ศาลสั่งจำคุกคนละ 4 ปี อดีต สจ.ชลบุรี พร้อมพวกอีก 3 คน ฐานหลอกขายน้ำตาลให้นักธุรกิจชาวอินโดนีเซีย พร้อมให้ชดใช้เงิน 76 ล้านบาทคืนผู้เสียหาย ส่วนล่ามแปลภาษาไม่เกี่ยวข้องให้ยกฟ้อง...
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 มี.ค. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.3505/2555 ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ และนายบูดี ยูโวโน นักธุรกิจชาวอินโดนีเซีย เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้องบริษัท ศรีสุวรรณ ทรานสปอร์ต จำกัด นายรุ่งโรจน์ สุวรรณศรี กรรมการ บมจ.ศรีสุวรรณฯ นายสมศักดิ์ ศักดิ์เกษมชัยกุล นายสมศักดิ์ เนตรนิมิตร อดีต สจ.ชลบุรี และนายนุกราฮา อัดมาจา อินตัน ปูตรา หรือบอย ล่ามแปลภาษาอินโดนีเซีย เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง, ร่วมกัน ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268 และ 341 และขอให้พวกจำเลยคืนเงินจำนวน 76 ล้านบาท แก่ผู้เสียหายตามคำฟ้องบรรยายพฤติการณ์พวกจำเลย
สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 20 ม.ค.-18 ส.ค. 2548 จำเลยกับพวก ได้ร่วมกันหลอกลวง บริษัทพีที บูมิเรโจ จำกัด ของนายบูดี ยูโวโน โจทก์ร่วม ชาวอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาลอินโดนีเซียให้เป็นผู้นำเข้าน้ำตาลทรายว่า พวกจำเลยมีน้ำตาลทรายจำนวนมากที่จะขายให้โจทก์ร่วม จำนวน 37,500 ตัน มูลค่า 9.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้โจทก์ร่วม หลงเชื่อตกลงชำระเงินล่วงหน้าจำนวน 76 ล้านบาท ให้กับบริษัทสามเสนไอแมกซ์ จำกัด นอกจากนี้ พวกจำเลยยังได้ร่วมกันปลอมใบตราส่งสินค้าหลายครั้งหลายหนให้แก่บริษัทผู้เสียหายว่าจะส่งน้ำตาลทรายจากท่าเรือ จ.ชลบุรี ไปที่ประเทศอินโดนีเซีย ทั้งที่ความจริงจำเลยทั้งหมด ไม่มีน้ำตาลทรายและไม่สามารถส่งสินค้าให้กับบริษัทผู้เสียหายได้ โดยจำเลยมีเจตนาที่แท้จริงเพื่อหลอกลวงบริษัทผู้เสียหายให้ส่งมอบเงินและจำเลยได้รับผลประโยชน์เป็นของตนเองโดยทุจริต จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธเมื่อถึงเวลานัดฝ่ายจำเลยเดินทางมาศาล
ขณะที่ฝ่ายโจทก์ได้เดินทางมาจากประเทศอินโดนีเซียมาฟังคำพิพากษาศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้ว เห็นว่าโจทก์ร่วมได้มอบอำนาจให้ผู้แทนแจ้งความดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดภายหลังเกิดเหตุ แม้ต่อมามีการแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยทั้งห้าเพิ่มก็เป็นพียงการระบุตัวผู้กระทำผิดให้ชัดขึ้น เมื่อโจทก์ร่วมได้แจ้งความภายในอายุความโดยชอบก็สามารถดำเนินคดีได้
ส่วนกรณีที่พวกจำเลยร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิในการส่งออกน้ำตาลหรือไม่ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมีพยานเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเบิกความว่า จากการสอบสวนไม่พบว่าจำเลยเคยส่งน้ำตาลให้โจทก์ร่วม และเมื่อนำใบตราส่งสินค้าทางทะเล (B/L) ไปตรวจสอบตามท่าเรือก็ไม่มีใบตราสินค้าดังกล่าวมาส่งที่ท่าเรือตามที่จำเลยระบุ เอกสารดังกล่าวจึงปลอมเพื่อให้โจทก์ร่วมเชื่อว่าจำเลยมีน้ำตาลส่งให้จริง