ตำรวจ สน.บุปผาราม ทำการจับกุม กะเทยแสบพร้อมสมุน หลอกเชิดสินค้าตามตลาดสด ให้มาส่งแล้วเชิดหนี โดยมีคนตกเป็นเหยื่อแล้วหลายราย อ้างหาเงินไปฟอกเลือดเพื่อรักษาโรคเอดส์...

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 27 มี.ค. พ.ต.อ.ณัฏฐ์พัชร์ ผดุงจันทน์ ผกก.สน.บุปผาราม พ.ต.ท.พิทักษ์ ปัญญาพร รอง ผกก.สส.สน.บุปผาราม และ พ.ต.ท.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว สว.สส.สน.บุปผาราม ร่วมกันจับกุมตัว นายกำพล ศรีเพียงจันทร์ (สาวประเภทสอง) อายุ 49 ปี และ นางชไมพร สุดใจ อายุ 53 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง โดยจับกุมตัวได้ที่ถนนเทศบาลสาย 2 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ

พ.ต.อ.ณัฏฐ์พัชร์ เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ค้าส่งสินค้าตามตลาดสด เข้ามาแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.บุปผาราม ว่า ถูกคนร้ายชายลักษณะเป็นกะเทย พร้อมลูกน้องที่เป็นผู้หญิง หลอกสั่งซื้อสินค้าให้มาส่งที่ ตลาดสดเจริญรัถและตลาดสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ โดยวางอุบายเชิดของไปแบบไม่จ่ายเงินจำนวนหลายราย ซึ่งของกลางส่วนใหญ่มีทั้ง ข้าวสาร น้ำตาล ผลไม้ และอาหารแปรรูป จึงสั่งการให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดและเรียกผู้เสียหายมาสอบปากคำอย่างละเอียด จนทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายกำพล และ นางชไมพร จึงขออนุมัติศาลทำการออกหมายจับและติดตามจับกุมตัว

จากการสอบสวน นายกำพล ให้การว่า ก่อเหตุฉ้อโกงสินค้าจากผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้ค้าส่งตามตลาดมาแล้วหลายรายจริง โดยมีนางชไมพร เป็นลูกมือช่วยหยิบจับยกของ ทั้งนี้ เมื่อหลอกเอาของมาได้จะนำของกลางไปขายปลีกต่ออีกทอด เพื่อหาเงินไปฟอกเลือด ที่ โรงพยาบาลศิริราช รักษาโรคเอดส์ระยะสุดท้ายที่กำลังเป็นอยู่ ที่ผ่านมาก็เคยถูกตำรวจ สน.พระราชวัง จับกุมมาแล้ว 2 ครั้ง ในข้อหาเดียวกัน หลังไปฉ้อโกงสินค้ากับผู้ค้าที่ปากคลองตลาด พอพ้นโทษออกมาไม่รู้จะหาเงินอย่างไรก็ต้องวางแผนหาเงินยาไส้ และรักษาตัวด้วยการกลับมาสู่วังวนเดิมอีก

ด้าน นายนิติพัฒน์ ชูกล้ากสิกร อายุ 43 ปี ชาว จ.สุพรรณบุรี หนึ่งในผู้เสียหาย ให้การว่า ตนเป็นเจ้าของบริษัทค้าข้าวไรซ์เบอร์รี่และพืชผลทางการเกษตร มีบริษัทอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี เมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา นายกำพล วางแผนโทรศัพท์ไปสั่งซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ จากตน จำนวน 1 ตัน ในราคา 120,000 บาท พร้อมมะม่วงอีก 1 กระสอบ ราคา 1,400 บาท โดยนัดหมายให้มาส่งที่ตลาดสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ เมื่อตนขนขึ้นรถกระบะมาพบ นายกำพล ตามนัดหมายบริเวณปากซอยเข้าตลาด นายกำพล ได้วางแผนให้ตนนำข้าว จำนวน 2 กระสอบ รวม 100 กิโลกรัม และมะม่วง อีก 1 กระสอบ ขึ้นรถสามล้อที่มาจอดรออยู่ โดยอ้างว่าจะนำไปส่งให้ลูกค้ารายย่อยก่อน จากนั้นให้ตนขับรถเข้าซอยไปอีก 100 เมตร เพื่อนำสินค้าที่เหลือไปลงที่หน้าร้านแล้วรอเก็บเงิน แต่เมื่อตนขับเข้าไปถึงปรากฏว่า นายกำพลหายตัวไปแล้ว โดยไม่พบหน้าร้านที่เจ้าตัวกล่าวอ้างแต่อย่างใด รวมทรัพย์สินที่ตนถูกหลอกไป จำนวน 13,400 บาท

