ส่วนจะมีใครเข้ามาเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ทาง ผบ.ทบ.คงเข้ามาดูเอง เรื่องทหารไม่ต้องห่วงมีการดำเนินการอยู่แล้วใช้มาตรฐานเดียวกับตำรวจ แต่ทหารอาจจะย้ายเลย ขณะนี้ต้องสืบสวนสอบสวนให้ชัดเจนว่าต้นทางอยู่ตรงไหน ส่วนประเด็นในเรื่องกฎหมายค้ามนุษย์ที่ยังไม่ครอบคลุม ทุกฝ่ายกำลังคิดกันอยู่จะทำทุกอย่างให้ดีขึ้นเพื่อให้เป็นพื้นฐานที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

คุ้มกันพยานปากเอกในค่ายทหาร

กรณีนายกูราเมียและนายรอฟิก 2 พยานปากเอกชาวโรฮิงญาที่อาศัยอยู่ใน จ.นครศรีธรรมราชที่ออกมาแจ้งความตำรวจจับนายอานัว นายหน้าค้ามนุษย์แรงงานชาวโรฮิงญาและออกมาแฉขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาที่กระทำกันเป็นขบวนการใหญ่โตมโหฬารมานานแล้ว มีผู้เข้าเกี่ยวข้องหลายฝ่าย ล่าสุดชุดสืบสวนภาค 9 และชุดสืบสวนภาค 8 ได้นำตัวนายกูราเมียกับนายรอฟิก ออกจากบ้านพักในตัวเมืองนครศรีธรรมราชพาไปเก็บตัวในค่ายทหารแห่งหนึ่งของกองทัพภาคที่ 4 เพื่อความปลอดภัยโดยมีกำลังทหารและตำรวจเฝ้าดูแลคุ้มกันอย่างเต็มที่ เพราะเป็นพยานปากสำคัญเกรงว่าจะถูกฆ่าปิดปาก

ล่ามชาวพม่าผวาขอกำลังคุ้มกัน

ขณะเดียวกันหลังจากนายโซฟี มูฮัมหมัด ล่ามชาวพม่าประจำโรงพักและศาลใน จ.นครศรีธรรมราช ที่ออกมาแฉเรื่องขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยเช่นกันได้เข้าพบ พ.ต.อ.ภูดิศ นรสิงห์ รอง ผบก.ภ.จ.นครศรีธรรมราช เพื่อขอกำลังตำรวจคุ้มกัน ซึ่ง พ.ต.อ.ภูดิศได้จัดส่งกำลังนอกเครื่องแบบคอยคุ้มกันนายโซฟีที่บ้านพักตลอด 24 ชม. โดยนายโซฟีกล่าวว่า เรื่องที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทำในฐานะล่ามไม่ใช่พยาน คนที่เกี่ยวข้องพูดอย่างไรต้องบอกไปตามนั้น เจ้าหน้าที่ใน จ.สงขลา ตนไม่รู้จักใครและไม่รู้ว่ามีการจ่ายเงินหรือมีการเรียกรับผลประโยชน์กันจริงหรือไม่อย่างไร ตนบอกสื่อมวลชนไปตามข้อเท็จจริงที่ได้รับการบอกเล่ามาจากพยานโดยไม่มีการแต่งเติมข้อความแต่อย่างใด จึงอยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจด้วย และขอย้ำว่าตนเป็นล่ามไม่ได้เป็นพยานในคดี

เครือข่ายขาใหญ่หายตัวปริศนา

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตลาดทานพอ ต.ไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อตามหานายฟายาส ที่ถูกระบุเป็นเครือข่ายเดียวกับนายอานัว นายหน้าค้ามนุษย์และรู้เห็นเหตุการณ์การจับตัวนายคาซิมเรียกค่าไถ่โดยเป็นคนติดต่อประสานงานทั้งหมดพบแต่ห้องเช่าที่นายฟายาสอาศัยอยู่แต่ไม่พบตัวและทราบจากเพื่อนข้างห้องว่าหลังนายอานัวถูกจับกุมนายฟายาสได้หลบหนีไปไม่มีใครพบเห็นหรือรู้ว่าหลบหนีไปอยู่ที่ไหน สำหรับนายอันวา ชาวพม่า เป็นบุคคลที่ทางการมาเลเซียต้องการตัวตามหมายจับฐานตัวการค้ามนุษย์รายใหญ่ ซึ่งขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช เนื่องจากเป็นตัวจักรสำคัญที่นำชาวโรฮิงญาลักลอบเข้ามาเลเซียและโทรศัพท์มาเรียกเงินค่าไถ่จากชาวโรฮิงญาที่อาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย

เผยสุราษฎร์ฯเป็นเส้นทางผ่าน

ขณะที่ พ.อ.สมบัติ ประสานเกษม รอง ผอ.กอ. รมน.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า สำหรับ จ.สุราษฎร์ธานี หลังจากได้รับคำสั่งจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ได้ทำหนังสือไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อรับทราบคำสั่งและได้มีการสั่งการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่หาข่าวพิสูจน์ทราบเส้นทางลำเลียงหรือพื้นที่หลบซ่อนของชาวโรฮิงญา ทั้งนี้ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่รอยต่อ จ.ระนอง จ.พังงา และ จ.กระบี่ ซึ่งอาจจะเป็นเส้นทางรองในการลำเลียงชาวโรฮิงญาโดยเฉพาะ อ.พนม อ.บ้านตาขุน อ.เคียนซา อ.เวียงสระ และ อ.พระแสง ซึ่งเชื่อมต่อกับ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช โดยพื้นที่ทั้งหมดนี้ ชาวโรงฮิงญาหรือนายหน้าวงการค้ามนุษย์อาจจะมาใช้เส้นทางนี้ เนื่องจากมีความปลอดภัยและสามารถหลบเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐได้ และจากการตรวจสอบเบื้องต้นในส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานียังไม่พบค่ายพักพิง เป็นเพียงเส้นทางผ่านเท่านั้น

หนุนใช้ ม.44 แก้ปัญหาโรฮิงญา

ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กล่าวภายหลังการประชุมเพื่อหารือติดตามการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญา หลังพบหลุมศพจำนวนมากที่ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ว่า เรื่องนี้ไม่มีหน่วยงานไหนกล้าปฏิเสธอีกว่าไม่มีขบวนการค้ามนุษย์ในไทย กรณีพบศพที่ปาดังเบซาร์เหมือนฝีที่กลัดหนองมานานแตกออกที่ประเทศไทย และเป็นที่น่ายินดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ประกาศนโยบายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ หลุมศพที่เกิดขึ้นชัดเจนว่าเป็นการค้ามนุษย์ทำกันเป็นขบวนการมีข้าราชการหรือผู้นำท้องถิ่นเข้าไปเกี่ยวข้อง ดังนั้นรัฐบาลต้องตรวจสอบให้เกิดความชัดเจนเรื่องการเสียชีวิต เอาคนผิดมาลงโทษเพื่อตัดกระบวนการการค้ามนุษย์ในไทยและใช้เรื่องนี้เป็นโอกาสเพื่อแก้ไขปัญหาในระดับภูมิภาค ระดับโลกให้ได้ หากรัฐบาลใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 แก้ไขปัญหานี้เพื่อกำจัดรากเหง้าของปัญหาได้ถือเป็นเรื่องที่ดี

จ่อเรียกหน่วยงานเกี่ยวข้องแจง

นพ.นิรันดร์กล่าวอีกว่า สังคมต้องการเห็นการเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ถ้ารัฐบาลยึดมั่นแนวทางนี้ จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นทั้งกับคนในประเทศและต่างประเทศ มีผลต่อภาพลักษณ์ของไทย ได้สั่งการให้คณะทำงานลงหาข้อมูลในพื้นที่ เบื้องต้นอนุกรรมการฯส่วนหนึ่งจะลงพื้นที่วันที่ 13 พ.ค.นี้ แต่ยังไม่กำหนดว่าจะลงพื้นที่ใดบ้าง ต้องประสานกับคนในพื้นที่ก่อน และวันที่ 20 พ.ค. จะเชิญหน่วยงานของรัฐ อาทิ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) แพทย์นิติเวช มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาชี้แจงว่ามีการดำเนินการอะไรไปบ้าง ยืนยันว่าการติดตามเรื่องนี้ของกรรมการสิทธิฯไม่ได้ทำเพื่อจับผิดตำรวจหรือรัฐบาล