แต่โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นว่าพวกจำเลยจัดทำเอกสารดังกล่าว จึงไม่อาจฟังได้ว่าพวกจำเลยร่วมกันจัดทำเอกสารปลอมมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันใช้เอกสารปลอม เพื่อฉ้อโกงโจทก์ร่วมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ได้ตกลงซื้อน้ำตาลและทำสัญญากับ นายคฑา เศรษฐบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกรท มอเตอร์ จำกัด และนายสรายุทธ แสนสุข ผู้บริหารบริษัท สามเสน ไอแม็กซ์ จำกัด
ต่อมานางทศพร เจียรพัฒนาคม และนายสรายุทธ ได้แจ้งว่าจำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของโรงงานน้ำตาล โจทก์ร่วมจึงไปพบจำเลยที่ 4 และถูกพาไปดูโกดังเก็บน้ำตาลที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เพื่อให้หลงเชื่อว่ามีน้ำตาลสามารถส่งขายให้กับโจทก์ร่วมได้ จึงตัดสินใจทำสัญญาซื้อขายน้ำตาลจากจำเลยที่ 4 และโอนเงินให้ 76 ล้านบาท โดยมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ส่งสินค้าตามที่ระบุใบตราส่งสินค้าทางทะเล ทั้งที่การส่งออกน้ำตาลต้องได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล แต่จำเลยที่ 1 บมจ.เกรท และบมจ.สามเสน ไม่มีใบอนุญาตให้ส่งน้ำตาลออกนอกประเทศ จึงเป็นอุบายที่หลอกให้โจทก์ร่วมเชื่อและโอนเงินให้เท่านั้น เนื่องจากนายคฑาและนายสรายุทธรู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถส่งน้ำตาลได้ แสดงให้เห็นความเกี่ยวพันระหว่างนายคฑา และพวกจำเลยที่ได้ร่วมวางแผนมาก่อนแล้ว และมีการแบ่งหน้าที่กันทำ ซึ่งระหว่างเดินทางโจทก์ร่วมก็ได้พบและพูดคุยกับจำเลยที่ 3-4 ตลอด จึงเชื่อว่าโจทก์ร่วมจดจำจำเลยที่ 3-4 ได้ และเป็นการเบิกความไปตามจริงเป็นขั้นเป็นตอน สอดคล้องกับพยานอีกสองปากซึ่งถูกจำเลยที่ 3-4 หลอกขายน้ำตาลในลักษณะเดียวกัน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมมีน้ำหนักรับฟังได้
ส่วนข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1-2 เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ มีพิรุธ ขณะที่จำเลยที่ 3-4 ไม่ได้นำสืบหลักล้างพยานหลักฐานโจทก์ จำเลยที่ 1-4 จึงมีความผิดใช้เอกสารสิทธิปลอมสำหรับจำเลยที่ 5 ในการสอบสวนไม่ปรากฏว่ามีเจตนาร่วมใช้เอกสารปลอมและร่วมขบวนการกับจำเลยที่ 1-4 อีกทั้งโจทก์ร่วมเบิกความว่าจำเลยที่ 5 มีหน้าที่เป็นเพียงล่ามช่วยประสานงานให้เท่านั้น พิพากษาว่าจำเลยที่ 1-4 มีความผิดฐานฉ้อโกงและใช้เอกสารปลอม เป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมซึ่งเป็นบทหนักสุด ให้จำคุก นายรุ่งโรจน์ จำเลยที่ 2 นายสมศักดิ์ จำเลยที่ 3 และนายสมศักดิ์ จำเลยที่ 4 คนละ 4 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก 265, 341 ประกอบมาตรา 63 และปรับบริษัท ศรีสุวรรณ ทรานสปอร์ต จำกัด เป็นจำนวนเงิน 8,000 บาท และให้จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันชดใช้เงินคืนแก่โจทก์ร่วม จำนวน 76 ล้านบาท ส่วนจำเลยที่ 5 ให้ยกฟ้องภายหลังทนายยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เพื่อยื่นปล่อยชั่วคราว ขณะนี้อยู่ระหว่างศาลพิจารณา.