ขณะที่ นายสมเกียรติ ประมวลสุข อายุ 51 ปี ชาว จ.ราชบุรี ผู้เสียหายอีกรายให้การว่า ตนมีร้านค้าส่งน้ำตาลในตลาดศรีเมือง จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา นายกำพล เหมารถแท็กซี่เดินทางไปที่ร้านพร้อมสั่งน้ำตาลโตนด น้ำตาลปึก น้ำตาปี๊บ และสับปะรดกวน จำนวนหลายตันรวมมูลค่าสินค้าทั้งสิ้นเกือบสี่หมื่นบาท จากนั้นให้ตนขับรถกระบะมาส่งที่ตลาดเจริญรัถตรงข้ามสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ โดยนายกำพล นั่งแท็กซี่นำมาจากร้านที่ จ.ราชบุรี จนกระทั่งถึงที่หมาย เป็นเวลาที่การจราจรติดขัด นายกำพล ออกอุบายให้ตนเร่งนำสินค้าส่วนหนึ่งลงไว้ริมถนนก่อนประมาณ 200 กิโลกรัม แล้วสั่งการให้โชเฟอร์แท็กซี่ขับรถพาตนเอาสินค้าที่เหลือไปลงที่บ้านพักในซอยสมเด็จพระเจ้าตากสิน 4 ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยที่ นายกำพล อ้างว่าเดี๋ยวจะข้ามถนนตามไป แต่เมื่อทั้งตนโชเฟอร์แท็กซี่กลับรถมุ่งหน้าไปถึงที่หมายตามคำสั่ง ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อนายกำพลได้ พอย้อนกลับไปดูตรงจุดลงสินค้ารอบแรกเจ้าตัวก็หายไปแล้ว รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตนสูญไปประมาณ 14,000 บาท ส่วนโชเฟอร์แท็กซี่ก็โดนเชิดค่าโดยสารเช่นกัน จำนวน 1,800 บาท เพราะ นายกำพล จ้างเหมาจากขนส่งสายใต้ไปกลับราชบุรี จึงชวนกันมาแจ้งความไว้กับตำรวจ สน.บุปผาราม

ด้าน พ.ต.ท.ปราโมทย์ กล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นความเดือดร้อนของคนหาเช้ากินค่ำ โดยพฤติกรรมของคนร้ายนั้นมีการวางแผนก่อเหตุอย่างแยบยล ที่สำคัญมีประวัติก่อเหตุมาหลายครั้ง เคยถูกจับกุมมาแล้วแต่ยังไม่เข็ดหลาบ โดยในขณะที่ฝ่ายสืบสวนสอบปากคำอยู่ ก็ยังมีเหยื่อโทรศัพท์มาจะส่งสินค้าให้จำนวนหลายราย เชื่อว่าผู้ต้องหาคงกำลังออกอุบายหลอกลวงผู้ค้าอีกเยอะ ขณะนี้ตำรวจสามารถติดตามผู้เสียหายมาชี้ตัวยืนยันได้แล้ว จำนวน 3 ราย หากมีผู้ใดเคยถูก นายกำพล และพวกหลอกฉ้อโกงสินค้าไปในลักษณะดังกล่าว ขอให้เดินทางมาแจ้งความเพิ่มเติม เพื่อปรับข้อหาเป็นฉ้อโกงประชาชน ซึ่งมีอัตราโทษหนักกว่าต่อไป.