“ไก่อู” แย้มนายกฯอาจใช้ ม.44

ขณะที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ปัญหาชาวโรฮิงญาว่า นายกฯได้สั่งการเพิ่มเติมว่าให้เวลา 10 วัน ในการตรวจสอบทุกพื้นที่ให้เรียบร้อย โดยให้เจ้าหน้าที่ทางปกครอง ทั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และหน่วยงานท้องถิ่น ตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด ให้จังหวัดจัดประชุมชี้แจงเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ให้รับทราบถึงแนวทางของรัฐบาล หากมีข้อมูลพบว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องจนในพื้นที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเองได้ให้รายงานมายังอธิบดีกรมการปกครองแล้วส่วนกลางจะเข้าไปแก้ไขปัญหา

เมื่อถามว่าการแก้ปัญหาดังกล่าวยังใช้ระบบปกติโดยไม่ต้องใช้อำนาจพิเศษใช่หรือไม่ พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า เราต้องดูรายละเอียดว่าปัญหาเกิด จากอะไร หากแก้ได้ก็แก้แต่ถ้าวุ่นวาย ยืดยาว หรือ ติดขัดขั้นตอนอะไร นายกฯก็ไม่ลังเลที่จะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 เมื่อถามว่าได้ พูดคุยกรณีที่สหรัฐอเมริกาจะสรุปผลประเด็นการค้ามนุษย์ในประเทศไทยภายในเดือน มิ.ย.นี้หรือไม่ พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า เราแก้ไขทั้งระบบเต็มที่ในทุกเรื่องและนำเสนอเรื่องนี้ต่อเวทีนานาชาติ ต้องนำเสนอให้เขาเห็นถึงการแก้ปัญหาทั้งระบบ ส่วนเขาจะพิจารณาอย่างไรถือเป็นเรื่องของเขา

วอนยกระดับแก้ปมโรฮิงญา

พล.ต.สรรเสริญยังกล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวโรฮิงญาว่า ไทยเพียงประเทศเดียวคงไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือ ตั้งแต่ประเทศต้นทางที่เป็นแหล่งพำนักของชาวโรฮิงญา และประเทศที่สามหรือประเทศปลายทางที่ชาวโรฮิงญาต้องการจะเข้าไปค้าแรงงาน หากต้องการจะแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือระดับทวิภาคีและพหุภาคีจากมิตรประเทศ ทั้งต้นทางกลางทาง และปลายทางของผู้หลบหนีเหล่านี้เพื่อให้เป็นการจัดการทั้งระบบ ขณะที่การแก้ปัญหาภายในหากตรวจสอบพบว่า มีประชาชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องเรียกรับผลประโยชน์ หรือมีส่วนได้เสียกับขบวนการนี้ ก็จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด รัฐบาลมีจุดยืนชัดเจน

ชี้แจง ร.ท.กับพวกจับ 2 คนไทย

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึง กระแสข่าวมีนายทหารกับพวกเกี่ยวพันในการเรียกค่าไถ่นายหน้าผู้คุมชาวโรฮิงญาว่า เบื้องต้นทางหน่วย ต้นสังกัด คือกองร้อยสารวัตรทหาร มณฑลทหารบก ที่ 42 รับแจ้งว่าเมื่อวันที่ 29 มี.ค.58 ร.ท.สาธิต สุวรรณราช สังกัดร้อย สห.มทบ.42 จ.ส.อ.ชบ คงชูช่วย ส.อ.อนุรักษ์ แก้วชะโน ส.อ.กิตติพงษ์ ไชยพรหม และพลทหารรวิ ชายแก้ว ได้รับแจ้งความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับบุคคลต่างด้าวจึงออกลาดตระเวนหาข่าวในบริเวณพื้นที่แนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ใกล้บ้านตะโล๊ะ หมู่ที่ 8 ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา พบกลุ่มโรฮิงญาและมีคนไทยเป็นผู้ควบคุมคนต่างด้าว 2 คน คือ นายบุญเย็น เนสะแหละ กับนายผิน ร่วมบัว มาซักถามเพื่อหาข้อมูลด้านการข่าวในบริเวณพื้นที่ตั้ง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมงจากนั้นได้ปล่อยตัวไป ทั้งนี้ทางหน่วยได้ทำการจดบันทึกรายละเอียดและรายงานการปฏิบัติไปด้วยแล้วตามสายการบังคับบัญชา

