ระหว่างวันที่ 19-22 มีนาคม ทีมงาน “รายงานวันจันทร์” มีโอกาสร่วมเดินทางไปกับ บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด นำคณะ สื่อมวลชนเดินทางสู่เมืองดาลัด (Dalat) ประเทศเวียดนาม เพื่อสำรวจความพร้อมก่อนขยายตลาดการประกันภัยสู่ประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน หรือเออีซี ซึ่งจะเปิดอย่างเป็นทางการเดือนธันวาคม 2558

ดาลัด ตั้งอยู่บนที่ราบสูงทางภาคใต้ของเวียดนาม สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,500 เมตร เป็นเมืองที่อยู่ท่ามกลางหุบเขา โอบล้อมด้วยทะเลสาบอุณหภูมิเฉลี่ยต่อปี 17 องศาเซลเซียส มีประชากรราว 3 ล้านคน เดิมเป็นที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยกว่า 10 ชนเผ่า หลังจากฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเวียดนามและพบว่าเมืองดาลัดเป็นเมืองที่สวยงาม อากาศดี จึงได้พัฒนาทำเป็นสถานที่พักตากอากาศ

บ้านเรือนที่นี่จึงก่อสร้างสไตล์ฝรั่งเศส ล้อมรอบ ทะเลสาบซวนเฮือง (Xuan Huong Lake) ซึ่งเป็นจุดพักผ่อนสำคัญของคนที่นี่
ปัจจุบันเมืองดาลัดได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของเวียดนาม โรงแรมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งคนเวียดนามและต่างชาติมาเที่ยวชมกว่า 1 ล้านคน รายได้ประมาณ 50% มาจากการท่องเที่ยว และอีก 50% มาจากการขายสินค้าทางการเกษตร เช่น ผัก ผลไม้

จุดเด่นเมืองดาลัด คือ การวางผังเมือง เป็น “บล็อก” สไตล์ยุโรป สามารถเดินทางทะลุเชื่อมต่อเป็นระบบ ทางเท้าจะกว้างสามารถนั่งเล่นหรือพักผ่อนได้ เกาะกลางถนนจะปลูกดอกไม้ตลอดแนว ส่วนพื้นที่ว่างสองข้างทางก็จะจัดทำเป็นสวนหย่อมเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ตามขนาดของพื้นที่ แม้กระทั่งหน้าบ้าน หรือในบ้านของคนที่นี่ก็นิยมปลูกต้นไม้ประดับสวยงามสร้างสีสันให้กับเมืองน่ามองยิ่งขึ้น

ส่วนบริเวณทางร่วม ทางแยก ทุกแห่งใช้ระบบจัดการจราจรแบบวงเวียนแทนสัญญาณไฟจราจร ช่วยให้การจราจรเคลื่อนตัวได้ตลอดเวลา ประกอบกับเมืองตั้งอยู่กลางหุบเขา ขณะรถที่ลงจากเขาหากมีสัญญาณไฟอาจต้องหยุดกะทันหัน เกรงว่าจะเกิดอันตราย แต่ถ้าเป็นวงเวียนรถสามารถชะลอความเร็วเข้าวงเวียนวิ่งต่อเนื่องได้ตามปกติ

คนที่นี่นิยมใช้รถจักรยานยนต์มากที่สุดเช่นเดียวกับเมืองอื่นๆในเวียดนาม รองลงมาเป็นรถยนต์ส่วนตัว และรถสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถเมล์ และรถไฟเครื่องจักรไอน้ำวิ่งระหว่างเมืองกับหมู่บ้านชานเมืองสำหรับบริการนักท่องเที่ยว

ด้านการบังคับใช้กฎหมายหมวกกันน็อกที่นี่เข้มมาก อัตราค่าปรับค่อนข้างสูง ใครฝ่าฝืนมีโทษปรับประมาณ 1,000 บาท ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงไม่กล้าฝ่าฝืน เพราะเปรียบเทียบกับค่าครองชีพที่ได้รับโดยเฉลี่ยประมาณ 150 บาท/คน/วัน อาจจะไม่พอจ่ายค่าปรับ ยิ่งความผิดเมาแล้วขับ คนกลัวมาก หากถูกจับแล้วนอกจากเสียค่าปรับอัตราที่สูงขึ้นไปอีกหลายเท่ายังจะต้องถูกยึดรถอีกด้วย
เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยว คนขายแผงลอยแบกะดิน ร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม หรือคนทั่วไปสามารถพูดภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี นอกจากเป็นผลดีต่อการท่องเที่ยว ยังส่งผลดีต่อการค้าการลงทุนในอนาคต เรื่องของภาษาอังกฤษจุดเด่นอีกข้อที่ไทยไม่ควรมองข้าม!!!!