ถูกย้อนเกล็ดแจ้งความกลับ

พ.อ.วินธัยกล่าวว่า หลังจากนั้นทางหน่วยได้ รับแจ้งว่า มีชาวบ้าน 2 ราย ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปาดังเบซาร์ว่า ถูก ร.ท.สาธิตและพวกกักขังหน่วงเหนี่ยวเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินค่าไถ่ โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการลงบันทึกแจ้งความ พร้อมเชิญ ร.ท.สาธิต สุวรรณราช มาสอบถามข้อเท็จ จริงเพื่อประกอบสำนวนก่อนจะส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ลงความเห็นโดยยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาใดๆ อาจมีข้อมูลที่ไม่ตรงกัน เนื่องจากข้อมูลได้มาจากบุคคลในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ จึงต้องสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และเชื่อว่าทางต้นสังกัดจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย และขอให้มั่นใจว่าหากมีกำลังพลปฏิบัติหน้าที่ไม่บริสุทธิ์ กองทัพบกมีมาตรการทางวินัยขั้นรุนแรง โดยจะไม่ปกป้องกำลังพลที่มีความประพฤติไม่เหมาะสมหรือกระทำความผิด

ลั่นจัดการคนเอี่ยวค้าโรฮิงญา

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงการดำเนินการกับกลุ่มค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาว่า ทุกหน่วยงานร่วมกันทำงาน ทั้งทหาร ตำรวจและมหาดไทย เพื่อตรวจสอบว่ายังมีพื้นที่ไหนมีการซุกซ่อนผู้อพยพอีกบ้างและใครเป็นผู้ดำเนินการ รัฐบาลจะดำเนินการกับทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเพราะถือว่าผิดกฎหมายการค้ามนุษย์ สิ่งที่ทำอยู่เข้มงวดอยู่แล้ว เราไม่คิดว่าจะมีการจัดสถานที่พักพิงในลักษณะอย่างนี้ ไม่ได้นิ่งนอนใจและเร่งดำเนินการ

ส่วน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญพยายามใช้กลไกของกระทรวงเข้าจัดการและผู้รับผิดชอบต้องดูว่าเหตุที่เกิดในพื้นที่ทำไมถึงไม่รู้ไม่ทราบ เรื่องนี้ต้องขอเวลาสอบสวนก่อน หากตอบไม่ได้ต้องมีโทษทางวินัย เมื่อถามว่าผู้เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้งในพื้นที่ จึงย้ายไม่ได้แต่ถ้าทำผิดต้องดำเนินการทันที ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพราะไม่ได้มีเรื่องนี้เรื่องเดียวยังมีปัญหาอีกอย่างคือยาเสพติด

แจงมะกันปราบค้ามนุษย์จริงจัง

ที่กระทรวงยุติธรรม นายแพทริค เมอร์ฟี่ อุปทูตสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พร้อมคณะเดินทางเข้าพบ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม เพื่อหารือความร่วมมือในด้านต่างๆ จากนั้นนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า นายแพทริคและคณะได้มาพูดคุยหารือกับ พล.อ.ไพบูลย์ ในประเด็นความร่วมมือหลายด้านระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตมาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ พล.อ.ไพบูลย์ยังได้ชี้แจงถึงมาตรการปราบปรามและแก้ปัญหาขบวนการการค้ามนุษย์ของประเทศโดยระบุว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างจริงจัง ในขบวนการการค้ามนุษย์ หากมีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับ ขบวนการดังกล่าวจะต้องถูกดำเนินคดี ไม่มีการละเว้นไม่ว่าจะระดับใด

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1ค้ามนุษย์โรฮิงญาคำสั่งโยกย้ายตำรวจ38ตำแหน่งปาดังเบซาร์ข่าวไทยรัฐออนไลน์ข่าวภูมิภาค

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้